บทที่ 4 เกิดเื่แล้ว
การแต่งงานของคนทั้งสองนั้นถูกกำหนดไว้โดยชายชราั้แ่แรก และแม้ว่าเธอจะรักเขาจนสุดหัวใจ แต่เธอก็ไม่เคยบังคับให้เขาทำในสิ่งที่ไม่้าเลยแม้แต่น้อย
แล้วทำไมเขาถึงใช้วิธีการที่เ็าเช่นนี้กับเธอล่ะ?
ลู่จั่นเหยียนร้องไห้จนผล็อยหลับไปบนพื้น ซึ่งอาจจะเป็เพราะว่าเหนื่อยล้าจากการใช้พลังงานมากเกินไป
เมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเป็เช้าวันใหม่แล้ว เธอจึงมองไปรอบ ๆ ห้องที่ว่างเปล่า ก่อนจะพยุงตัวเองลุกขึ้นยืนและโทรหาเลขาในทันที
[เอาเสื้อผ้ามาให้ฉันชุดหนึ่ง ฉันจะส่งที่อยู่ให้]
หลังจากที่เธอรออยู่หนึ่งชั่วโมง ก็ยังไร้ซึ่งวี่แววว่าเลขาจะเข้ามาสักที ทำให้เธอหมดความอดทนและโทรหาเลขาอีกครั้ง
[คุณมาถึงไหนแล้ว?]
“คุณหนู เกิดเื่แล้วค่ะ!”
ทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงของคนเป็เลขา ร่างกายที่อ่อนเพลียของเธอก็ยืนตรงทันที และน้ำเสียงก็ดูจะสงบจนผิดปกติ
“ไม่ต้องรีบร้อนค่ะ พูดมาให้ชัดเจน”
“เมื่อครู่นี้ฉันไปนำเสื้อผ้ามาเพื่อเตรียมจะเอาไปให้คุณ แต่จู่ ๆ ก็มีผู้ถือหุ้นจำนวนมากมา พวกเขาบอกว่าจะถอนหุ้นจากบริษัทลู่ คุณหนูคะ ตอนนี้บริษัทวุ่นวายไปหมดแล้วค่ะ”
“งั้นให้พวกเขามารอฉันที่ห้องประชุม ส่วนคุณก็เอาเสื้อผ้ามารอฉันที่ลานจอดรถของตึก ฉันจะไปถึงในอีกสิบนาที”
เมื่อสั่งเลขาเสร็จเรียบร้อย เธอก็รีบวางสายในทันที ก่อนที่จะขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
ทำไมจู่ ๆ ผู้ถือหุ้นถึงทยอยมาถอนหุ้นออกไปล่ะ?
เกิดเื่แบบนี้ขึ้นได้อย่างไร!?
สิบนาทีต่อมาก็มีรถของลู่จั่นเหยียนจอดในที่จอดรถประจำตำแหน่ง ก่อนที่เลขาจะเดินเข้าไปและรีบส่งชุดสูทในมือผ่านหน้าต่างรถที่เปิดอยู่ทันที
ไม่นานนักประตูรถก็เปิดออกจนเผยให้เห็นร่างของลู่จั่นเหยียนที่เปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วเดินออกมาจากรถ แม้แต่ดวงตาที่บวมเล็กน้อยก็ถูกปกปิดด้วยการแต่งหน้าที่สมบูรณ์แบบ
“ผู้ถือหุ้นที่้าถอนหุ้นพวกนั้น มีหุ้นของบริษัทอยู่ในมือเท่าไหร่?”
เธอรีบล็อกรถของตัวเอง จากนั้นก็ก้าวเท้าอย่างรีบร้อนไปที่บริษัทพลางถามเลขาข้างกาย
“ประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ”
รองเท้าส้นสูงที่กำลังก้าวอย่างรีบร้อนหยุดชะงักไปชั่วครู่ในทันใด
สิบเปอร์เซ็นต์?
ถ้าหากเธอยอมให้ถอนหุ้นเหล่านี้ออกไป เงินทุนหมุนเวียนของตระกูลลู่ก็จะขาดสะบั้นทันที แต่ถ้าหากเธอขัดขวางไม่ให้ถอน และปล่อยให้พวกเขาก่อกวนในตลาดก็จะทำให้ราคาหุ้นของตระกูลลู่ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน!
