ก่อนแยกย้ายกันจางลี่ลี่ได้โอนเงินเข้าบัญชีน้องชายอีกสี่ร้อยล้านหยวน
ส่วนจางหมิงเองก็มอบกล่องไม้ที่แกะสลักลวดลายวิจิตรงดงามให้พี่สาวเขาบอกเธอว่าถึงที่พักแล้วค่อยเปิดดูจากนั้นสองพี่น้องก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองแม้พวกเขาอาจจะไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันอีกนาน แต่พวกเขาก็จะไม่ขาดการติดต่อกันแน่นอน
วันเวลาผ่านไป จางหมิงตระเวนหาซื้อวัตถุดิบจนพอใจเขาจึงได้เดินทางกลับปักกิ่ง
จุดหมายแรกเมื่อเขามาถึงบ้านบนเขาก็คือสวนผลไม้ห้าสิบหมู่หลังบ้านเขารดน้ำพวกมันอยู่หลายชั่วโมงเพื่อรอเก็บเกี่ยวในอีกยี่สิบสี่ชั่วโมงข้างหน้า
จากนั้นก็เข้าไปในแหวนมิติ เพราะผลไม้ทั้งสี่ชนิดที่ปลูกก็พร้อมเก็บเกี่ยวแล้วเหมือนกัน
“เก็บ!!” เพียงสิ้นคำสั่งผลไม้ที่สุกเต็มต้นทั้งหมดก็ถูกเก็บเข้าลิ้นชักมิติในห้องเก็บสมบัติทันที
“ง่ายดายถึงเพียงนี้แต่ตอนไถเปิดหน้าดินกับตอนปลูกนี่สิใช้เวลามากไปหน่อย ไม่สอดคล้องกันเลย” พูดออกไปแล้วเขาก็มองดูไม้ผลทั้งสี่ร้อยต้นอีกครั้งอีกสิบห้าวันมันก็น่าจะให้ผลผลิตให้เขากลับมาเก็บเกี่ยวอีกครั้ง สายตาของเขาเหล่มองพื้นที่สุดลูกหูลูกตาที่เหลือแล้วก็คิดได้ว่าน่าจะปลูกข้าวด้วย ต่อไปก็ปลูกผักและสมุนไพรด้วย
“โฮสต์ครับการเดินทางครั้งต่อไปกำลังใกล้เข้ามาแล้วนะครับ”เสียงเด็กน้อยอายุสามสี่ขวบสื่อสารเข้ามาในหัวของจางหมิงโดยตรง
จางหมิงชะงักฝีเท้าไปอึดใจแล้วก็เดินต่อเพื่อกลับไปที่เรือนสี่ประสาน “ครั้งนี้เดินทางไปที่ไหนเหรอ”
“ปี 1993 ครับสถานที่เดิมที่ต้าหวังเฝ้าร่างของโฮสต์อีกร่างเอาไว้ครับ”
หัวคิ้วของจางหมิงขมวดน้อยๆ“เฝ้าร่างเอาไว้อย่างนั้นเหรอ เฮ้อ!!แล้วข้าวของมากมายที่ฉันซื้อเอาไว้ยังจำเป็นต้องใช้อยู่ไหม” คำว่าเฝ้าร่างเอาไว้เขาก็ไม่แน่ใจว่าเฝ้าแบบไหนไม่รู้เลยว่าระหว่างที่จิตวิญญาณของเขาเดินทางไปยังมิติอื่นๆ ร่างกายของจางหมิงในแต่ละยุคสมัยยังจะดำเนินชีวิตไปตามปกติได้หรือเปล่า เพราะเขาไม่สามารถรับรู้เรื่องราวระหว่างนั้นได้เลย
“ถ้าจะเอาไปขายก็น่าจะขายได้ครับโฮสต์ แต่ผมคิดว่าตอนนี้โฮสต์ควรจะเตรียมเครื่องนุ่งห่มของฤดูหนาวเอาไว้มากๆนะครับเพราะที่นั่นมันหนาวมาก”
“ตามที่นายแจ้งมาครั้งก่อนว่าฉันมีเวลาอีกหนึ่งเดือนมันก็ครบกำหนดแล้วไม่ใช่เหรอผู้พิทักษ์”
“ผมสามารถยืดเวลาออกไปได้อีกห้าวันครับโฮสต์ให้โฮสต์ได้มีเวลาเตรียมเครื่องนุ่งห่มพวกนี้”
จางหมิงไม่แน่ใจแล้วว่าผู้พิทักษ์ที่กำลังสื่อสารกับเขาในตอนนี้เป็นตัวจริงหรือตัวปลอมเพราะน้ำเสียงนี้มีความจริงจังและไม่ได้คาดหวังในแอปเปิลแห่งปัญญาเลยแม้แต่นิดเดียว
