กลุ่มศิษย์จากสถาบันซินหยวนเดินทางกลับถึงโรงแรมด้วยความเหนื่อยล้าจากการเชียร์และการต่อสู้ตลอดทั้งวัน แต่บรรยากาศในกลุ่มกลับคึกคักและเต็มไปด้วยความยินดี เมื่อถึงห้องจัดเลี้ยงที่เช่าไว้ชั่วคราว แทนที่จะแยกย้ายกันพักผ่อน พวกเขากลับช่วยกันจัดเตรียมงานเลี้ยงฉลองเล็กๆ ให้กับเย่เจียงเฉินอย่างกระตือรือร้น
โต๊ะยาวถูกเคลื่อนมาชิดกัน อาหารและเครื่องดื่มที่ซื้อมาจากซูเปอร์มาเก็ตถูกนำมาวางเรียงราย เสียงพูดคุยและหัวเราะคิกคักดังเป็ระยะ
เพื่อนร่วมสถาบันหลายคนต่างเข้ามาแสดงความยินดีกับเย่เจียงเฉิน
"เย่เจียงเฉิน ไม่คิดเลยว่านายจะพาสถาบันของเรามาได้ไกลขนาดนี้! รอบสี่คนสุดท้ายเชียวนะ นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ!" ชายหนุ่มร่างท้วมคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
"ตอนแรกพวกเรายังคิดกันอยู่เลยว่าเธออาจจะตกรอบั้แ่รอบแรก ใครจะไปรู้ว่าเธอจะเข้ามาถึงรอบนี้ได้ พวกเราภูมิใจในตัวเธอมากจริงๆ" บรรดาอาจารย์ของสถาบันซินหยวนต่างพากันชมเย่เจียงเฉินอย่างไม่ขาดปาก
ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและการเฉลิมฉลองนั้นเอง ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เป็ผู้เข้าแข่งขัน เดินเข้ามาหาเย่เจียงเฉิน
"ยินดีด้วยนะ ตอนนี้นายถูกผู้มีอิทธิพลหลายคนจับตามอง ตัวแทนจากห้าสำนักคงกำลังแย่งตัวนายกันให้วุ่น"
เย่เจียงเฉินยิ้มรับคำชมเ่าั้อย่างสุภาพ แม้ในใจจะรู้สึกขอบคุณ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นมากนักกับความสนใจจากสำนักต่างๆ
"ได้ยินว่าสำนักชั้นนำมีทั้งหมดห้าสำนัก พวกเขาต่างกันยังไง" เย่เจียงเฉินถามด้วยความสงสัย เขาไม่เคยใส่ใจเื่เหล่านี้มาก่อน
"นายนี่ไม่ทำการบ้านมาเลยรึไง? สำนักที่โดดเด่นด้านการต่อสู้มีทั้งหมดสี่สำนัก สำนักเทียนเจี้ยน พวกเขาเชี่ยวชาญวิชาดาบ มีศิษย์ที่มีชื่อเสียงมากมายที่ใช้กระบี่และดาบเป็อาวุธหลัก สำนักเหยียนหลง เน้นการใช้พลังปราณที่ดุดันและรุนแรง วิชาการต่อสู้ของพวกเขามักจะเน้นการโจมตีที่ทรงพลัง สำนักเหล่ยถิง โดดเด่นด้านการควบคุมพลังสายฟ้า วิชาของพวกเขารวดเร็วและทำลายล้างสูง และสำนักโยวิ ขึ้นชื่อด้านอาวุธลับที่คาดเดาได้ยาก มีเพียงสำนักเสินปิงเท่านั้นที่เป็สำนักที่เน้นไปที่การวิจัยและพัฒนาอาวุธและอุปกรณ์ปราณ พวกเขาไม่ได้ฝึกการต่อสู้เป็หลัก แต่ก็มีอิทธิพลอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นักสู้ระดับไหน ก็ต้องใช้อาวุธและอุปกรณ์ปราณทั้งนั้น"
เย่เจียงเฉินรับฟังคำแนะนำนั้นอย่างตั้งใจ แต่ในความคิดของเขานั้นแตกต่างออกไป เคล็ดวิชาและทักษะการต่อสู้ในคลังข้อมูลของเจ็นนั้น มีมากมายโดยไม่ต้องพึ่งสำนักเ่าั้ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้คือทรัพยากรในการบ่มเพาะพลังปราณ ซึ่งเป็สิ่งที่เขาต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ หาก้าเข้าร่วมสำนักใดสำนักหนึ่ง
ขณะที่เย่เจียงเฉินกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็รินเครื่องดื่มให้เขา เมื่อยกแก้วขึ้นเตรียมที่จะดื่ม เสียงแจ้งเตือนจากเจ็นก็ดังขึ้น
[คำเตือน ตรวจพบแล็กทูโลสในเครื่องดื่ม]
[หากบริโภคเกินขนาดจะส่งผลทำให้ท้องเสียอย่างรุนแรง]
เสียงแจ้งเตือนของเจ็นดังขึ้นในห้วงความคิดของเย่เจียงเฉิน เขาชะงักมือตอนที่แก้วกำลังจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก ดวงตาคมกริบหันไปยังร่างของหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านข้าง ถ้าเขาจำไม่ผิด เธอเป็หนึ่งในศิษย์ร่วมสถาบันที่ตกรอบั้แ่การแข่งรอบแรก
"มีอะไรเหรอ?" หญิงสาวคนนั้นสังเกตเห็นสายตาที่จับจ้องมาของเย่เจียงเฉิน ท่าทีของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย
"เธอใส่อะไรลงไปในแก้วของฉัน" น้ำเสียงของเย่เจียงเฉินราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเ็าที่ทำให้บรรยากาศครึกครื้นภายในห้องพลันหมองหม่นลงทันที
"เกิดอะไรขึ้น?" อาจารย์หวังที่กำลังพูดคุยกับศิษย์คนอื่นๆ หันมาถามด้วยความสงสัย
"ในเครื่องดื่มของผมมียาถ่าย" เย่เจียงเฉินกล่าวเสียงเรียบ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หญิงสาว
"เธอเป็คนรินเครื่องดื่มให้ฉัน มีอะไรจะแก้ตัวไหม"
ทุกคนในห้องตกอยู่ในความเงียบราวกับถูกสาป พวกเขาหันไปมองหญิงสาวเป็ตาเดียว
"เดี๋ยวสิ... นายมีหลักฐานอะไรถึงมากล่าวหาว่าฉันใส่ยาถ่ายลงไปในนั้น?" หญิงสาวคนดังกล่าว พูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เพื่อนร่วมสถาบันหลายคนพยักหน้าเห็นด้วยกับเธอ หากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน การกล่าวหาเช่นนี้ถือเป็เื่ร้ายแรง
เย่เจียงเฉินไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูด เขาเพียงแค่ยื่นแก้วในมือไปตรงหน้าหญิงสาว "ถ้าอย่างนั้น เธอก็ลองดื่มให้ฉันดูสิ"
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของหญิงสาวก็เริ่มซีดเผือดในทัันที ริมฝีปากของเธอเม้มแน่น ราวกับไม่อยากดื่มเครื่องดื่มในแก้ว
ในขณะที่ความเงียบและความตึงเครียดปกคลุมทั่วทั้งห้อง เย่เจียงเฉินเองก็กำลังครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้ต่างๆ ทำไมศิษย์ร่วมสถาบันถึงคิดร้ายกับเขา ทันใดนั้น ภาพใบหน้าคุ้นเคยก็แวบเข้ามาในความคิด บางทีอาจจะเป็เสี่ยวเหม่ย เพราะคนที่คิดร้ายกับเขาในสถาบันนี้มีแค่ไม่กี่คน
เพื่อนร่วมสถาบันคนอื่นๆ ต่างก็เริ่มซุบซิบนินทา พวกเขามองหญิงสาวกกับเย่เจียงเฉินสลับกัน รางกับกำลังชั่งใจว่าใครเป็ฝ่ายพูดความจริง
"นี่ไม่ใช่เื่ล้อเล่นนะ หากมีใครจงใจทำร้ายผู้เข้าแข่งขัน มันเป็เื่ร้ายแรงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสถานการณ์ที่เย่เจียงเฉินกำลังจะลงแข่งในรอบสำคัญ” อาจารย์ที่อยู่ในเหตุการณ์พยายามเค้นถามความจริงจากหญิงสาว
ภายใต้แรงกดดันจากอาจารย์ที่จ้องมองมาด้วยสายตาคาดคั้น หญิงสาวคนนั้นก็เริ่มมีท่าทีอ่อนลง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
เมื่ออาจารย์ยื่นคำขาดและขู่ว่าจะสอบสวนเื่นี้อย่างจริงจัง เธอก็ทรุดตัวลง และยอมสารภาพความจริงในที่สุด
"ฮือ... ใช่... เสี่ยวเหม่ย... เสี่ยวเหม่ยเป็คนบอกให้ฉันทำ..." เธอเริ่มร้องไห้ออกมา
คำสารภาพนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางวง สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนที่อยู่ในห้อง ไม่มีใครคาดคิดว่าเื้ัแผนการอันชั่วร้ายนี้ จะเป็เสี่ยวเหม่ย หญิงสาวที่ภาพลักษณ์ภายนอกดูน่ารักสดใสและจิตใจดีงาม จนทุกคนต่างรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยกับสิ่งที่ตนเองได้ยิน
บรรยากาศที่เคยอบอวลไปด้วยความยินดีพลันแปรเปลี่ยนเป็ความตึงเครียด อย่างไรก็ตาม กลุ่มอาจารย์ ได้ให้สัญญากับเย่เจียงเฉินว่าจะทำการสืบสวนเื่นี้ให้ถึงที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้น ในลานประลอง ผู้เข้าแข่งขันทั้งสี่คนสุดท้ายยืนประจันหน้ากัน เย่เจียงเฉิน ชายหนุ่มผู้สร้างปาฏิหาริย์ ไป๋อวี้หลง อัจฉริยะดาบผู้มากฝีมือ ซุนเสียง ผู้เชี่ยวชาญทักษะหอกขั้นสูง และิเจี๋ย นักสู้ที่โดดเด่นด้านกลยุทธ์ นอกจากเย่เจียงเฉินแล้ว ผู้เข้าแข่งขันอีกสามคนล้วนเป็นักสู้ฝึกหัดขั้นสูง
หลังจากกรรมการทำการจับฉลากเพื่อหาคู่ต่อสู้ในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งผลที่ออกมาคือ เย่เจียงเฉินจะต้องเผชิญหน้ากับซุนเสียง
เมื่อเห็นชื่อคู่ต่อสู้ เย่เจียงเฉินอดที่จะหนักใจไม่ได้ ซุนเสียงเป็ผู้เชี่ยวชาญการใช้หอกที่น่ากลัว ยิ่งไปกว่านั้น ดาบของเขายังเสียเปรียบอย่างมาก ในด้านระยะการโจมตีเมื่อเทียบกับหอกยาวของซุนเสียง
"ผู้าุโซ่งเทียน คุณคิดว่าใครจะชนะ?"
