หินทรงกระบอกในมือให้ััอุ่นและเรียบลื่นจุดที่ผูกด้วยเชือกไหมสีแดงไม่ได้ถูกเจาะเป็รู แต่เหมือนผูกไว้ที่ส่วนคอตรงนั้นมี ‘ร่อง’ วงกลมเล็กๆที่เชือกไหมสีแดงผูกได้พอดี
สิ่งนี้ไม่ใช่หยกแน่นอน ชายอ้วนดูซ้ายดูขวาดูไม่เหมือนเครื่องประดับด้วย แต่เป็ ‘ตราประทับ’ ส่วนปลายหินทั้งสองด้านนั้น ด้านหนึ่งกลมมนเหมือนหมวกอีกด้านกลับเรียบสนิท บนจุดขนาดใหญ่เท่าปลายตะเกียบสลัก ‘ลวดลาย’แปลกประหลาดมากไว้ลายหนึ่ง
ที่ไม่คิดว่าเป็ ‘ตัวอักษร’ นั่นเพราะชายอ้วนคิดว่ามันไม่เหมือนตัวอักษรแม้แต่อักษรภาพหรืออักษรโบราณก็ดูไม่ใช่เลยแต่สวี่ตงคุ้นเคยกับลวดลายนี้มากยิ่งกว่ามากครั้งหนึ่งเขาเคยปั๊มกับหมึกลงกระดาษเพื่อดูให้ชัดๆมันไม่ใช่ตัวอักษรหรือลวดลายอะไรแน่นอน แต่เหมือน ‘ยันต์’มากกว่า แต่ก็ชัดเจนว่าต่างจาก ‘ยันต์’จับภูตผีปีศาจที่เทพาจารย์ในโทรทัศน์หรือภาพยนตร์เขียนกัน
ชายอ้วนพินิจอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นของคืนสวี่ตงพร้อมกับส่ายหน้าเขายิ้มพลางพูดว่า “ของสิ่งนี้ฉันยังดูไม่ออกว่ามันคืออะไรแน่ใจว่าไม่ใช่หยก แต่ก็ไม่ใช่หินธรรมดาของที่ดูไม่ออกฉันก็ไม่พูดถึงมูลค่าสูงต่ำของมันหรอก น้องชายเก็บไว้เถอะ!”
สวี่ตงรับมา ขณะจมอยู่กับความคิด มือของเขาเกิดสั่นอย่างไม่ทราบสาเหตุจนเผลอทำหินหล่นเสียงร้องใ ‘ไอหยา’ ดังขึ้นพร้อมกับเสียง ‘แก๊ก’ หินสีดำพลันแตกเป็สองส่วน!
สวี่ตงรีบเก็บมาวางในมือ หินแท่งเล็กด้านในกลวงมีของเหลวสีเข้มไหลออกมา แต่ปริมาณน้อยมากเพียงไม่กี่หยด
สวี่ตงยื่นนิ้วชี้ขวาไปัั ของเหลวหยดนั้นััปลายนิ้วแล้วซึมลงในผิวของเขาเกิดความรู้สึกเย็นเล็กน้อย ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ลังเลอยู่เพียงครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่รู้ว่าของเหลวนั้นระเหยหรือซึมเข้าิัมันหายไปอย่างรวดเร็ว
ชายอ้วนก็ร้อง ‘ไอหยา’ “เธอ...น้องชาย ฉันยื่นให้เธอดีๆ นะ...”
“เถ้าแก่ไม่ต้องกังวล ผมไม่โทษคุณหรอก!” สวี่ตงยิ้มขื่น “ผมทำหลุดมือเองอีกอย่างต่อให้เถ้าแก่เป็คนทำหล่น ผมก็ไม่ให้คุณชดใช้หรอก ไม่ใช่ของมีค่าอะไรแค่ของเล็กๆ น้อยๆ แต่มันเป็ของที่พ่อผมให้มาก็เลยรู้สึกผูกพันนิดหน่อย...”