“ฉันจะไปจัดการเื่นี้เอง ส่วนคุณก็ไปสืบหาสาเหตุมานะคะ”
“ค่ะ”
“เดี๋ยวก่อน… ลองสืบดูว่าใช่ฝีมือของฉีส่าวฉิงหรือเปล่า”
ใบหน้าที่เคร่งเครียดของเธอฉายแววความหงุดหงิดออกมาอยู่ครู่หนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
เห็นได้ว่ามีคนกำลังวางแผนและอยู่เื้ัเื่ที่เกิดขึ้นกะทันหันแบบนี้อย่างแน่นอน และฉีส่าวฉิงก็เป็ผู้ต้องสงสัยมากที่สุดในบรรดาคนที่ไม่พอใจตระกูลลู่และตัวเธอ
“เข้าใจแล้วค่ะ”
แม้เลขาจะมีความงุนงงอยู่บ้าง แต่เธอก็พยักหน้าและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนลู่จั่นเหยียนก็สูดลมหายใจเข้าปอดไปเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะวางมือบนลูกบิดของประตูห้องประชุม และผลักประตูเข้าไปด้วยท่าทางสงบนิ่งเป็อย่างมาก
“คุณลู่ พวกเราคิดว่าคุณจะไม่มาซะแล้ว”
“ไม่มีทางเป็แบบนั้นแน่นอนค่ะ ทุกท่านเป็ผู้ถือหุ้นของบริษัทลู่มาหลายปี แม้ว่าจะไม่มีเื่ธุรกิจมาเกี่ยวข้อง แต่สายสัมพันธ์ก็ยังคงอยู่”
เธอยิ้มแย้มออกมาบาง ๆ และเดินไปนั่งที่ตำแหน่งซีอีโอก่อนที่จะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าทำไมคุณอา คุณลุงทุกท่านถึง้าถอนหุ้นล่ะคะ?”
“สาวน้อย หุ้นเป็ของพวกเรา ถ้าพวกเราอยากขายก็ขายได้ และแม้ว่าพ่อของเธอจะอยู่ที่นี่ก็ตาม แต่ข้อเรียกร้องของพวกเราก็ไม่ได้มากเกินไปหรอกนะ”
ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งที่มีอายุใกล้เคียงกับพ่อของเธอตอบออกมาพร้อมรอยยิ้ม แต่สายตาที่ขุ่นมัวนั้นกลับเต็มไปด้วยความดูถูกอย่างไม่ปิดบัง
ถ้าธุรกิจของตระกูลลู่ตกไปอยู่ในมือเด็กผู้หญิงคนนี้ แล้วอนาคตจะเป็อย่างไรล่ะ?
“ไม่ใช่ว่ามันไม่สมเหตุสมผลนะคะ แต่การที่ทุกท่านจะมาไถ่ถอนหุ้นพร้อมกันแบบนี้มันเกินไปจริง ๆ ค่ะ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาบริษัทลู่ก็ไม่เคยเอาเปรียบพวกคุณเลยนะคะ”
ใบหน้าของเธอหม่นลงในทันที แม้ว่า่เวลาที่รุ่งโรจน์ของบริษัทลู่จะผ่านพ้นไปแล้วก็จริง แต่ตราบใดที่ผ่านพ้น่การปรับเปลี่ยนในปัจจุบันนี้ไปได้ อนาคตก็ย่อมกลับมาเจิดจรัสได้อีกครั้ง
“ความคิดอะไรของเธอเนี่ย? สาวน้อย ตอนนี้ที่พวกเราให้โอกาสไถ่ถอนหุ้นคืนไปก็ถือว่าให้เกียรติพ่อของเธอแล้วนะ แต่ถ้าเธอยังไม่รู้จักบุญคุณกันแล้วละก็ พวกเราจะไปหาบริษัทอื่นแทนบริษัทลู่แล้วละ”
เมื่อได้ยินเสียงคำขู่ของกลุ่มคนตรงหน้า ทำให้ใบหน้าของเธอในตอนนี้พลันหม่นลง และคิ้วก็ขมวดแน่นมากกว่าเดิม
หลังจากที่หุ้นของบริษัทลู่ผ่านการแบ่งสัดส่วนกันหลายระดับ ตอนนี้ส่วนแบ่งหุ้นในมือของเธอจึงเหลือไม่มากแล้ว และหากสิบเปอร์เซ็นต์นี้ตกอยู่ในมือของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ลู่จั่นเหยียนก็จะสูญเสียอำนาจควบคุมในทันที
กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!