ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    เล่มที่ 6 บทที่ 152 คุณฟาง...แผนสูง

            เจียงอี่โหลวเหลือบมองจิ่งเยี่ยนกุย “เป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว ยังจะกลัวรบกวนทำไม? ถ้าเธอไม่มาหาบ่อยๆ เนี่ย เสียนจือก็จะมาถามฉันทุกวัน ฉันไม่อยากทำเป็นแม่สื่อระหว่างพวกเธอหรอกนะ”

            จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะขบขัน เจียงอี่โหลวก็ขยิบตาให้เธอ “ถ้าจะโทรหาเสียนจือก็ไม่ต้องไปโทรที่ร้านค้า ให้มาโทรที่บ้านเลย โทรข้างนอกคนเยอะไม่สะดวก หลายเรื่องก็พูดไม่ถนัด”

            จิ่งเยี่ยนกุยเข้าใจความหมายของเธอทันที ใบหน้าก็พลันแดงก่ำขึ้นมา

            เจียงอี่โหลวหัวเราะพลางดันเธอเข้าไปในห้อง “ค่อยๆ คุยกับเสียนจือนะ ไม่ต้องเกรงใจเรื่องค่าโทรศัพท์”

            จิ่งเยี่ยนกุยก็ยิ่งเขินอายมากขึ้นไปอีก เจียงอี่โหลวทำท่าเหมือนจะออกไป แต่ก่อนปิดประตูยังพูดว่า “ไม่ต้องห่วง ฉันไม่แอบฟังหรอก”

            เมื่อประตูถูกปิด จิ่งเยี่ยนกุยก็รู้สึกประหม่าเล็กน้อย แม่สามีในอนาคตของเธอนี่ช่างพิเศษเสียจริง บุคลิกดูจะไม่เหมือนกับที่ลือกันว่าสุขุมสงบเสงี่ยม

            จิ่งเยี่ยนกุยจำเบอร์โทรศัพท์ของฟางเสียนจือได้ดี ตอนที่เธอกำลังกดเบอร์ หัวใจก็เต้นแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ เมื่อได้ยินเสียงของฟางเสียนจือจากปลายสาย หัวใจของเธอก็สั่นสะท้าน ความคิดถึงก็ถาโถมเข้ามาในทันใด

            ทำให้ความรู้สึกสับสนว้าวุ่นในใจของเธอถึงกับสงบลงในพริบตา และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ฟางเสียนจือ ฉันเอง”

            ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเธอจะได้ยินเสียงของฟางเสียนจือดังขึ้นว่า “เธอมันคนใจร้าย ฉันโทรหาเธอตั้งหลายสายแต่ก็ไม่มีใครรับสายเลย เธอไม่คิดถึงฉันบ้างหรือไง?”

            จิ่งเยี่ยนกุยหน้าแดง รีบเบี่ยงประเด็นไปถามว่า “ที่เมืองหลวงสบายดีไหม?”

            “ไม่ดี” ฟางเสียนจือตอบ “กอดเธอไม่ได้ จูบเธอก็ไม่ได้”

            จิ่งเยี่ยนกุยยังไม่คุ้นเคยกับการที่เขาพูดจาตรงไปตรงมาแบบนี้ และราวกับเธอจะสัมผัสได้ถึงความน้อยใจของเขา แม้จะอยู่กันคนละฟากโทรศัพท์ก็ตาม

            เธอมัวแต่พยายามบรรเทาอาการหัวใจเต้นแรง จึงพูดออกมาโดยไม่ทันคิด “อ้อ ช่วงนี้ฉันก็ดีนะ ฟางเสียนจือ ฉันซื้อบ้านหลังใหม่แล้วนะ ถ้าคุณกลับมาก็มานอนที่บ้านฉันได้”

            พูดจบก็เอามือตีปากตัวเอง นี่เธอโดนฟางเสียนจือล่อลวงไปแล้วหรือนี่?

            ฟางเสียนจือหัวเราะในลำคอ “สรุปว่าเธอกำลังชวนฉันไปนอนด้วยเหรอ?”