ชายอ้วนเป่าปากโล่งอก “ฉันว่าน้องชายเป็คนไม่เลวเลยเอาอย่างงี้ ปาเต็ก ฟิลิปป์ของเธอฉันเพิ่มให้เต็มเป็นหนึ่งพันหยวนไปเลยคิดว่าเป็จำนำคืนแบบไม่มีกำหนดเวลาแล้วกัน ฉันก็ไม่ได้อยากให้เธอจ่ายดอกมีเงินเมื่อไรก็มาไถ่คืนได้เสมอ!”
สวี่ตงตกตะลึง รู้สึกซาบซึ้ง ชายอ้วนกับเขาไม่เคยรู้จักกัน คำสัญญาเช่นนี้นับเป็การช่วยเหลือกันอย่างเห็นได้ชัดถึงแม้เป็เงินจากการจำนำแต่ลองนึกถึงเพื่อนฝูงพวกนั้นตอนที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่สิ ตอนนี้เป็อย่างไรแล้วลองนึกถึงป้าแท้ๆ สามีของป้า และญาติผู้พี่ของตนสิ พวกเขาเป็อย่างไร
ผ่านไปพักใหญ่ สวี่ตงถึงได้เอ่ยถามเสียงเบา “เถ้าแก่ ขอบคุณมากครับ ผมอยาก...ที่ร้านเถ้าแก่้าคนงานชั่วคราวไหมผมมีเวลาว่างมาช่วยงานได้ ทำเป็พาร์ตไทม์”
ชายอ้วนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบว่า “เอาสิร้านฉันก็ยังไม่ได้จ้างคนงาน ธุรกิจไม่ได้ยุ่งแต่ก็ไม่แย่ฉันคิดว่าเธอน่าจะรู้เื่ธุรกิจนี้ดี ถ้าเธอว่างก็มาช่วยงานค่าจ้างจะจ่ายให้รายวัน เธอ...ยังเรียนอยู่ใช่ไหม”
สวี่ตงกัดริมฝีปาก พยักหน้าตอบ “ผมเรียนอยู่ม.6 ที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งพ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสองปีก่อนตอนนี้อาศัยอยู่กับลุงกับป้า...”
ชายอ้วนชะงัก ก่อนจะจ้องมองสวี่ตงอีกครั้ง ครู่หนึ่งถึงเอ่ยถาม “เธอ เธอแซ่สวี่หรือเปล่า เธอ...พ่อเธอคือสวี่ชิงหวาใช่ไหม”
สวี่ตงเองก็ชะงักอ้าปากค้าง พูดไม่ออก เดิมทีไม่อยากเจอคนรู้จักแต่กลับคิดไม่ถึงว่าเถ้าแก่โรงรับจำนำเปิดใหม่แห่งนี้ยังรู้จักพ่อของเขา ดูเหมือนเมืองถงเฉิงนี่จะไม่ใหญ่จริงๆ!
ชายอ้วนเห็นสีหน้าสวี่ตงก็รู้ว่าตัวเองเดาถูก จึงรีบโบกมือ “ช่างเถอะๆ ไม่พูดเื่นั้นแล้ว เสี่ยวสวี่ หนึ่งพันหยวนนี่เธอรับไปนี่...เท่านี้พอหรือเปล่า ไม่พอฉันจะ...”
ได้ยินชายอ้วนพูดเช่นนี้สวี่ตงก็มั่นใจว่าชายอ้วนผู้นี้ต้องรู้จักกับพ่อของเขาแน่เขารับเงินหนึ่งพันหยวนมา ก่อนจะพูดเสียงเบา “เถ้าแก่ผมอยากได้แค่หนึ่งพัน มากกว่านี้ไม่เอา ขอบคุณมากครับ!”
ชายอ้วนอึกอัก สุดท้ายก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า “ก็ได้ หนึ่งพันก็หนึ่งพัน ต่อไปมีเวลาว่างเธอก็มาทำพาร์ตไทม์ช่วยฉันเถอะปกติฉันก็ี้เีอยู่แล้ว ร้านนี้ขาดคนดูแล!”
