พ้นสายตาสองแม่ลูกไปแล้วหลินเยว่ชิงก็ยังไม่ทำการอันใด เอาแต่นั่งคุดคู้อยู่มุมห้องด้วยอาการสั่นเทาอย่างที่เคยเห็นจนชินตา ิญญาสตรีผู้มีใบหน้างามล้ำยิ่งกว่าเดินมาใกล้และนั่งลงเคียงข้าง ทว่าตัวนางกลับไม่มีใครมองเห็นนอกจากหลินเยว่ชิง หากเพ่งดูเสียหน่อยจะรู้ได้ว่าสตรีผู้นี้คล้ายโปร่งแสงอยู่
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเหลือบมองหญิงสาวผู้ที่เพิ่งพ้นวันงานพิธีปักปิ่นมาไม่ถึงหนึ่งคืน
“เหตุใดจึงไม่สู้”
“...”
“เหตุใดจึงไม่ตอบโต้”
“...”
“เหตุใดจึงยอมถูกกดขี่ถึงเพียงนี้”
“...”
ไม่ว่านางจะถามสิ่งใดไป หลินเยว่ชิงก็ไม่ตอบ จ้าวเลี่ยงเฟิ่งถอนหายใจและยอมแพ้ไปเอง ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลินเยว่ชิงไม่ตอบนาง และอารมณ์ของอีกฝ่ายตอนนี้ก็ไม่เหมาะจะพูดคุย
เย็นวันนั้นหลินเสี่ยวหรงก็กลับมาอีกครั้ง จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเห็นสตรีผู้นี้เดินมาั้แ่ระเบียงเรือนใหญ่ อดไม่ได้ที่จะเข้าไปดูใกล้ๆ ว่านางวางแผนอะไรไว้อีก ยิ่งในตอนนี้หลินเจิ้งหานผู้นั้นออกเดินทางกลับไปประจำที่มณฑลทิศบูรพาด้วยแล้ว พวกนางก็ยิ่งได้ใจว่าจะทำสิ่งใดก็ได้ อีกทั้งข้างกายของนางก็มีสาวใช้ผิงผิงที่ถือถาดสำรับอาหารติดตามมา
พวกนางเข้ามาภายในห้องของหลินเยว่ชิงโดยไม่แม้แต่จะส่งเสียงหรือเคาะประตูให้เ้าของเรือนรับรู้ เดินเหินไปมาประหนึ่งเป็เรือนตัวเอง หลินเสี่ยวหรงยืนกอดอกเชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่ง ตรงหน้าคือหญิงสาวที่มีสภาพไม่ต่างอะไรจากเมื่อเช้าที่นางรามือไป ผมเผ้ายังยุ่งเหยิงอยู่เช่นเดิม ดูแล้วน่าสมเพชเวทนาเกินจะเอ่ย
“จะยอมบอกได้หรือยัง” นางยิ้มราวกับตนเองเป็ผู้มีใจเมตตา
“...”
“หากยอมบอกเสียดีๆ จะยอมยกสำรับนี้ให้ก็ได้ แต่ถ้ายังปากแข็งไม่เลิก...”
