บทที่ 9 skull(สคัล) พาร์ท 3
“เ้าค่อนข้างโหดร้ายเลยนะ มาถึงก็เลือกเหยื่อเลยแบบนี้...เขาไม่ใช่คนที่แย่อะไรขนาดนั้น” อาคอนท้วงติงไวพิเรสเล็กน้อยหลังจากสิ่งที่เธอทำ
“.....เขาก็ไม่ใช่คนที่ดีอะไรขนาดนั้น..”เธอตอบกลับอาคอนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อเห็นดังนั้นอาคอนจึงเลิกพูดเกี่ยวกับเื่นี้เขารู้ว่าเธอไม่ได้เลือกเหยื่อเพราะว่าดีหรือแย่ เพราะทุกคนมีทั้งด้านที่ดีและแย่หากเจาะจงเลือกเหยื่อที่ไม่ดีเธอคงไม่ต้องมีเหยื่อสักคนในชีวิตนี้ ยังไงซะโลกปัจจุบันมันก็ปกครองแบบนั้นคนอ่อนแอเป็เหยื่อของคนเข้มแข็งและถ้าหากเขาไม่ประมาทและหยิ่งยโสเขาจะไม่มีทางเดินมาติดกับของไวพิเรสในอนาคต เื่ที่เขาจะต้องตายในอนาคตหรือไม่นั้นเป็เื่ของตัวเขาเอง
หลังจากที่เื่ทั้งหมดคลี่คลายอาคอนและไวพิเรสก็จากหน้าประตูมาพร้อมๆกันแน่นอนว่าไวพิเรสยังไม่ลืมจุดประสงค์หลักของเธอคือการไปพบกับคาลี่ย์อาคอนจึงตัดสินใจพาเธอไปที่สมาคมนักล่าและหวังว่าจะแนะนำให้โรบุสนำเธอไปหาคาลี่ย์ส่วนตัวเขาเองก็จะกลับไปที่บ้านพักเพื่อพบกับลูกศิษย์ตัวน้อยของเขา
“ท่านไม่ได้บอกข้าว่าเธอมีแกนเวทมนตร์..”
“ใช่ข้าไม่ได้บอก..”
“แต่ท่านหวังว่าข้าจะช่วยเธอได้ในเื่นี้”
“ใช่ข้าหวังอย่างนั้น”
“เพราะเพื่อนท่านที่ชื่อคาลี่ย์??”
“เพราะเ้าด้วยการทำงานแบบบูรณาการจะสร้างสิ่งใหม่ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น เหมือนกับที่การแปรธาตุและเวทมนตร์ที่แยกออกจากกันไม่ได้ ชีววิทยาและงานวิศวกรรมเองก็แยกห่างกันไม่ได้เช่นกันการมีความรู้แค่ด้านหนึ่งอาจจะไม่สามารถสร้างสิ่งใหม่หรือช่วยเหลือเด็กน้อยคนนั้นได้แต่ถ้าเป็พวกเธอที่ทำงานด้วยกันก็ไม่แน่” อาคอนอธิบายแนวความคิดของเขาให้เธอฟัง
“มันเป็ไปได้ยังไงกันที่จะสร้างแกนเวทในร่างกายมนุษย์??”
“ไม่รู้สิเขาทำเื่บ้าๆแบบนี้เสมอไม่ใช่เหรอ?”
“ก็จริงของท่านแต่ถ้างานวิจัยนี้เป็ไปได้จริงและเราสามารถทำให้เธอดึงพลังเวทมนตร์ออกมาใช้ได้นั่นไม่ได้หมายความว่าท่านอัคนีสามารถสร้างนักเวทที่ทรงพลังได้แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีพลังเวทมาแต่กำเนิดแบบนั้นหรอกเหรอ”
“........”