เฟิงเย่หันไปถามชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้ม
"ต้องเป็ไป๋อวี้หลงอยู่แล้ว" ซ่งเทียนตอบอย่างมั่นใจ ดวงตาจับจ้องไปยังร่างของไป๋อวี้หลงบนลานประลอง "พร์ด้านเคล็ดวิชาดาบของเขาโดดเด่นมาก หากให้เวลาเขาสักสิบปี คงจะทะลวงเป็นักสู้ระดับแก่นแท้ได้ไม่ยาก"
ทุกคนในห้องรับรองพิเศษต่างพยักหน้าเห็นพ้องกับคำกล่าวของซ่งเทียน ชื่อเสียงและฝีมือของไป๋อวี้หลงเป็ที่ยอมรับในสายตาของพวกเขามานานแล้ว
"ที่น่าเสียดายคือคู่ของเย่เจียงเฉิน การที่เขาได้มาเจอกับซุนเสียงในรอบนี้ ถือว่าโชคร้ายอย่างแท้จริง เพราะซุนเสียงบรรลุทักษะหอกระดับสูง เป็ไปไม่ได้เลยที่เย่เจียงเฉินจะเอาชนะเขาได้" ผู้เฒ่าหลิวที่เป็ผู้แทนจากสำนักเทียนเจี้ยนกล่าวด้วยความรู้สึกเสียดาย
"อย่างไรก็ตาม พร์ในการเรียนรู้ของเย่เจียงเฉินทำให้ฉันประหลาดใจมากเลยทีเดียว ไม่ว่าเขาจะชนะหรือไม่ชนะในวันนี้ สำนักเทียนเจี้ยนก็ยินดีที่จะรับเขามาเป็ศิษย์"
"ผู้เฒ่าหลิว… ท่านตัดสินเร็วเกินไปรึเปล่า?"
เสียงหวานใสดังขึ้น มู่หานซวง เปิดปากพูดเป็ครั้งแรก หลายวันมานี้เธอเอาแต่นิ่งเงียบ ทำให้ทุกคนในห้องไม่รู้ว่าเธอคิดอย่างไรกับการแข่งขัน
"หมายความว่ายังไง?" ผู้เฒ่าหลิวเลิกคิ้วเล็กน้อย "เธอจะบอกว่าเย่เจียงเฉินจะชนะอย่างนั้นรึ?"
มู่หานซวงเผยรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างประหลาด แม้เธอจะมีตำแหน่งเป็ถึงหัวหน้าผู้ฝึกสอน แต่ก็มีอายุเพียงยี่สิบสามปีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็อัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ
"สนใจเดิมพันกันหน่อยไหม?" มู่หานซวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "ถ้าเย่เจียงเฉินชนะ เขาจะต้องเข้าร่วมสำนักเหล่ยถิง แต่ถ้าเขาแพ้ ปีนี้สำนักเหล่ยถิงจะไม่รับศิษย์ใหม่เลยแม้แต่คนเดียว"
ทุกคนในห้องต่างหันมามองมู่หานซวงด้วยความประหลาดใจ การเดิมพันเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าเธอมีความมั่นใจในตัวเย่เจียงเฉินอย่างมาก
"ดูเหมือนเธอจะมั่นใจในตัวเด็กหนุ่มคนนี้จริงๆ" ผู้เฒ่าหลิวหัวเราะเบาๆ “เอาแบบนั้นก็ได้ สำนักเทียนเจี้ยน ยอมรับการเดิมพันนี้”
ตัวแทนจากสำนักอื่นๆ ต่างจับจ้องการเดิมพันครั้งนี้ด้วยความสนใจ หากในปีนี้สำนักเหล่ยถิงไม่รับศิษย์ใหม่ นั่นหมายความว่าพวกเขาจะตัดคู่แข่งในการแย่งชิงผู้มีพร์ไปโดยปริยาย