หลังจากรู้ว่าเขาคือลูกชายของสวี่ชิงหวา ชายอ้วนพลันเกิดความรู้สึกดีแน่นอนเขาเองก็มองออกว่าสวี่ตงมีความมั่นใจในตัวเองสูง ดูจากเสื้อผ้าเก่าๆที่ถูกฟอกจนขาวแล้ว ชีวิตของสวี่ตงคงไม่ได้สบายนักจำนำของย่อมหมายความว่าขาดเงินและไม่มีทางเลือกอื่น แต่สำหรับเด็กหนุ่มที่มีความมั่นใจในตัวเองจิตใจเข้มแข็งเช่นนี้ หากอยากช่วยเหลือเขาก็ต้องควบคุมอารมณ์ มิเช่นนั้น จะให้ผลตรงข้าม
สวี่ตงเริ่มแสบจมูก ดวงตาเปียกชื้น แต่ไม่อยากให้ชายอ้วนเห็นสีหน้าเช่นนี้จึงก้มหน้าขอบคุณเบาๆแล้วหมุนตัวจะออกจากร้าน ชายอ้วนตามออกมาส่งร่มพับให้เขา “เสี่ยวสวี่ ฝนตกอยู่ เอาร่มไป!”
สวี่ตงคว้าร่มแล้วรีบฝ่าสายฝนออกไปพอกางร่มแล้วก็ไม่กล้าหันกลับไปมองชายอ้วนกลัวเขาจะเห็นตัวเองน้ำตาไหลพรากเต็มหน้า ชายอ้วนะโไล่หลังมาว่า “เสี่ยวสวี่ ฉันแซ่หนิว หนิวจากคำว่าเหล่าหวงหนิว(คนที่ทำงานอย่างจริงจังและซื่อสัตย์) ชื่อหนิวเซี่ยงตงเธอว่างก็มาที่ร้านพี่หนิวนะ!”
ไม่รู้ว่าเพราะฝนตกหรือเ็ปใจ สวี่ตงถึงรู้สึกเวียนหัว หน้ามืดในใจเอาแต่ท่องว่าห้ามป่วยเด็ดขาด เขาคือเด็กที่ไม่เคยป่วย!
เขาเดินเซไปเซมาตลอดทางกลับบ้าน แน่นอน นี่ไม่ใช่บ้านของเขาเป็บ้านของป้า
ญาติผู้พี่โจวหลินกำลังนอนกอดตุ๊กตาสีขาวดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาเมื่อเห็นสวี่ตงที่เปียกไปทั้งตัวเดินเข้ามาจึงทนไม่ไหว พูดอย่างโมโห “พื้นสกปรกหมดแล้ว รีบเช็ดสิ!”
สวี่ตงกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้อง เช็ดหน้าผมให้แห้ง ทว่ายังรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวจนอยากจะนอนพักอยู่เฉยๆแต่ก็ยังฝืนตัวเองไปหยิบไม้ถูพื้นในห้องน้ำมาถูพื้นห้องนั่งเล่นก่อนถึงค่อยกลับเข้าห้อง
ญาติผู้พี่โจวหลินเอาแต่บ่นไม่หยุด สวี่ตงรู้สึกมึนหัวจึงไม่มีแก่ใจฟังเมื่อปิดประตูห้องก็ล้มตัวลงบนเตียงแล้วหลับไป
คืนนั้นสวี่ตงฝันแปลกๆ พักหนึ่งก็เหมือนอยู่กลางทะเลเพลิงอีกพักหนึ่งก็เหมือนอยู่ในูเาน้ำแข็ง ร่างกายเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวทันใดนั้นเขาเห็นพ่อแม่ปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีกครั้งทั้งคู่จ้องมองเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ไม่ได้พูดอะไร
สวี่ตงน้ำตาไหล ร้องไห้พลางคิดอยากเข้าไปกอดพ่อแม่ทว่าพวกเขากลับหมุนตัวเดินจากไป ไม่ว่าจะไล่ตามไปเท่าไรก็ไม่ทันกลับกันแผ่นหลังของทั้งคู่ยิ่งห่างออกไป จนกระทั่งลับตา
สวี่ตงทรุดลงร้องไห้เสียงดังกับพื้นป้าของเขาปรากฏตัวพร้อมกับกรรไกรเล่มหนึ่ง เลิกคิ้วสูงพร้อมตวาดเสียงเข้ม “คร่ำครวญอะไรกัน ถ้าจะร้องก็ไสหัวไป อย่ามาร้องโหยหวนที่บ้านฉัน...”