หลินเยว่ชิงนิ่งคิดชั่วครู่ หากนางรู้คำตอบก็จะเลิกมาราวีใช่หรือไม่ “ข้า...ข้าจำมาจากที่สำนักศึกษา”
คนกำลังถามถูกขัดคอั้แ่ยังไม่จบประโยค คำตอบนี้ยิ่งทำให้หลินเสี่ยวหรงโมโห จำมาจากสำนักศึกษาอย่างนั้นหรือ ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าหลินเยว่ชิงไม่แม้แต่จะเรียน เอาแต่นั่งคุดคู้อยู่ในมุมห้องคนเดียว อย่าได้ถามถึงการฝึกฝนอันใดในที่แห่งนั้นเลย แค่ไปเป็ตัวประหลาดให้นางได้มีที่เปรียบเทียบก็เท่านั้น
หลินเสี่ยวหรงหันไปหยิบถ้วยผัดผักมาไว้ในมือ จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเห็นอย่างนั้นก็รู้ได้ทันทีว่านางคิดจะทำอะไร หันไปทางหลินเยว่ชิงก็ยังยืนนิ่งไม่ขยับกาย อดีตฮองเฮาเหนื่อยหน่ายใจเป็อย่างมากและทนดูต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งถือวิสาสะพุ่งตัวเข้ามาอยู่ในร่างของหลินเยว่ชิงโดยที่เ้าตัวไม่ยินยอม นึกแปลกใจว่าเช่นนี้ก็สามารถทำได้ด้วย เพราะครั้งแรกถูกดึงเข้าไปอยู่ในร่างโดยไม่ทันตั้งตัว
เป็เวลาพอดีกับที่หลินเสี่ยวหรงยกชามอาหารสาดใส่เ้าของเรือน ทว่าจ้าวเลี่ยงเฟิ่งที่อยู่ในร่างดรุณีน้อยกลับเบี่ยงตัวหลบได้ทันท่วงที สายตาท่าทางของนางเปลี่ยนไปจนคนทั้งสองแปลกใจ ถึงกระนั้นโทสะก็อยู่เหนือความสงสัย หลินเสี่ยวหรงโมโหง้างมือจะตีนางซ้ำ แต่จ้าวเลี่ยงเฟิ่งก็เคลื่อนตัวหลบเพียงเล็กน้อยแล้วยกขาถีบคนข้างกายหลินเสี่ยวหรงเข้าให้ สาวใช้ผิงผิงโดนเตะที่ข้อพับขาจนถาดสำรับลอยละลิ่ว เศษอาหารโปรยหล่นจนเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าของคุณหนูใหญ่ จากนั้นนางจึงกรีดร้องลั่นเรือน
“นางคนซุ่มซ่ามนี่ ไม่มีตาดูหรืออย่างไรว่าข้ายืนอยู่ตรงนี้”
“ขออภัยเ้าค่ะคุณหนู บ่าวไม่ได้ตั้งใจ คุณหนูรองถีบบ่าวเ้าค่ะ” ผิงผิงลงไปคุกเข่ากับพื้นห้องแทบไม่ทัน
“มีหลักฐานอะไรว่าข้าถีบเ้าเล่า” นางยืนปล่อยตัวอย่างไม่รักษากิริยา แต่สีหน้านั้นท้าทายอย่างถือดี “ไปล้างตัวก่อนดีหรือไม่ ตัวเ้าตอนนี้นอกจากมีกลิ่นน้ำแกงแล้วยังมีกลิ่นผักดอกอีก”
หลินเสี่ยวหรงกรีดร้องอีกหนจนคนฟังยังแสบคอแทน นางเดินฟึดฟัดกลับไปแต่ก็ยังไม่วายทิ้งท้ายไว้อีก
“ข้าจะกลับมาคิดบัญชีกับเ้าทีหลัง”
เมื่อทั้งสองกลับไป อดีตฮองเฮาก็ออกจากร่างของหลินเยว่ชิงที่ถือวิสาสะยืมมา ทว่าคราวนี้หญิงสาวกลับไม่สลบลงไปอย่างคราวก่อน นางยืนมองพื้นห้องที่เลอะเทอะไปด้วยเศษอาหารแต่เสื้อผ้าตนเองยังสะอาดสะอ้านดี คราวนี้หลินเยว่ชิงเริ่มไม่พอใจอย่างจริงจัง นางหันไปมองิญญาของหญิงสาวสูงศักดิ์ด้วยแววตาตัดพ้อ
“ท่านทำแบบนี้ได้อย่างไร ยิ่งต่อต้านพวกเขาจะยิ่งรังแกข้า” นางถามเสียงสั่นเครือเจียนจะร้องไห้
“ผิดแล้ว ยิ่งไม่ต่อต้าน พวกเขาจะยิ่งได้ใจและรังแกเ้าหนักขึ้นต่างหาก”
ท่าทางเช่นนี้ทำให้จ้าวเลี่ยงเฟิ่งรู้สึกเหนื่อยใจไปล่วงหน้า แต่ก็ทอดทิ้งนางไม่ลง ทว่าคำพูดเมื่อครู่นั้นคล้ายไปสะกิดใจอะไรบางอย่าง ท่าทางของหลินเยว่ชิงจึงเปลี่ยนไป นางทรุดตัวลงไปกับพื้นเรือน ฟูมฟายออกมาทั้งน้ำตานองหน้า
“ท่านไม่เป็ข้า ท่านก็พูดได้สิ เลิกสอดมือเข้ามายุ่มย่ามกับเื่นี้เสียที นี่มันเื่ของข้า ท่านไม่รู้หรอกว่าการมีชีวิตในแต่ละวันมันยากแค่ไหน...”