ซึ่งแอปเปิลแห่งปัญญาที่เขาเพิ่งเก็บไปได้ไม่นานนี้มันมีจำนวนหลายพันลูก และก็ยังคงเก็บเอาไว้ในลิ้นชักมิติในห้องเก็บสมบัติถ้าเป็นผู้พิทักษ์ตัวจริงก็น่าจะนำพวกมันไปเก็บเอาไว้ในสถานที่พิเศษไปแล้ว
จางหมิงเกาจมูกตัวเองไปด้วยแล้วก็เดินไปด้วยในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ว่า จะออกไปหาซื้อเครื่องนุ่งห่มประจำฤดูหนาวที่เขาทำตามที่ผู้พิทักษ์บอกนั้นไม่ใช่ว่าเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายเป็นตัวจริงอะไรหรอกแต่บางทีซื้อเอาไว้แล้วก็อาจมีภารกิจอะไรบางอย่างให้ทำก็ได้
ทางด้านของผู้พิทักษ์ร่างสูงที่กำลังใช้มือดันศีรษะสหายร่างเล็กจ้อยเอาไว้พอคุยกับโฮสต์ของตัวเองเสร็จแล้วก็ยิ้มออกมา “เสื้อผ้าของนายค่อนข้างรุ่งริ่งนะไปฟัดกับสัตว์อสูรมาหรือเปล่า”
“ฮึ!! เป็นเพราะโฮสต์โง่งมของนายนั่นแหละทำให้ฉันตกลงไปในบ่อมัจฉาวารีระดับสูงพวกนั้น อย่าให้ฉันมีโอกาสล่ะเรื่องนี้ต้องเอาคืนแน่นอน”
“หึหึ ฉันคิดว่าโฮสต์ของฉันน่าจะรู้แล้วล่ะว่านายน่ะมันตัวปลอม”
“รู้อะไร!! เขาโง่ขนาดนั้นไม่มีทางรู้หรอกน่า”
“ถ้าเขาไม่รู้ก็คงมอบแอปเปิลแห่งปัญญาออกมาให้นายแล้วสิ”ว่าแล้วก็ส่งอุปกรณ์สื่อสารคืนให้สหายตัวเล็กจ้อย แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับจัดชุดไปด้วย“ถ้านายยังอยากจะไปเที่ยวเล่นที่นั่นได้โดยไม่ถูกบั่นทอนพลังก็อย่าทำให้โฮสต์ที่แสนดีของฉันโกรธเข้าล่ะ”
“นะ นายหมายความว่ายังไงจะปิดกั้นประตูเชื่อมระหว่างอุปกรณ์มิติอย่างนั้นเหรอ นายมันบ้าไปแล้วนี่มันผิดกฎชัดๆ”
“ฉันยังไม่ได้พูดเลยนะว่าจะปิดกั้นประตูเชื่อมเป็นนายพูดเองทั้งนั้น”
ผู้พิทักษ์ร่างเล็กจ้อยโล่งอกทันที“ไม่ทำก็ดีแล้วๆ ในฐานะที่พวกเรารู้จักกันมานานฉันก็กลัวว่านายจะหลงผิดก็เท่านั้น”
มุมปากของผู้พิทักษ์ร่างสูงกดลึกเขามองสหายตัวจ้อยที่ไม่ยอมยืดร่างของตัวเองให้อยู่ในรูปลักษณ์ของผู้ใหญ่แล้วก็ได้แต่ระอาอยู่ในใจคนที่หลงผิดไม่น่าจะเป็นเขาหรอก แต่น่าจะเป็นคนที่อยู่ตรงหน้านี้ต่างหาก ที่เป็นคนทะเยอทะยานและกล้าได้กล้าเสียจนน่าหวั่นใจ
“เอาล่ะ!น้ำตกและธารน้ำตกก็ติดตั้งเสร็จแล้ว ฉันเองก็คงต้องกลับไปอยู่กับโฮสต์เสียทีครั้งต่อไปที่นายจะไปที่แหวนมิติของโฮสต์ฉันต้องผ่านด่านอะไรบางอย่างนะอย่างผลีผลามหรือกระทำการรุนแรงล่ะ”
“นะ นาย อย่าบอกนะว่านายจะติดตั้งปราการป้องกันระดับสูงสุดเพิ่มเข้าไปอีกน่ะ”นี่มันต่างอะไรกับการปิดประตูทางเชื่อมมิติล่ะ
“อืมหลังจากนี้อุปกรณ์สื่อสารของนายก็ไม่สามารถแทรกเข้าไปได้แล้ว เสียใจด้วยนะแต่ถ้านายอยากจะให้ฉันยืมใช้ไปยาวๆล่ะก็เรื่องนี้พวกเราก็ยังสามารถคุยกันได้บ้าง”ว่าแล้วเขาก็เตรียมจะเดินจากไป
“ดะ เดี๋ยวก่อนสิ ฉันขอแลกกับแอปเปิลแห่งปัญญาหนึ่งพันลูกได้ไหมแลกกับการที่ให้นายใช้อุปกรณ์สื่อสารนั่นไปตลอดเลย โดยที่ฉันจะไม่เรียกมันคืนมาและโฮสต์ทางฝั่งของฉันก็จะไม่สามารถได้ยินการสื่อสารของนายกับโฮสต์ของนายด้วย”
“แค่หนึ่งร้อยลูกเท่านั้นฉันให้นายได้มากสุดเท่านี้แหละ”
“หนึ่งพันกับหนึ่งร้อยนายไม่เห็นความแตกต่างเหรอ นี่มันอุปกรณ์สื่อสารที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษเลยนะ”
“การสื่อสารกับโฮสต์ก็ไม่จำเป็นต้องสื่อสารด้วยเสียงสักหน่อยเมื่อก่อนไม่มีอุปกรณ์ตัวนี้ฉันก็สื่อสารกับโฮสต์ของฉันได้นายดูร่างของฉันตอนนี้สิมันค่อยๆฟื้นฟูกลับมาบ้างแล้วนะ”
ร่างเล็กจ้อยมองร่างของสหาย แล้วเขาก็คิดไปมาหลายตลบอย่างรวดเร็วก่อนจะยอมพยักหน้าแล้วก็ยื่นอุปกรณ์สื่อสารให้กับสหาย“ก็ได้แอปเปิลแห่งปัญญาหนึ่งร้อยลูกก็ได้ ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย”
ผู้พิทักษ์ร่างสูงยื่นมือออกไปรับอุปกรณ์สื่อสารมาแล้วก็หัวเราะเบาๆ“เจอกันครั้งหน้าฉันจะมอบพวกมันให้นายนะ ตอนนี้คงต้องรีบกลับไปประจำที่แหวนมิติก่อนไปล่ะ!!” พูดจบร่างของเขาก็หายวับไปทันที ตอนที่รับอุปกรณ์มาเขาก็จ่ายให้ไปตั้งห้าร้อยลูกแล้วใช้ได้ไม่นานเลยยังจะต้องจ่ายเพิ่มอีกอย่างนั้นเหรอ เหอะๆ
“อะไรนะ!! ครั้งหน้าอย่างนั้นเหรอ!!”
ที่โรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่จางหมิงคุ้นเคยตอนนี้เขากำลังพูดคุยอยู่กับเพื่อนสนิทที่เคยพักอยู่ร่วมห้องตอนเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งการมาของเขาครั้งนี้ก็เพราะกลัวว่าเวลาเพียงห้าวันที่ผู้พิทักษ์แจ้งมาเขาจะรวบรวมเครื่องนุ่งห่มของฤดูหนาวได้ไม่มากพอนั่นเอง
“พอดีเลยช่วงนี้มีซีรีส์แนวย้อนยุคพวกนี้เยอะมากบางคนก็มาสั่งผลิตจำนวนมาก ทางโรงงานของเราก็เลยผลิตออกมาเยอะเลยอาหมิง”หวังเผยจุนพูดพลางก็พาเพื่อนรักเดินไปดูตัวอย่างเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่พร้อมส่งให้กับลูกค้าแล้ว
จางหมิงดูเสื้อผ้าทั้งของผู้ชาย ผู้หญิงรวมถึงเสื้อโค้ทแบบต่างๆ เสื้อบุนวมและถุงมือถุงเท้าที่เข้ากับยุค 90แล้วก็พยักหน้าอย่างพอใจ
“ไม่คิดเลยว่าจะมีคนที่คิดเหมือนกันนายยังพอมีเหลืออยู่เท่าไหร่เหรออาจุน”
หวังเผยจุนแม้ไม่รู้ว่าเพื่อนรักจะเอาเสื้อผ้าพวกนี้ไปทำอะไรแต่การค้าใหญ่มาถึงแล้วมีหรือที่เขาจะปฏิเสธ “เยอะเลยล่ะอาหมิง นายตามฉันไปดูที่โกดังเก็บของก็แล้วกัน”