ป้าดุด่าพร้อมกับแทงกรรไกรมาทางเขา สวี่ตงใรีบยกมือขวาขึ้นมาขวางกรรไกรของป้าแทงกลางฝ่ามือเขาทันใด มันเจ็บจนเขากรีดร้อง และรีบลุกนั่งตัวตรง!
ลุกขึ้นนั่งเบิกตาตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง สวี่ตงถึงรู้ตัวว่าเขาฝันไปทว่าคำด่าของป้ากลับไม่ใช่ความฝัน เวลานี้ใบหน้าถมึงทึงปรากฏอยู่ที่ปลายเตียงเธอกล่าวเสียงเย็น “เป็บ้าอะไรฮะ นอนหลับก็ยังจะร้องคร่ำครวญอีกรีบลุกไปทำงานบ้าน โตขนาดนี้แล้วยังกินฟรีอยู่ฟรี แกไม่อายบ้างหรือไง”
สวี่ตงไม่ส่งเสียง รอจนป้าออกไปเขาถึงยกมือขวาขึ้นมาดูภาพที่ป้าเอากรรไกรแทงในความฝันยังคงชัดเจน ‘ความเ็ป’ ในวินาทีนั้นยังแจ่มชัดในความทรงจำ เมื่อยกมือขึ้นมาดู กลางฝ่ามือไร้คราบเืและรอยแผลทว่ากลับปรากฏเส้นลายมือประหลาดขึ้นเส้นหนึ่ง
เมื่อพินิจอย่างละเอียดครู่ใหญ่ สวี่ตงพลันนึกขึ้นได้ลายเส้นนี้เหมือนกับลายบนหินทรงกระบอกที่แตกไปเมื่อวานไม่มีผิด เพียงแต่ลายเส้นบนฝ่ามือของเขามีขนาดใหญ่กว่าลายบนหินนั่นเหมือนตราประทับจิ๋ว ขนาดแค่ประมาณปลายตะเกียบ ส่วนที่อยู่กลางฝ่ามือมีขนาดเท่าเหรียญหนึ่งเหมาลายเส้นก็ดูเหมือนรอยที่เกิดในิัปกติ ประหนึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ!
ลายเส้นใหญ่ขึ้นก็ทำให้มองเห็นชัดขึ้นแต่ไม่ว่าสวี่ตงจะทำอย่างไรก็ดูไม่ออกว่าลายเส้นนี้เหมือนอะไร มันดูประหลาดมากยังดีที่ลายเส้นนี้อยู่กลางฝ่ามือ คนอื่นคงไม่สังเกตเห็นได้ง่ายๆ เมื่อใช้มือแตะดูตอนนี้กลับไม่รู้สึกเจ็บแล้วออกแรงเช็ดอีกหลายครั้งแต่ก็เช็ดไม่ออก
สวี่ตงประหลาดใจมากจริงๆ ลวดลายนั่นมาปรากฏอยู่บนมือขวาของเขาได้อย่างไรกันนึกย้อนถึงหินที่หักจึงโยนทิ้งไปแล้วเมื่อวาน เหตุการณ์ตอนนั้นเขายังจำได้ก็คือของเหลวในหินัักับนิ้วชี้ หรือว่าลายเส้นบนฝ่ามือเกี่ยวข้องกับของเหลวนั่นเหรอ
แต่ก็ััโดนแค่ปลายนิ้วชี้ เหตุใดถึงมาอยู่กลางฝ่ามือได้
ขณะจมอยู่กับความคิด ก็แว่วเสียงด่าของป้ามาจากด้านนอกอีกหนสวี่ตงรีบใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วออกไปถึงห้องน้ำก็หยิบไม้ถูพื้นมาทำความสะอาด นี่แทบจะเป็หนึ่งใน ‘งาน’ ที่เขาต้องทำทุกวัน
ป้ายังคงบ่นพึมพำพลางนำอาหารเช้าเสิร์ฟขึ้นโต๊ะ ก่อนจะเรียกลุงเขยกับญาติผู้พี่โจวหลินมากินข้าวเช้าทั้งสามคนนั่งกินข้าวเช้า ทำเมินสวี่ตงที่กำลังถูพื้นทำความสะอาดราวกับไร้ตัวตน
อาหารเหลือเป็เื่ปกติสำหรับสวี่ตง สำหรับเขาแล้ว ได้กินอิ่มใส่เสื้อผ้าอุ่นๆ ให้ดำรงชีวิตต่อไปได้นับเป็สิ่งพื้นฐานที่สุดเขาไม่มีทางเลือกและไม่มีกำลังพอที่จะเลือกได้
ป้า สามีของป้า โจวเทียนฉี และญาติผู้พี่โจวหลินกินอาหารเช้ากันเรียบร้อยโจวเทียนฉีกับโจวหลินต่างคนต่างออกไปทำงาน ป้าหวงซูอวี๋มาพร่ำบ่นกับสวี่ตงอยู่พักใหญ่หลังจากนั้นก็หิ้วกระเป๋าออกไปเล่นไพ่นกกระจอก
ตอนนั้นเองสวี่ตงถึงได้นั่งกินหมั่นโถวกับโจ๊กเย็นชืดเป็อาหารเช้าวันนี้เป็วันหยุดสุดสัปดาห์ไม่ต้องเข้าเรียนอีกสักพักจะไปดูที่แผงลอยริมถนนสักหน่อยว่ามีตำราเรียนถูกๆ บ้างหรือไม่เทียบกันแล้วร้านแผงลอยกับร้านหนังสือนั้นราคาต่างกันราวฟ้ากับเหวจริงๆซึ่งก็ไม่ต้องเปรียบเทียบใดๆ เงินหนึ่งพันหยวนที่ได้มาอย่างยากลำบากนี้เขาต้องกำไว้ให้มั่นก่อนจะใช้จ่าย
และยังคิดว่าจะไปช่วยงานที่ร้านของชายอ้วนหนิวเซี่ยงตงหรือไม่เถ้าแก่หนิวคนนี้เป็คนดี อย่างน้อยสวี่ตงก็คิดว่าเป็ ‘คนดี’
ตอนจะออกจากบ้านสวี่ตงก็นึกขึ้นได้เอาร่มพับที่หนิวเซี่ยงตงให้เมื่อวานติดมือไปคืนเขาด้วยเลยดีกว่าร่มวางอยู่บนโต๊ะหนังสือในห้องของเขา
สวี่ตงผลักประตูห้องเข้าไป กวาดสายตาไปทางโต๊ะหนังสือก็เห็นร่มพับที่ถูกพับเก็บอย่างเรียบร้อยทว่าไม่รู้ว่าด้วยอะไร ฉับพลันที่เห็นกล่องพู่กันไม้ซึ่งวางอยู่ด้านหลังร่มสวี่ตงก็เห็นหมอกสีเขียวขนาดเท่าฝ่ามือลอยอยู่เหนือกล่องพู่กัน
“ไฟปีศาจ...” ทันใดนั้นสวี่ตงก็ต้องตื่นใตัวสั่นไปทั้งร่างจนแทบล้มลง!