            เขาโทรหาเธอหลายครั้งแต่ไม่ได้คุยกันเลย หัวใจของเขาร้อนรนเป็นอย่างมาก จนรู้สึกโกรธเล็กน้อย แต่ตอนนี้ ความร้อนรนและความโกรธทั้งหมดมลายหายไปเพราะคำพูดของเธอเพียงประโยคเดียว

            จิ่งเยี่ยนกุยเอามือกุมหน้าผาก ตอนนี้อยากจะแทรกแผ่นดินหนีจริงๆ

            เธอสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งว่า คนที่ไม่มีประสบการณ์ด้านความรัก เมื่อมีความรักแล้วมันช่างยากเย็นแสนเข็ญ ยิ่งพูดจาก็ยิ่งวกวนหลงทาง

            เธอเงียบไปครู่หนึ่งแล้วสูดหายใจลึกๆ “ฟางเสียนจือ ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะไม่รับโทรศัพท์คุณ”

            ฟางเสียนจือถามเธอ “ถ้าฉันกลับไปแล้วจะให้ฉันนอนด้วยไหม?”

            จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าเขาแค่แกล้งเธอเล่น แต่ถ้าเธอตอบตกลง เขาคงจะปีนกำแพงบ้านเธอจริงๆ เธอจึงครุ่นคิดแล้วพูดว่า “เพื่อแสดงความเสียใจ ต่อไปฉันจะโทรหาคุณเอง และจะเขียนจดหมายถึงคุณด้วย”

            “เรื่องนี้เธอควรจะทำอยู่แล้ว” ฟางเสียนจือเริ่มได้คืบเอาศอก “ถ้าเธอจริงใจจริง ก็โทรหาฉันทุกวัน แล้วเขียนจดหมายถึงฉันทุกวันด้วยนะ!”

            จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าผู้ชายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ควรตามใจจริงๆ เธอสูดหายใจลึกๆ แล้วพูดว่า “ฉันจะโทรหาคุณอาทิตย์ละครั้ง ว่างๆ ก็จะเขียนจดหมายหาคุณ”

            ถ้าเขาไม่ยอมรับ ก็จะโทรหาเขาสองอาทิตย์ต่อครั้ง เขียนจดหมายให้เดือนละครั้ง

            ฟางเสียนจือรู้ว่าการแกล้งเธอมีขีดจำกัด ภรรยาตัวน้อยของเขามีหลายๆ ครั้งที่แกล้งไม่ได้ แม้ว่าความถี่ในการโทรศัพท์และเขียนจดหมายที่เธอพูดมาจะไม่เป็นที่พอใจ แต่ก็ยังดีกว่าที่เขาไม่ได้เจอเธอเลย และผ่านไปนานนับครึ่งเดือนถึงจะได้ยินเสียงเธอ

            เสียงของเขาต่ำลงและแฝงความเศร้าสร้อย “ภรรยาจ๋า เธอช่างเย็นชาไร้หัวใจกับฉันจริงๆ”

            จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะแห้งๆ “ฉันก็ยังนึกถึงคุณอยู่นะ”

            หลังจากฟางเสียนจือได้รับโทรศัพท์จากเธอวันนี้ สิ่งที่อยากฟังมากที่สุดก็คือคำว่า “คิดถึง” ถึงแม้คำที่เธอพูดมาจะลดทอนไปบ้าง แต่ก็ยังมีความหมายใกล้เคียง เขาจึงยอมรับแต่โดยดี

            ภรรยาตัวน้อยของเขาดูเย็นชากับเขาเสมอ เขาเองก็รู้ว่ามุกตลกเหล่านี้เล่นบ้างเป็นครั้งคราวก็พอได้ แต่ถ้าเล่นบ่อยเกินไปจะทำให้เธอตกใจเสียเปล่าๆ

            จากนั้นเขาก็ถามถึงเรื่องราวช่วงนี้ของเธอ เธอก็เล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง เมื่อพูดถึงเรื่องราวช่วงนี้ก็วกกลับไปที่เรื่องซื้อบ้าน เขาจึงถามถึงสภาพของบ้าน เธอก็เล่าทุกอย่างให้เขาฟังอย่างละเอียด

            ฟางเสียนจือจึงชมเธอทางโทรศัพท์ “ภรรยาฉันเก่งจริงๆ ใช้เงินแค่นิดเดียวก็ซื้อบ้านหลังใหญ่โตได้แล้ว”

            “ตอนที่คุณอยู่ที่เมืองหลวงก็หาดูบ้างนะ ถ้ามีบ้านที่เหมาะสมก็ซื้อเก็บไว้สักสองสามหลัง เป็นบ้านแบบสี่ประสานก็ยิ่งดี ฉันว่าบ้านพวกนี้ต่อไปจะกลายเป็นทรัพยากรที่หายาก ราคาจะสูงขึ้นมาก” จิ่งเยี่ยนกุยให้คำแนะนำ

            บ้านที่เมืองหลวงต่อไปราคาจะสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ สูงจนแทบจะเหาะได้ ราคาของบ้านแต่ละหลังสูงลิ่วจนน่าเหลือเชื่อ

            ฟางเสียนจือรับคำผ่านโทรศัพท์ แล้วถามเธอว่า “เธอว่าฉันซื้อสักกี่หลังถึงจะดี?”

            จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้เลยว่าในคำพูดของเขามีหลุมพราง จึงหวนคิดถึงความทรงจำในชาติที่แล้วและตอบไปว่า “มากเท่าไหร่ยิ่งดี”

            น้ำเสียงของฟางเสียนจือพลันร่าเริงขึ้น “เป็นอย่างนี้นี่เอง งั้นพวกเราต้องรีบแต่งงานกันแล้วก็รีบมีลูกด้วย”

            จิ่งเยี่ยนกุยงงเล็กน้อย “ซื้อบ้านกับการแต่งงานมีลูกมันเกี่ยวกันตรงไหนคะ?”

            พูดจบก็อยากจะบ้วนน้ำลายใส่ตัวเอง การซื้อบ้านไม่ว่าจะยุคไหนก็เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมไว้เมื่อแต่งงานมีลูก เมื่อคนสองคนแต่งงานกัน ก็จะอยากแยกไปใช้ชีวิตของตัวเอง แน่นอนว่าก็ต้องซื้อบ้าน

            ครอบครัวของคนที่สภาพความเป็นอยู่ดีหน่อย เมื่อมีลูกก็จะต้องเตรียมบ้านให้ลูกอีกหลัง

            คุยกันมาครึ่งค่อนวัน ที่แท้ความหมายของเขาก็คือแบบนี้นี่เอง!

            เธอจึงรีบพูดว่า “ตอนนี้มีนโยบายวางแผนครอบครัวอยู่นะ!”

            ฟางเสียนจือพูดอย่างจริงจัง “เกือบลืมเรื่องนี้ไปเลย สรุปว่าเธออยากมีลูกกับฉันเหรอ?”

            จิ่งเยี่ยนกุย “!!!!!!!!!!!!!!!!”

            เธอรู้สึกอย่างลึกซึ้งว่า แผนการของคุณฟางนั้นเยอะมาก เธอแค่คุยเรื่องบ้านกับเขา เขาก็ยังล่อลวงเธอได้ทุกเรื่อง!

            ฟางเสียนจือพลันรุกคืบ “ฉันเองก็ชอบเด็กๆ เธอชอบลูกชายหรือลูกสาว?”

            จิ่งเยี่ยนกุยน้ำตานองหน้า ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเจียงอี่โหลวฉลาดแค่ไหน ที่บอกให้มาโทรศัพท์ที่บ้าน ถ้าโทรศัพท์ที่ร้านค้า ป่านนี้คงโดนเจ้าของร้านค้าปากเปราะเอาไปพูดให้คนทั้งหมู่บ้านได้ยิน เธอคงไม่มีหน้าจะไปไหนแล้ว!

            ฟางเสียนจือที่ไม่ได้รับคำตอบ จึงพูดต่อ “ไม่ว่าจะเป็นลูกชายหรือลูกสาว ตราบใดที่เป็นลูกของเธอ ฉันก็ชอบทั้งนั้น สรุปว่าภรรยาจ๋า เธอจะใจดำรอให้เรียนจบถึงจะแต่งงานกับฉันเหรอ? เธอไม่อยากเห็นลูกชายหรือลูกสาวที่น่ารักของเธอเร็วๆ หน่อยเหรอ?”

            จิ่งเยี่ยนกุย “!!!!!!!!!!!!”

            การโทรศัพท์ครั้งนี้ จิ่งเยี่ยนกุยจะไม่มีวันลืมได้เลย หลังจากนั้นเธอก็จำไม่ได้แล้วว่าคุยอะไรกับเขา รู้แต่ว่าภายใต้การล่อลวงของเขา และเธอก็ได้พูดอะไรที่ตัวเองก็ยังรู้สึกว่าเหลือเชื่อออกมา

    คล้ายกับเรื่องยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80 ที่คุณอ่าน