“อืม” จางหมิงเดินตามหวังเผยจุนไปที่โกดังเก็บเสื้อผ้าเขาก็ต้องพยักหน้าอย่างพอใจเพราะมันมีเยอะมาก “ฉันเอาหมดนี่เลยอาจุน”
หวังเผยจุนถึงกับหน้าแดงก่ำเพราะถ้าขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปในโกดังออกไปทั้งหมดนี้เขาจะได้กำไรเกือบล้านเลย
“นายเอาจริงใช่ไหมอาหมิง”เขาถามย้ำเพื่อนรักอีกครั้งให้แน่ใจ
“อืม เอาจริงสิ ไปส่งตามนี้นะ”เขาส่งโลเคชั่นโกดังเก็บของให้เพื่อนไปแล้ว จากนั้นก็ยื่นโทรศัพท์ออกไปเตรียมจะสแกนจ่ายเงิน“จะให้ฉันสแกนจ่ายผ่านวีแชทตอนนี้เลยก็ได้นะอาจุน”
“นะ นายไปร่ำรวยมาจากไหนกันอาหมิงทำแบบนี้อาจทำให้ฉันตกใจจนตายได้นะ”
“เถอะน่า เดี๋ยวเล่าให้ฟังทีหลัง แต่ตอนนี้นายแจ้งยอดที่ฉันต้องจ่ายออกมาเร็วๆเถอะ”
“ได้ๆๆ พี่หลี่ๆ ช่วยเช็กเสื้อผ้าในสต็อกให้ผมหน่อยนะครับ”
“ทั้งหมดนี้เลยเหรออาจุน”
“ใช่ครับทั้งหมดนี้เลยคิดราคากันเองให้เพื่อนผมด้วยนะครับ ไปกันอาหมิงไปนั่งที่ห้องทำงานของฉันอีกเดี๋ยวพี่หลี่ก็จะตามไปที่นั่น”
“อืม แบบนี้นายก็น่าจะว่างแล้วสินะ”
“ทำนองนั้นแหละ นายมีอะไรหรือเปล่าหรือว่าอยากจะสั่งเสื้อผ้าเพิ่มอีก ตอนนี้หมดแล้วนะต้องรออีกหลายวัน”
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกน่า แค่จะชวนนายไปหาของอร่อยกินแถวซานหลี่ถุนด้วยกันสักหน่อย”
“อ่าจริงด้วยฉันกับนายไม่ได้กินข้าวด้วยกันนานแล้วนี่นะพวกเราชวนเพื่อนที่เหลือไปด้วยดีไหมอาหมิง อีกหน่อยพวกเขาก็น่าจะเลิกงานแล้วน่าจะพอออกมาสังสรรค์กันได้”
จางหมิงก้มมองนาฬิกาที่พี่สาวซื้อให้แล้วก็ยิ้มน้อยๆออกมา“จริงสินะ ทุกคนล้วนอยู่ที่ปักกิ่ง ดีเลยจะได้กินข้าวพร้อมหน้ากัน”
“งั้นนายมาถ่ายรูปคู่กับฉันหน่อย จะส่งเข้ากลุ่มของพวกเราที่เงียบหายไปนาน”ว่าแล้วเขาก็ยื่นโทรศัพท์ออกไปเพื่อเซลฟี่ตัวเองกับเพื่อนรักอย่างจางหมิง
ชายหนุ่มที่ตัวสูงกว่าหวังเผยจุนก็ย่อตัวลงมาเล็กน้อยจากนั้นก็ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข เชื่อเลยว่าทุกคนจะต้องตกใจกับรอยยิ้มนี้ของเขา
หวังเผยจุนมองภาพที่ถ่ายได้ก็ถึงกับเหวอไปนิดๆแต่ไม่นานก็อมยิ้ม เขารีบส่งภาพที่ถ่ายได้เข้ากลุ่มแชททันที “มากินข้าวกัน เย็นนี้อาหมิงจะเลี้ยง”
จางหมิงเพียงโคลงศีรษะเล็กน้อยแต่ก็ไม่ว่าอะไรเขายังคงเดินไปเงียบๆระหว่างทางกลับไปที่ห้องทำงานของเพื่อนรัก
ไม่นานก็มีข้อความเด้งเข้ารัวๆ“พวกเขาถามว่านายเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมอาหมิง” ปกติอาหมิงจะไม่ยิ้มแต่วันนี้เขายิ้มกว้างทีเดียว