อาคอนไม่ได้ตอบกลับไวพิเรสคิดถึงความเป็ไปได้ดังกล่าวแล้วเหงื่อเม็ดเล็กๆก็หยดผ่านหน้าผากของเธอหากเป็เช่นนั้นก็แปลว่าเขาสามารถสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งได้จากคนธรรมดาๆนั่นเป็เื่ที่น่ากลัวอย่างมาก
มีข้อได้เปรียบเล็กน้อยระหว่างกองทัพนักเวทกับกองทัพของเหล่านักรบคือ”พลังเอกลักษณ์”พลังเอกลักษณ์ส่วนใหญ่นั้นเป็พลังชั้นสูงที่มีความน่ากลัวซึ่งสามารถเก็บเป็ไพ่ตายสำหรับแต่ละคนได้ด้วยพลังเอกลักษณ์นี้เองที่ทำให้หมู่บ้านอสูรซึ่งเป็หนึ่งในดินแดนคนเถื่อนนั้นน่ากลัวเพราะอสูรทุกคนเกิดมาพร้อมกับพลังเวทในตัวนั่นทำให้พวกเขาสามารถเป็นักเวทได้ทุกคนเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น
นักเวทที่สามารถสร้างบทเวทเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาได้สักบทจะถูกเรียกว่าจอมปราชญ์ซึ่งเมื่อก่อนนั้นในมาโทรเดียเคยมีจอมปราชญ์อยู่หนึ่งคนคือปราชญ์ั อย่างไรก็ตามยังไม่มีใครเคยเห็นเวทเอกลักษณ์ของปราชญ์ัก่อนที่เขาจะถูกทำลายโดยปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนอสูรอย่างนักบุญดับตะวัน
ความพิเศษของเวทเอกลักษณ์ของเหล่าจอมเวทคือเหล่าจอมเวทสามารถถ่ายทอดเวทมนตร์เอกลักษณ์ของตนลงในหนังสือเป็ลายลักษณ์อักษรหรือพิธีกรรมศักดิสิทธิ์เพื่อที่จอมเวทคนอื่นสามารถใช้ได้แต่เหล่าจอมปราชญ์จะไม่ต้องใช้หนังสือเวทมนตร์เพื่อร่ายเวทเอกลักษณ์ของตน
อักขระเวทที่ถูกบันทึกในหนังสือเวทมนตร์จะเป็เหมือนลายเซ็นอนุมัติให้จอมเวทคนอื่นใช้เวทเอกลักษณ์ของเขาผ่านหนังสือเวทมนตร์เพียงแค่ผู้ใช้ต้องจ่ายพลังเวทและเดินอักขระเวทให้ถูกต้องเท่านั้น
นั่นหมายความว่าหากมีจอมปราชญ์หนึ่งคนยินดีจะรับศิษย์สัก10 คน และเขาสร้างหนังสือเวทเอกลักษณ์ 10 เล่มนั่นหมายความว่าจะมีจอมเวทที่ใช้เวทย์เอกลักษณ์ที่ทรงพลังแบบเดียวกันถึง 10 คนซึ่งรูปแบบดังกล่าวเหมาะที่จะถูกนำมาใช้ในกองทหารซึ่ง้าความเหมือนเพื่อสร้างระเบียบและระบบบัญชาการที่ดี
ในทางตรงกันข้ามเหล่านักรบที่ใช้พลังต่อสู้ขั้นสูงจนสร้างพลังเอกลักษณ์ของตนได้พวกเขาจะไม่สามารถถ่ายทอดพลังเอกลักษณ์ของตนให้คนอื่นๆได้ ดังนั้นมันจึงเป็ไปได้ยากที่จะจัดระบบในหมู่พวกเขาเมื่อจัดระบบไม่ได้การบัญชาการก็เป็ไปได้ยาก จึงไม่เหมาะที่จะใช้เป็กองทหาร
ในทวีปอื่นๆนั้นมักจะมีกองทหารอย่างน้อยหนึ่งกองที่ประกอบด้วยจอมเวทไม่กี่คนที่ใช้เวทเอกลักษณ์แบบเดียวกันซึ่งกองทหารเหล่านี้มักจะได้การจัดสรรทรัพยากรสูงสุดเนื่องจากพลังของกองทหารเล็กๆนี้สูงกว่ากองทหารอื่นๆมาก และจอมปราชญ์ส่วนใหญ่นั้นไม่ได้มีบทเวทเอกลักษณ์บทเดียวและพวกเขายังคงวุ่นอยู่กับการทำวิจัยบทเวทเอกลักษณ์ของพวกเขาอยู่เป็ประจำกองทหารกองเล็กๆเหล่านี้จึงมีฟังชันก์ทั้งในด้านการโจมตีและการสนับสนุนจากแนวหลัง
