เมื่อได้ที่ดินมาอยู่ในมือแล้ว ลำดับถัดไป ก็คือกระบวนการที่ทำให้ยุ่งจนแทบจะเป็บ้า
เว่ยตงทำงานหัวหมุนยิ่งกว่าเ้าสาวในวันแต่งงาน ในการก่อสร้างโรงงานยานี้ มีกระบวนการล้านแปดตลบให้ต้องทำ จนคิดว่าหากจะต้องใช้รถไฟมาลากงานทั้งหมดก็ต้องใช้ถึงสองคัน
เมื่อเห็นจำนวนรายการที่เว่ยตงทำขึ้นมา เว่ยชิงอู่ก็โยนเ้าเด็กที่ครึ่งชีวิตเอาแต่เที่ยวเล่นคนนี้ไปอยู่ร่วมแถวกับคนด้อยสติปัญญาทันที แม้จะตัดรายการจนเหลือผู้ช่วยเพียงสองคน แต่คนที่ถูกส่งไปช่วยเหลือเว่ยตงได้ จะต้องไม่ใช่พวกเลี้ยงเสียข้าวสุกแน่ๆ
ก่อนเว่ยตงจะไปซื้อที่ดิน กลุ่ม ‘พนักงานที่ถูกส่งไปโดยเฉพาะ’ ยังไม่ได้ย่างเท้าเข้าไปด้วยซ้ำ เมื่อได้ที่ดินมาไว้ในมือแล้ว เว่ยตงจึงค่อยเอ่ยปากขอเพื่อมาช่วยจัดการในสำนักงานชั่วคราว เพียงระยะเวลาหนึ่งวัน ทุกอย่างก็เรียบร้อย ปัญหาต่างๆ ถูกแก้ไขจนหมด
ต่อจากนั้น ก็แบ่งงานแต่ละส่วน ส่วนไหนส่งมอบงานก็ส่งมอบกันไป ส่วนไหนที่ต้องทำร่วมกันอยู่ก็ทำร่วมกันไป เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ก็กลายเป็คนคุ้นหน้าคุ้นตาทั่วเมืองปินไห่แล้ว
แค่เห็นก็รู้แล้ว ว่าชีวิตของคนกลุ่มนี้ดำเนินไปตามแบบแผนแค่ไหน
เป็เพราะหลังจากที่เว่ยชิงอู่เข้ามารับตำแหน่งก็กำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาหนึ่งข้อ นั่นคือไม่เลี้ยงขยะไร้ประโยชน์เอาไว้
คนที่บอกว่าตัวเองเป็ผู้หญิง ไม่ใช่ซูเปอร์วูแมนคนนี้ ไม่เพียงแต่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานบริษัท แต่ยังรั้งตำแหน่งฝ่ายบุคคล นอกจากตัวเธอที่คิดว่าตัวเองไม่ได้เป็ซูเปอร์วูแมนแล้ว คนอื่นๆ กลับรู้ถึงความจริงข้อนี้ดี
“ประธานเว่ย ตอนเย็นมีนัดกับรัฐมนตรีจางแห่งกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ คุณจะ...” จางเสี่ยวม่อหยุดยืนอยู่ห่างจากโต๊ะทำงานครึ่งเมตร
หากพูดถึงผู้ชายที่อยู่หลังโต๊ะทำงานคนนั้น เธอหวาดกลัวมากกว่าจะชื่นชม
ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะมีความกล้าที่จะท้าทายพวกเขยทองคำและลูกชายเศรษฐี
สำหรับชายหนุ่มที่ฉาบด้วยทองคำบริสุทธิ์หลายต่อหลายชั้นประเภทนี้ แม้เธอจะมีใจแต่ก็ไร้เรี่ยวแรงจะไล่ตาม
ส่วนกองพลโดดร่ม[1]แสนลึกลับตรงหน้านี่น่ะเหรอ ต่อให้เธอมีหัวใจเพิ่มมาอีกดวง ก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะจับเขาอยู่หมัด
“ไม่ว่าง” เว่ยตงตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
“เอ่อ...ค่ะ” จางเสี่ยวม่อชะงักเล็กน้อย รีบตั้งสติ แล้ววางเอกสารในมือลงบนโต๊ะ “นี่คือโครงการ GMP ค่ะ รบกวนช่วยอ่านสักหน่อยนะคะ หากไม่มีปัญหาอะไร ก็ส่งไปให้สำนักงานอาหารและยาของมณฑลได้ค่ะ”
เว่ยตงกวาดตามอง “อืม”
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ” แม้ทำงานด้วยกันเพียงไม่กี่วัน แต่สำหรับนิสัยใจคอของเ้านายคนนี้ พวกเธอก็เข้าใจดีพอควร
ข้อที่หนึ่ง ห้ามพูดเยิ่นเย้อ
ข้อที่สอง ต้องรู้จักหางานมาทำเอง หากปล่อยให้เขาหางานมาให้ทำ เขาจะมาหางานเอากับพวกเธอเอง
หากไม่ไปสะกิดต่อมเข้า การทำงานกับเ้านายคนนี้ก็ไม่ใช่เื่เลวร้าย
เมื่อไม่ได้รับเสียงตอบกลับ จางเสี่ยวม่อก็พยักหน้าเล็กน้อยก่อนหมุนกาย เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเบาๆ ถอยห่างออกไป
ห้านาทีต่อมา จางเสี่ยวม่อก็ได้รับสายโทรศัพท์จากเทศบาล
“สวัสดีครับ ใช่บริษัทเภสัชกรรมหย่วนตงหรือเปล่าครับ”
“ใช่ค่ะ คุณคือ...”
“ผมโทรมาจากสำนักเลขาของนากยกเทศมนตรีลู่ ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณเว่ยสะดวกรับสายหรือเปล่าครับ”
“รอสักครู่นะคะ”
สำนักเลขาของนายกเทศมนตรีโทรมาถึงบริษัทแบบนี้ แน่นอนว่าต้องมีเื่อะไรแน่ ถึงได้ติดต่อมาโดยตรง เธอจะกล้าบอกว่าไม่ว่างเหรอ แม้ว่าเ้านายของเธอจะกล้า แต่ยังไงเธอก็ไม่กล้าพูดว่า No หรอกนะ
เธอต่อสายโทรศัพท์ภายใน “ประธานเว่ยคะ โทรศัพท์จากสำนักเลขาของนายกเทศมนตรีค่ะ”
เม้าท์ในมือของเว่ยตงหยุดชะงัก
“จะให้ดิฉันปฏิเสธไปไหมคะ” แค่ไม่กี่วัน จางเสี่ยวม่อก็รู้ว่าลูกกรงหน้าประตูของเ้านายใหญ่ผู้นี้สูงเพียงใด
หลายปีมานี้ มีหลายคนบอกว่าคนเรามีเงินก็ไม่โหดร้ายเท่ากับคนที่มีอำนาจ แต่เ้านายของเธอได้สอนบทเรียนกับเธอหนึ่งข้อ คนมีเงินก็โหดได้เช่นกัน โดยเฉพาะเ้านายของเธอคนนี้
“ต่อสายเข้ามา”
“ได้ค่ะ”
หลังจากที่เธอต่อสายโทรศัพท์แล้ว จางเสี่ยวม่อก็กะพริบตา แล้วพบว่ามีเื่ที่เหนือความคาดหมายอยู่ด้วย
โอ้โห ในที่สุดก็มีโทรศัพท์ที่สามารถทะลุผ่านลูกกรงหน้าประตูสูงเข้ามาได้แล้วเหรอ
เชิงอรรถ
^ คนที่ไม่ต้องผ่านการทดสอบ ก็ได้งานจากความสัมพันธ์