“ตัวจริงแน่นอนอยู่แล้วแต่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย พอไปถึงที่ร้านอาหารย่านซานหลี่ถุนที่พวกเราเคยไปกินเลี้ยงฉลองตอนจบพวกนายจะรู้พร้อมกัน”
“ได้ๆๆ ฉันจะพิมพ์บอกพวกเขาเดี๋ยวนี้แหละ”จากนั้นหวังเผยจุนก็พิมพ์ตอบกลับไป พร้อมกับขยายความอีกเล็กน้อยขณะเดินไปที่ห้องทำงานเขาก็หัวเราะไปด้วยอย่างมีความสุข
จนกระทั่งมาถึงห้องทำงาน ก็ยังคงก้มหน้าวุ่นวายอยู่กับโทรศัพท์ไม่หยุดหย่อนโดยที่จางหมิงนั้นไม่ได้คิดจะตอบคำถามของเหล่าเพื่อนเลยนั่นก็เพราะเขาไม่ค่อยโพสต์หรือพิมพ์อะไรอยู่แล้วนั่นเองหน้าที่นี้จึงตกเป็นของหวังเผยจุนไปโดยปริยาย
ไม่นานพี่หลี่ก็วิ่งเหยาะๆตามมาถึงห้องทำงานของหวังเผยจุนเขาเคาะประตูแล้วก็รอจนได้รับเสียงอนุญาตจึงเดินเข้าห้องมา
“นี่คือใบรายการสินค้าและใบสรุปราคาของสินค้าในโกดังทั้งหมดอาจุน”
ชายหนุ่มรับเอากระดาษมาดูจากนั้นเขาก็เปิดหน้าจอโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อกับระบบของโรงงานเอาไว้เข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่พี่หลี่เพิ่งพิมพ์ออกมาแล้วก็พยักหน้าก่อนจะยื่นส่งให้จางหมิง “นายลองอ่านดูอาหมิง”
จางหมิงรับเอากระดาษมาอ่านอย่างรวดเร็ว“อืม มีครบทุกไซซ์เลยอาจุน มาซื้อกับนายฉันก็ประหยัดไปได้เยอะเลยยังไงก็ลองผลิตเอาไว้อีกนะ” ราคานี้ถือว่าไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับการที่เขาต้องไปตระเวนซื้อจากร้านค้าอื่นๆ
หวังเผยจุนที่กำลังอ่านข้อมูลในโทรศัพท์ก็ถึงกับตกตะลึง "นายยังจะสั่งเสื้อผ้าจากโรงงานของฉันอีกเหรออาหมิง"
จางหมิงส่งกระดาษเหล่านั้นคืนให้เพื่อนรักก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์ออกมา “แน่นอนว่าฉันจะสั่งอีกนอกจากเสื้อผ้าฤดูหนาวแล้วก็ผลิตออกมาให้ครบทั้งสี่ฤดูเลยนะ แล้วนี่จะให้ฉันโอนเข้าบัญชีนายหรือว่าเข้าบัญชีโรงงานดีอาจุน”
“เข้าบัญชีโรงงานสิอาหมิงนี่นายสแกนตรงนี้เลยเพื่อนรัก” เขายื่นโทรศัพท์อีกเครื่องให้เพื่อนรักได้สแกนจ่ายเงินค่าเสื้อผ้าทั้งหมดอย่างมีความสุข
จางหมิงสแกนจ่ายอย่างรวดเร็วเขาไม่แม้แต่จะกระพริบตาเมื่อจ่ายเงินออกไป
“เอาล่ะเรื่องนี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเราไปที่ร้านอาหารกันดีกว่านะ”
“ได้ ฉันนัดพวกเขาเอาไว้ที่ร้านเดิมป่านนี้น่าจะใกล้ถึงกันแล้วล่ะ”
จางหมิงเพียงยิ้มๆหวังว่าทุกคนจะยังคงเหมือนเดิม เหมือนกับหวังเผยจุนที่ยังเห็นเขาเป็นเพื่อน แม้ว่าเขาจะมีเงินหรือไม่มีเงินก็ตาม