นั่นเป็เหตุผลที่ทำให้อาคอนมีความสำคัญมากในมาโทรเดียเขาใกล้เคียงกับคำว่าจอมปราชญ์มากที่สุด ว่ากันว่าหากเขาไม่เอาเวลาไปใส่ใจกับหนังสือเวทมนตร์แห่งการสร้างโลกที่เขาได้มาั้แ่สมัยยังเด็กแล้วเขาเองก็คงจะมีบทเวทเอกลักษณ์ของตนและกลายเป็จอมปราชญ์เพียงคนเดียวของมาโทรเดียแล้วอย่างไรก็ตามมันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นว่าเขาจะกลายเป็จอมปราชญ์เมื่อใดทางสมาคมจึงเร่งให้เขามีลูกศิษย์ให้เร็วที่สุดแม้ว่าเขาจะไม่ได้รับลูกศิษย์หลายคนอย่างที่สมาคมหวังไว้ แต่หากมีหนึ่งก็อาจจะมีสองสามตามมาได้เรื่อยๆ นั่นจึงทำให้ทางสมาคมไม่ได้ใส่ใจเท่าใดนัก
อาคอนตระหนักถึงสถานะของตนตลอดเวลาที่ผ่านมาอย่างไรก็ตามจากการเื่ที่เขาได้รู้ครั้งล่าสุดจากปากของหัวหน้าตระกูลนิวาเรียเขาเคยถูกส่งไปตายเพื่อวัดความสามารถของ mad alchemist มาแล้วแม้มันจะเข้าใจได้ในแง่มุมของการประเมินภัยคุกคามที่ใหญ่กว่าและยอมเสียสิ่งต่างๆเล็กๆน้อยแต่นั่นก็ทำให้อาคอนได้รู้ว่าเขาไม่ควรจะเห็นดีเห็นงามกับสมาคมไปเสียทุกเื่ และการตัดกำลังสมาคมไปสักเล็กน้อยและเพิ่มความสามารถของคนที่อยู่ฝั่งเขาอย่างการให้ไวพิเรสเล็งเหยื่อของเธอซึ่งเป็คนที่จะเป็กำลังสำคัญของสมาคมในอนาคตจึงเป็สิ่งที่อาคอนคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่แย่เกินไป
“ตอนที่เจอกับคาลี่ย์บอกเขาเกี่ยวกับเื่เหยื่อของเธอด้วย มันจะไม่มีปัญหาอะไรเพราะยังไงซะเหยื่อของเธอก็จะเป็ฝ่ายวิ่งมาเธอเอง...ใช้สิ่งนั้นให้คุ้ม” อาคอนกล่าวกับไวพิเรสหลังจากที่เดินมาถึงด้านหน้าสมาคมไวพิเรสพยักหน้าตอบรับเพราะเธอมองว่าคาลี่ย์อยู่ฝั่งเดียวกับอาคอนจึงไม่ได้มีปัญหากับคำแนะนำของอาคอนแต่อย่างใดก่อนที่อาคอนจะแนะนำเธอกับโรบุส แล้วทั้งคู่ก็จากไปพร้อมๆกันในขณะที่อาคอนก็มุ่งหน้ากลับบ้านพักเพื่อไปพบกับลูกศิษย์ตัวน้อยของเขา
*************************
ที่ประตูทางทิศเหนือหลังจากความวุ่นวายที่อาคอนก่อขึ้น หนุ่มน้อยโทบี้(เด็กหนุ่มที่เคยแอบเก็บอิฐไปทดสอบรูน)ก็มารับงานก่อสร้างกำแพงเพื่อหาเงินใน่ลำบากเช่นเคยในตอนนี้ เขามั่นใจอย่างมากว่าพลังของเขานั้นขาดไปมากจริงๆและเชื่อมั่นว่านักล่าระดับสูงทุกคนนั้นมีพลังพอที่จะฝ่ากำแพงอิฐที่ถูกเสริมความแข็งแกร่งได้แม้ว่าความแข็งแกร่งของกำแพงจะถูกเพิ่มขึ้นหลังจากการทำลายกำแพงครั้งแรกแต่ก็ยังคงไม่เป็ปัญหาสำหรับนักล่าระดับสูงในการทำลายกำแพงอยู่ดี
‘ไม่ใช่แค่ทำลายอิฐก้อนเดียว..อย่างน้อยฉันต้องทำลายอิฐ3 ก้อน ฉันถึงจะมีพลังพอที่จะแข่งขันกับคนอื่นๆ ในการสอบที่จะถึง’ หนุ่มน้อยโทบี้พร่ำบอกตัวเอง
เขายังคงประเมินตัวเองต่ำไปมากและยังคงประเมินมาตรฐานของเด็กที่มีอาจารย์เป็นักล่าสูงเกินไปแน่นอนว่ามุมมองที่ผิดพลาดนี้ของเขาเกิดจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเขาไม่มีอาจารย์นั่นทำให้การประเมินที่ผิดพลาดเช่นนี้ไม่ได้ถูกปรับแก้ แต่กลับกลายเป็ว่าเขาประเมินมาตรฐานของเด็กที่มีอาจารย์เ่าั้สูงกว่าเดิมนั่นทำให้การสอบที่กำลังจะมาถึงนี้เขาจะเป็หนึ่งในคนที่สร้างความประหลาดใจให้กับคนอื่นๆมากที่สุดคนหนึ่ง
เขายังคงแอบขโมยก้อนอิฐกลับหอพักเพื่อทดสอบรูนของตนและทักษะของเขายังคงห่างไกลจากคำว่าพอในสายตาของเขา
ที่วิทยาลัยนักล่า
“ข้าพาคุณผู้หญิงท่านนี้มาพบกับท่านคาลี่ย์”โรบุสกล่าวกับผู้ประสานงานของวิทยาลัยที่ประจำอยู่ที่ล็อบบี้ก่อนเพื่อให้ทางผู้ประสานงานแจ้งคาลี่ย์หรือใช้วิจารณญาณในการอนุญาติบุคลต่างๆที่สามารถติดต่อกับผู้บริหารของพวกเขาได้
“ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงท่านนี้คือ...”ผู้ประสานงานที่สวมชุดที่มีตรารูปไก่งวงตอบกลับเพื่อหาคำใบ้เล็กน้อยเพราะมีคนไม่มากที่สามารถให้คนอย่างโรบุสเป็ผู้นำทางได้เขาจึงรู้ว่าผู้หญิงที่มากับโรบุสนี้มีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา
“โอ้..คุณผู้หญิงท่านนี้คือท่านไวพิเรสเธอได้รับการแนะนำจากท่านอาคอนเพื่อให้มาพบกับท่านคาลี่ย์”โรบุสยังคงอธิบายด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาเก่งในงานที่เขาทำอย่างแท้จริงแม้ว่าอาเรียจะประเมินว่างานของโรบุสนั้นน่าปวดหัวและน่าสงสารแต่ก็มีเพียงเขาเท่านั้นที่คอยประสานงานกับคนอย่างดาลัสหรืออาคอนได้ตำแหน่งจริงๆของเขาในสมาคมนักล่าจึงไม่ต่ำหากว่ากันตามจริงตำแหน่งของเขานั้นได้รับความเคารพมากกว่ารองประธานสมาคมเสียด้วยซ้ำแต่โรบุสยังคงวางตัวดีและวางตัวอยู่ด้านล่างของรองประธานสมาคมทุกๆคน
“โอ้ท่านนี้คือท่านไวพิเรสแน่นอนๆ ท่านสามารถนำทางคุณผู้หญิงไปพบกับท่านคาลี่ย์ได้เลยก่อนนี้ท่านคาลี่ย์เคยบอกไว้อยู่แล้วเกี่ยวกับท่านไวพิเรสและท่านวิริดิสว่าหากพวกท่านมาหาก็ให้ทางเราอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทางโรบุสจึงนำไวพิเรสไปที่ห้องวิจัยของคาลี่ย์ทันทีในตอนนี้เขาเองก็แอบแปลกใจเล็กน้อยกับสาวสวยปริศนาคนนี้ที่ได้รับการดูแลเป็พิเศษจากทั้งคาลี่ย์และอาคอนอย่างไรก็ตามเขาเก่งในการวางตัวและพับความอยากรู้อยากเห็นของเขาเก็บไปก่อนหากเขาไม่เป็คนเช่นนี้ เขาจะไม่สามารถประสานงานกับอาคอนและดาลัสได้เขารู้ว่าพอเวลามาถึงเขาจะได้รู้เื่เหล่านี้และแม้ว่าจะรู้ช้าแต่เขาก็ยังคงรู้มากกว่าคนอื่น และความรู้เหล่านี้คือพลังชั้นเยี่ยมที่ทุกคนที่้าสร้งความสำพันธ์กับคาลี่ย์ อาคอน หรือดาลัส ต่างก็้าซึ่งโรบุสสามารถใช้ประโยชน์จากเส้นสายเล็กน้อยเหล่านี้ได้
ความจริงแล้วการเข้าถึงผู้คนมันไม่ได้ยากนักในมุมมองของโรบุสเพียงแต่ว่าเราต้องเข้าใจอีกฝ่าย เช่นหากเขา้าเข้าหาขุนนางเก่าเขาจะทำตัวให้ต่ำต้อยกว่าแต่ก็จะไม่ทิ้งศักดิ์ศรีไปเสียทั้งหมด นั่นเป็เพราะธรรมชาติของเหล่าขุนนางนั้นเชื่อว่าสามัญชนเป็เป็เพียงมดปลวกต่ำต้อยด้อยค่า และด้วยความเชื่อนี้เช่นกันทำให้เหล่าขุนนางที่้าเข้าหา ดาลัสหรืออาคอนเพื่อสร้างฐานอำนาจของตนนั้นล้มเหลวสิ่งเดียวที่ประสานได้ในปัจจุบันคือโรบุสและโรบุสก็ยังคงทำได้ดีและได้รับผลประโยชน์มากมายจากความเชี่ยวชาญและความดทนของเขา
ในที่สุดโรบุสก็นำไวพิเรสมาถึงด้านหน้าห้องวิจัยแม้จะยืนอยู่ด้านนอกแต่ก็ยังสำผัสได้ถึงกลิ่นโลหะที่ลอยคละคลุ้มอยู่ในอากาศเช่นเคย
“ข้าสามารถมาส่งท่านได้เท่านี้ข้าคงต้องขอตัวก่อน” โรบุสกล่าวอำลาเมื่อนำทางไวพิเรสมาถึงหน้าห้องวิจัยของคาลี่ย์
“ขอบคุณ” โรบุสยิ้มรับกับคำของคุณเล็กน้อยก่อนที่เขาจเดินจากไป
“ท่านคาลี่ย์ข้าคือไวพิเรสที่ท่านนำข้ากับปู่เข้ามาในเมือง” เธอะโบอกจากด้านนอกของห้องและหลังจากนั้นก็มีเสียงตอบกลับมาทันที
“มีห้องรับแขกอีกที่เยื้องไปทางซ้ายเธอไปรอที่นั่นดีกว่า เพราะมันมีเครื่องกรองอากาศในอาคารนั้นฉันต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าสักพัก” หลังจากที่คาลี่ย์ตอบกลับเธอก็มองไปในทิศทางที่คาลี่ย์บอกและเดินเข้าไปรอคาลี่ย์ด้านในอาคาร
แม้จะบอกว่าเป็ห้องรับแขกแต่มันก็คล้ายกับเป็ห้องเก็บของมากกว่าเพราะมีข้าวของประหลาดๆกองอยู่เต็มไปหมดหากจะมีสิ่งที่ต่างกันเพยงเล็กน้อยก็เห็นจะเป็อากาศที่ดูจะบริสุทธิ์กว่าเพราะมีเครื่องกรองอากาศในอาคารแห่งนี้เพียงเท่านั้น
สักพักคาลี่ย์ก็มาพบกับเธอที่ห้องรับแขก“มีอะไรงั้นเหรอ??”
“ข้าได้ยินว่าท่านเป็คนสร้างอุปกรณ์เวทย์มนตร์พิเศษเ่าั้ให้กับอาเรียดังนั้นข้าจึงคิดจะมาปรึกษาท่านเกี่ยวกับการช่วยเหลือเธอในเื่นี้”ไวพิเรสเข้าประเด็นทันที
“โอ้..เธอมีความรู้ทางด้านวิศวกรรม??”เมื่อได้ยินว่าเธอจะร่วมมือกับเขาในการสร้างอุปกรณ์ที่ช่วยเหลืออาเรียได้สิ่งแรกที่เขาคิดคือเธอมีความสามารถในเชิงวิศวกรรม
“เปล่าชีววิทยา ข้าเป็นักชีววิทยา”ไวพิเรสตอบกลับ
“แล้วนั่นจะช่วยได้ยังไง??”
“สัตว์อสูรทุกตัวมีแกนเวทย์และพวกมันส่วนใหญ่ดึงพลังเวทย์ออกมาใช้ได้คิดว่ายังล่ะ”
“...นั่น..น่าสนใจมากจริงๆข้าไม่เคยมองหาความเป็ไปได้อื่นของการส่งผ่านพลังเวทนอกเหนือจากแิในเชิงวิศวกรรมเลย...มาเริ่มกันเลยดีกว่า...มันจะต้องมหัศจรรย์แน่ๆฮ่าๆๆๆ” คาลี่ย์กล่าวด้วยความดีใจในปัจจุบันเขาเหมือนคนตาบอดที่เริ่มมองเห็นแสงเล็กความหวังใหม่นี้ทำให้เขาแทบคลั่งอย่างไรก็ตามคำพูดถัดไปของเธอทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว
“อ่อ..มีอีกเื่ ข้ากำหนดเหยื่อเป็หมายเลข 9 ของสมาคมนักล่า...”