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งตาวาวโรจน์ การเห็นสภาพความเป็อยู่ของหลินเยว่ชิงที่ผ่านมาทำให้นางโกรธหญิงสาวผู้นี้ไม่ลง
“ทุกอย่างมันเป็แบบนี้ก็เพราะพวกเ้าทุกตน ทุกคนหาว่าข้าเป็เด็กประหลาด ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ข้า ไม่มีใครอยากรับใช้ข้า ข้าทำผิดอะไรอย่างนั้นหรือ เหตุใดต้องคอยตามรังควานข้าถึงเพียงนี้ หลอกหลอนข้าไม้เว้นแต่ละวัน ข้าทำผิดอะไรเล่า!”
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกสงสารหลินเยว่ชิงจับใจ นางเองก็มองเห็นิญญาั้แ่อายุสิบห้า แต่ก็ยอมรับและอยู่กับมันได้ในเวลาไม่นาน แต่นางลืมไปได้อย่างไร ในขณะที่นางมีครอบครัวมีคนรอบข้างคอยรักคอยเอาใจใส่ แต่กับหลินเยว่ชิงคนนี้ ดูเหมือนจะไม่มีใครเลย ทั้งโดดเดี่ยวทั้งยังต้องถูกรังควานจากิญญาตนอื่น ถูกหล่อหลอมให้กลายเป็คนหวาดกลัวต่อทุกสิ่งอย่าง
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งไม่มีคำปลอบใจใดให้นาง เพียงนั่งลงข้างๆ อย่างไม่ถือตัว ดวงตาหงส์เหลือบมองดรุณีน้อยที่ยังไม่รู้ประสา
“ข้าต้องขอโทษด้วยที่ทำให้เ้ากลัว ข้าไม่มีเจตนารังควานเ้า เพียงอยากรู้สาเหตุที่ิญญาของข้าถูกดึงมาวนเวียนอยู่รอบกายของเ้า”
สตรีท่าทางสูงส่งผู้นี้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้นหลายต่อหลายส่วน อาจหวังให้ถ้อยคำปลอบประโลมแทนกายเนื้อที่ไม่หลงเหลืออยู่อีก
“ข้าเคยพยายามหนีห่างเ้าไปด้วยหลายวิธี แต่ไม่นานก็ถูกดึงเข้ามาใกล้เ้าอยู่เช่นเดิม ในเมื่อข้าไปไหนไม่ได้นอกจากอยู่ข้างกายเ้า เช่นนั้นเรามาหาวิธีอยู่ด้วยกันอย่างสันติดีหรือไม่”
หลินเยว่ชิงขมวดคิ้วมุ่น คล้ายกำลังครุ่นคิดสิ่งที่นางเพิ่งเอ่ยไป แม้จะก้มหน้าเสียจนคางแทบชิดอก จ้าวเลี่ยงเฟิ่งก็พอจะเดาสีหน้าของนางออก
“ข้าตายไปแล้ว อีกทั้งไม่มีใครให้ห่วงหา เ้าก็ไม่มีใครคอยอยู่เคียงข้าง เช่นนั้นข้าจะเป็เพื่อนให้เ้าและอยู่เคียงข้างเ้าเอง”
ดวงใจดวงน้อยที่แห้งเหี่ยวไปนานจนเหมือนถูกฝังไว้ในทะเลทราย คล้ายถูกสายน้ำไม่รู้ที่มาโอบอุ้มประคองขึ้นมาอย่างแ่เบาแล้วมอบจุมพิตเทพธิดาให้เพื่อปลอบประโลม
เยว่ชิงฟังจบก็นิ่งไป เป็ครั้งแรกที่นางเงยหน้าขึ้นมาสบตากับิญญาตรงๆ แววตาหม่นหมองเริ่มมีประกายบางอย่างก่อตัวขึ้น ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว