ตอนที่ 14 ขอลา
ถังชิงหลวนถอนหายใจอย่างโล่งอกที่จินเป่าออกไปยกติ่มซำมาในครั้งนี้คงเพราะกำลังไปรายงานฮูหยินใหญ่เป็แน่ อีกฝ่ายพูดอย่างไรแล้วนางตอบกลับอย่างไรฮูหยินใหญ่ได้ฟังแล้วคงพอจะวางใจได้บ้าง เมื่อจินเป่ากลับมาถึงจึงไม่พูดหยั่งเชิงอะไรอีก
่บ่ายถังชิงหลวนก็ไม่ได้ไปไหนอีกเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าตื่นขึ้นก็ไปรับแขกต่อแต่มิได้ไปดูละคร แน่นอนว่า่บ่ายแเื่เริ่มน้อยลงเหลือเพียงเหล่าฮูหยินคนสนิทนั่งสนทนาพูดคุยกัน
ถือว่า่บ่ายผ่านไปได้อย่างสงบจนตกเย็นทุกคนจึงเริ่มขอตัวลากลับจวนตนเอง กระทั่งแเื่ทยอยกลับไปจนเกือบหมดแล้วฮูหยินผู้เฒ่ากำลังเตรียมพักผ่อน จินเป่าจึงย้อนกลับมาอีกครั้งแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่าวันนี้ไม่มีอะไรแล้วขอให้ถังชิงหลวนกลับจวนได้เลย
นางจึงลุกขึ้นยกกล่องยาและก้าวออกจากจวนโหวพร้อมติงเซียง
ทว่าเพิ่งจะก้าวออกมาจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าก็พลันพบเข้ากับใครคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดินไปสู่ประตูข้าง
เป็กู้เย่ว์ซี
พอเห็นว่านางเดินมากู้เย่ว์ซีก็เดินตรงเข้ามาหาทันที แล้วยื่นมือมาจะช่วยนางถือกล่องยา “เ้าจะกลับแล้วหรือ”
ถังชิงหลวนเบี่ยงตัวหลบ“เ้าค่ะ อาการฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงแล้วข้าก็สมควรต้องกลับเ้าค่ะ”
ทว่าครั้งนี้กู้เย่ว์ซีดึงดันกว่าครั้งไหนเขา้าแย่งเชือกที่หิ้วยกกล่องยาไปถือให้ได้ ดึงดันจนนางต้องยอมปล่อยมือในที่สุดเขายกกล่องยาแล้วก้มหน้าเดินไปพร้อมกับนางด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความไม่สบายใจ
ถังชิงหลวนไม่รู้จะพูดอะไรดีเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้สำหรับอีกฝ่ายแล้วคงน่าใไม่น้อย แต่ตัวนางเองก็ช่วยอะไรไม่ได้
ติงเซียงเดินตามมาอย่างระมัดระวังโดยพยายามก้าวเท้าเดินให้เบาที่สุด
ผ่านไปครู่หนึ่งกู้เย่ว์ซีจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจ“ต่อไปเ้าจะไม่มาที่จวนของพวกเราอีกแล้วจริงหรือเป็เพราะฮูหยินใหญ่...”
ถังชิงหลวนรีบกล่าวแทรกคำพูดนั้นทันที“มิได้เ้าค่ะ มิใช่เพราะผู้ใดทั้งนั้นเหตุผลข้าได้บอกไปแล้ว เหล่าสตรีทั้งหลายในจวนนี้ล้วนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ข้าเป็หมอย่อมอยากจะรักษาผู้คนให้มากอย่างไรเสียก็อุตส่าห์ร่ำเรียนมาแล้ว ถ้าหากรักษาแค่ฮูหยินและคุณหนูในจวนโหว ข้าก็รู้สึกว่ามิได้ใช้ความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาอย่างคุ้มค่าเลยเ้าค่ะ”
กู้เย่ว์ซีใคร่ครวญแล้วจึงตอบ‘อืม’ ออกมาคำหนึ่งก่อนเอ่ยต่อ“แล้วถ้าหากคนในจวนเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ถ้าหากไปเชิญเ้าก็จะมาใช่หรือไม่”
“ต้องมาแน่นอนเ้าค่ะซื่อจื่อ[1]อย่าได้กังวลข้า...”
“แล้วถ้าข้าป่วยล่ะ”ไม่รอให้ถังชิงหลวนพูดจบ กู้เย่ว์ซีก็ถามขึ้น
ถังชิงหลวนชะงักแล้วตอบอย่างงุนงง“หากซื่อจื่อป่วย...แน่นอนว่าต้องเชิญหมอหลวงเ้าค่ะคนในจวนจะต้องเชิญหมอหลวงแน่ ไม่มีทางให้ข้า...”
“แค็กๆๆ”จู่ๆ ก็มีเสียงไอของใครบางคนดังขึ้น
ทั้งสองหันมองไปตามเสียงพบว่าเป็ฉีจิ่งเฮ่าที่ไม่รู้มายืนอยู่ตรงนี้ั้แ่เมื่อไรฝ่ายนั้นก้าวเท้ายาวๆ แค่สองสามก้าวก็ถึงตัวพวกเขา และถือวิสาสะเดินออกไปด้านนอกพร้อมกันฉีจิ่งเฮ่าเหล่ตามองมาทางนางแล้วยิ้มถาม “จะกลับแล้วหรือ”
ถังชิงหลวนชะงักไปครู่หนึ่งถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังถามตนนางรู้สึกแปลกใจแต่ก็รีบตอบ “เ้าค่ะ ต้องกลับแล้ว”
กู้เย่ว์ซีหันมองอีกฝ่ายแล้วถาม“เ้าไม่เป็ไรแล้วหรือ”
ฉีจิ่งเฮ่าขยี้จมูก“ข้าจะเป็อะไรได้อย่างไรเมื่อตอนบ่ายแค่ดื่มมากไปเท่านั้น ถูกแม่เ้าตบไปสองทีก็สร่างแล้ว” เขามองกู้เย่ว์ซี “แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจจริงๆ เื่สำคัญเช่นนี้เหตุใดมารดาเ้าไม่ไต่ถามน้องสาวเ้าให้แน่ชัดเสียก่อนกลับมาพาลใส่ข้า หรือเป็เพราะข้ามาที่จวนนี้บ่อยไปอย่างนั้นหรือเช่นนี้ใครจะกล้ามาอีก”
สีหน้ากู้เย่ว์ซีหม่นหมองลงไปทันทีคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ย “ใครจะรู้...แม่ข้าเองก็คงใจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน...”
ฉีจิ่งเฮ่าเอ่ยต่อ“กู้เซิงโหรวเองก็ต้องถูกสั่งสอนสักหน่อย จะได้รู้การควรไม่ควรเสียบ้างจะตามใจกันจนเสียนิสัยน่ะช่างเถอะ แต่ถึงขั้นทำเื่น่าอับอายเช่นนี้ขึ้นมาในตระกูลที่มีเกียรติไม่มีใครกล้าทำเช่นนางอีกแล้ว!”
กู้เย่ว์ซียิ่งเงยหน้าไม่ขึ้นแต่เห็นได้ชัดว่าใบหน้าของเขากำลังขึ้นสีจัด
“ถ้าให้ข้าพูดตรงๆฮูหยินใหญ่เองก็มีส่วนต้องรับผิดชอบ นางจะมาโกรธเกรี้ยวเต้นแร้งเต้นกาเช่นนี้ได้อย่างไรหากไม่ใช่เพราะนางตามใจ...”
ฉีจิ่งเฮ่ายังพูดไม่ทันจบถังชิงหลวนก็รีบยกมือขึ้นดึงแขนเสื้อเพื่อหยุดเขาเอาไว้ แล้วเอ่ยตัดบททันที “คุณชาย...ท่านนี้ ท่านจะออกนอกจวนหรือไปไหนเ้าคะ”
ฉีจิ่งเฮ่ามองไปยังกู้เย่ว์ซีที่กำลังก้มหน้าด้วยความอึดอัดจึงยื่นมือตบลงบนไหล่สหายแล้วถอนหายใจ จากนั้นจึงค่อยตอบถังชิงหลวน “ข้าก็ต้องกลับจวนข้าสิ ทำไมหรือ”
เขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าถังชิงหลวนถามขึ้นก็เพื่อให้เขาหยุดพูดจึงแกล้งถามต่อว่าทำไม แต่ถังชิงหลวนก็ไม่ได้สนใจเขาอีก
ทั้งสามเดินออกมาถึงประตูด้านข้างด้วยความกระอักกระอ่วนที่จริงกู้เย่ว์ซียังมีเื่ที่อยากจะพูดกับถังชิงหลวน แต่ตอนนี้มีฉีจิ่งเฮ่าเข้ามาแทรกจึงไม่รู้จะพูดออกมาอย่างไรดี
พอมาถึงประตูด้านข้างถังชิงหลวนก็ขึ้นรถม้าไป กู้เย่ว์ซีเปิดม่านเพื่อนำกล่องยาไปวางไว้ให้ในรถม้าเขาจ้องมองนางครู่หนึ่ง สีหน้าเหมือนอยากจะเอ่ยบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่พูด แล้วปล่อยม่านลง
ถังชิงหลวนถอนหายใจอย่างโล่งอกทว่าในตอนที่กู้เย่ว์ซีกำลังปล่อยม่านลงนั้น นางเห็นว่าฉีจิ่งเฮ่ายืนทำหน้าเหมือนยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้มมองมาทางนาง
เมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อนตัวเสียงเอะอะครึกครื้นจากจวนจงจิ้งโหวก็ค่อยๆ ห่างไกลออกไป
วิ่งผ่านเส้นทางลัดเลาะมาประมาณครึ่งชั่วยามรถม้าก็หยุดลงตรงหน้าบ้านตระกูลถังซึ่งเป็จวนขนาดใหญ่ ถังตงโจวมีพี่น้องอีกสามคน พี่ชายคนโตได้ลาลับจากโลกไปแล้วเมื่อสองสามปีก่อนพวกเขาจึงได้แบ่งแยกเรือนกันอย่างชัดเจน ทว่าก็ยังคงอยู่ในละแวกเดียวกัน
ตระกูลถังเป็ตระกูลหมอที่มีชื่อเสียงหากจะย้อนกลับไปก็คงย้อนได้ถึง่ราชวงศ์ก่อนหน้านี้ บรรพบุรุษของตระกูลถังเป็หมอหลวงสองร้อยปีผ่านไปมีทั้งล้มเหลวและประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่ละทิ้งการเป็หมอรักษาโรค
พี่น้องทั้งสามในตระกูลถังวันนี้ล้วนแต่มีความสามารถแม้ทุกคนจะประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับยาและการรักษาโรค แต่รายละเอียดของวิชาชีพกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถังตงโจว พี่คนโตในตอนนี้เป็ผู้สืบทอดวิชาชีพของตระกูลเขาเป็หมอมากว่าสิบปีแล้ว ตอนที่จู่ๆ ไทเฮาก็เกิดประชวรด้วยโรคที่ไม่เคยมีผู้ใดพบเจอหมอหลวงไร้หนทางที่จะรักษาจึงได้ขอความช่วยเหลือจากหมอพื้นบ้านฝีมือการรักษาของตระกูลถังถือว่ามีชื่อเสียงในเมืองหลวง คนในวังจึงได้เชิญถังตงโจวไปช่วยดูอาการเขาใช้ยาสมุนไพรสูตรเฉพาะของตระกูลถังรักษาโรคของไทเฮาได้สำเร็จ
ด้วยเหตุนี้ชื่อเสียงของถังตงโจวจึงฟูเฟื่องเลื่องลือขึ้นมาแน่นอนว่าเขาได้เข้าทำงานในสำนักหมอหลวง ทำอยู่ได้ไม่ถึงสองปีก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็ย่วนพั่น[2]ถึงแม้สำนักหมอหลวงจะเป็ที่รักษาคน แต่ความเป็ไปภายในก็ไม่ต่างอะไรกับที่ทำการของขุนนางข้าราชการขุนนางที่คิดต่อสู้บ่อนทำลายกันมีอยู่ไม่น้อย เมื่อถังตงโจวกลายเป็ขุนนางจิตใจและความคิดส่วนใหญ่จึงอยู่ที่การต่อสู้ภายในราชสำนักแทน มิได้มีเวลาไปฝึกฝนค้นคว้าเื่ฝีมือวิชาการรักษามากนัก
ถังซีโจว บุตรคนรองเป็คนมีหัวการค้างานที่ทำคือเปิดธุรกิจขายยา ในเมืองหลวงแห่งนี้มีโรงยาของตระกูลถังถึงสองแห่ง การค้าขายเป็ไปได้ด้วยดีมาตลอดั้แ่ที่ถังตงโจวได้เข้าสำนักหมอหลวง โรงยาของตระกูลถังก็พลอยมีชื่อเสียงขึ้นมาเช่นกันตอนนี้ได้เปิดโรงยาอยู่ที่ทงโจว ต้าซิ่ง ชังโจวและที่อื่นอีกหลายแห่ง
บุตรคนที่สามมีชื่อว่าถังเป่ยโจวเป็หมอรักษาโรคเช่นเดียวกับถังตงโจว ที่จริงแล้วเขาได้เปิดโรงหมอเล็กๆ ขึ้นแห่งหนึ่งแต่หลังจากที่ตระกูลถังมีชื่อเสียง โรงยาของถังซีโจวก็้าหมอประจำไปคอยดูแลเมื่อสองพี่น้องได้เจรจาตกลงกันแล้ว ถังเป่ยโจวจึงรับหน้าที่เป็หมอประจำโรงยาให้กับพี่รองของตน
แต่เขามิใช่คนชอบทำการค้าจึงไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการค้าขายของโรงยา เพียงแค่ทำหน้าที่ตรวจรักษาโรคเท่านั้น
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/8892e502b7dd0f501cb1819d83b32a83
[1] เป็คำเรียกลูกชายที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากผู้เป็พ่อ
[2] ตำแหน่งขุนนางขั้น 6 ในสำนักหมอหลวงมีหน้าที่สั่งการหมอที่มีตำแหน่งต่ำกว่า ดูแลเื่ยาในราชสำนักและเป็หมอหลวงประจำตัวของเหล่าเชื้อพระวงศ์