บทที่ 15 ผู้หญิงคนนี้เอายาพิษอะไรให้นายน้อยของเขากิน
นายน้อยต้องโดนอาคมอยู่แน่ ๆ
ไม่สิ มาไม้นี้แล้ว ต้องเรียกว่ายาพิษต่างหาก!
เยี่ยเฟยมองดูทั้งสองคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว
โม่เชียนยิ้มหวาน รับเครื่องมือจากมือของเฉียวเหอมา จากนั้นก็เลาะทองคำออกมาจากูเาหยกสลักโดยไม่รีรอ
โม่เชียนนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก เธอค่อย ๆ เลาะทองคำออกอย่างระมัดระวังและใจเย็น ทีละเล็กทีละน้อย เนื่องจากทองคำนั้นทั้งบางเฉียบและอ่อนนุ่ม หญิงสาวแทบจะกลั้นหายใจขณะลงมือเสียด้วยซ้ำ
เยี่ยเฟยกลัว ในฐานะที่ติดตามนายน้อยมานานหลายปี เขาคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้จนเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงอดไม่ได้ที่จะกลัวหญิงสาวผู้กำลังทำลายหยกชิ้นใหญ่ตรงหน้า ด้วยแม้ว่าคุณภาพของหยกชิ้นนี้จะไม่ได้ดีนัก แต่ก็ยังพอสามารถเอาไปแยกเพื่อทำเป็กำไลได้หลายวง
สายตาของเยี่ยเฟยเหลือบมองไปยังนายน้อยที่นั่งอยู่บนโซฟา สีหน้าของชายหนุ่มขณะมองดูโม่เชียนสงบนิ่ง
เขาปวดใจไปทั้งอก ทำได้เพียงยืนไว้อาลัยให้มันอยู่สามวินาที สิ่งนี้เคยเป็หยกสลักชิ้นโปรดของนายน้อย แต่ปัจจุบันมันกำลังถูกแยกชิ้นส่วนโดยคนนอก แถมนายน้อยยังเป็คนยื่นเครื่องมือด้วยมือของเขาเอง...
ความรัก… ทำให้คนเราเปลี่ยนไปอย่างแท้จริง
หัวใจของเยี่ยเฟยหดหู่
แต่อีกสองคนที่นั่งอยู่ในห้องเดียวกันกลับมีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ
คนหนึ่งกล้าที่จะแยกชิ้นส่วน กับอีกคนก็กล้าที่จะมองมันโดนทำลาย
พวกเขาทั้งสองนั่งนิ่ง หากโม่เชียนไม่เคลื่อนไหวบ้างเป็ครั้งคราว ทั้งคู่คงจวนจะกลายเป็รูปปั้นไปแล้ว
หลังจากผ่านไปราวชั่วโมงเศษ ในที่สุดโม่เชียนก็เสร็จธุระ เลาะทองคำที่เธอ้าออกมาได้จนหมดสิ้น หญิงสาวกอดผลผลิตของกระบวนการดังกล่าวเอาไว้ในอ้อมแขนแน่น ปฏิบัติราวกับว่าพวกมันเป็สมบัติอันล้ำค่า จากนั้นจึงชี้ไปที่หยกแล้วพูดกับเฉียวเหอว่า
“ฉันคืนมันให้คุณ”
เมื่อเฉียวเหอได้ยิน รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก พยักเพยิดคางขึ้นไปทางเยี่ยเฟย “ฉันให้นาย”
เยี่ยเฟยพูดไม่ออก “...”
สุดท้ายทั้งสองก็ร่วมมือกันยกผลประโยชน์สูงสุดมาให้เขาอีกจนได้…
หลังจากแยกหยกนี้ออกจากกันแล้วเอาไปแยกขาย ถ้าสามารถจำหน่ายมันออกไปได้จนหมด ก็น่าจะได้ค่าตอบแทนมาราว ๆ 500,000 หยวนเป็อย่างต่ำ
จู่ ๆ เยี่ยเฟยก็นึกถึงการเดิมพันที่โม่เชียนทำกับนายน้อยเมื่อวานนี้
เธอไม่ได้เพิ่งบอกไปหรอกเหรอ ว่าตัวเขาจะต้องเสียเงินเสียทอง?
ทันใดนั้นเยี่ยเฟยก็พูดขึ้น “คุณโม่ คุณไม่ได้บอกเหรอว่าผมจะสูญเสียเงิน? ตอนนี้ไม่ใช่แค่ฉันไม่สูญเสียเงินเท่านั้น แต่ยังได้รับโชคลาภอีกด้วย การทำนายของเธอไม่แม่นยำอย่างที่พูดนี่นา”
โม่เชียนเพิ่งได้ทองคำและกำลังอารมณ์ดี จึงพูดตอบกลับไปแบบลวก ๆ ว่า “ถ้าฉันบอกว่าคุณจะต้องสูญเสีย คุณก็จะได้เสีย ทำไมต้องรีบร้อนถึงขนาดนั้นด้วย? เป็ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่ฉันมีโอกาสได้เจอคนที่ใจร้อนอยากพบโชคร้ายถึงขนาดนี้”
เยี่ยเฟยนิ่งเงียบ “...”
ชายตัวโตพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด เขาทนคุยกับผู้หญิงคนนี้ไม่ได้จริง ๆ จึงกอดก้อนหยกเดินขึ้นบันไดไป
“ฉันจะกลับห้องและขังตัวเองไว้ทั้งวัน อยากรู้เหมือนกันว่าฉันจะสูญเสียเงินทองได้ยังไง! ”
ทันทีที่เยี่ยเฟยก้าวขึ้นบันได เขาก็สูญเสียการทรงตัวและเซไปสองก้าว
โชคดีที่เขาสามารถพิงราวจับบันไดเพื่อเสริมให้ร่างกายมั่นคง และไม่ทำก้อนหยกในมือหลุดร่วงลงไปได้
เยี่ยเฟยถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่เขาไม่ล้ม ไม่เช่นนั้นสาวน้อยที่อยู่ชั้นล่างคงได้คิดว่าตัวเธอทำนายสำเร็จ
เขาก้าวเท้าขึ้นไปยังชั้นบนอีกครั้ง คราวนี้ระมัดระวังมากขึ้น
แต่อย่างที่คนเขากล่าวกันไว้มาแต่โบราณ
นั่นคือต่อให้ไม่เชื่อ ก็จงอย่าเอ่ยปากลบหลู่
คราวนี้เยี่ยเฟยเดินต่อไปได้เพียงสองก้าว โคมระย้าที่แขวนอยู่เหนือเพดานก็พลันร่วงหล่นลงมาโดยอุบัติเหตุ ทำให้เ้าของร่างใหญ่เช่นชายหนุ่มจำต้องโยกตัวหลบอย่างรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทับ ทว่าทั้งหมดก็แลกมาด้วยก้อนหยกในมือของเขา มันไม่ได้โชคดีพอจะหลบหลีกหายนะพ้น ซ้ำยังร่วงลงมาก่อนถูกโคมระย้าบดขยี้จนแหลกคาพื้นบันได
มันแตกเป็เสี่ยง ๆ เช่นเดียวกับหัวใจดวงน้อยของเขา...
เมื่อมองสำรวจไปรอบ ๆ ก้อนหยกแตกจนเรียกได้ว่าแทบกลายเป็ผุยผง และไม่มีชิ้นส่วนชิ้นใดเลยที่มีขนาดเกินเล็บมือ...
เยี่ยเฟยอ้าปากค้าง มองดูก้อนหยกที่แตกเละบนพื้นด้วยความไม่อยากเชื่อ
สำหรับเขา การต้องสูญเสียหยกก้อนนั้นไปไม่ได้ทำให้เยี่ยเฟยรู้สึกแย่เสียเท่าไหร่ แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่ทำให้เขากลัวมากยิ่งไปกว่านั้น คือการที่จี้เ้าแม่กวนอิมที่เขาสวมเอาไว้บนลำคอก็แตกเป็เสี่ยง ๆ ไม่ต่างกัน ซ้ำจี้นี้ยังจัดเป็จี้ที่มีมูลค่าสูงมาก
มันทำมาจากหยกเขียวจักรพรรดิที่ดีที่สุดเท่าที่นายน้อยค้นพบ โดยหลังจากได้มันมา เขาก็ได้มอบหมายให้ช่างแกะสลักที่มีฝีมือทางด้านการแกะสลักมากที่สุดทำการสรรสร้าง จนหยกจักรพรรดิล้ำค่าก้อนนี้ออกมาเป็รูปเ้าแม่กวนอิม
มีคนมากมายพยายามเสนอเงินนับสิบล้านแก่นายน้อยเพื่อซื้อมัน แต่ชายหนุ่มไม่นึกขาย แถมได้นำมันมามอบให้แก่เยี่ยเฟยแทน
การที่จี้หยกนี้แตกไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสูญเสียแค่ทรัพย์สมบัติเงินทองเท่านั้น แต่ยังไม่ความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับการล้มละลายเลย!
เยี่ยเฟยอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา เขาตะลึงลาน จ้องมองพื้นที่เกิดเหตุอยู่อย่างนั้น
ส่วนทางโม่เชียน เธอเพิ่งออกไปตามหาเสี่ยวเฮยที่สนามหญ้า จึงไม่ได้เห็นฉากอันน่าตื่นเต้นนี้ แต่หากเธอมีโอกาสได้ทราบข่าวเข้าล่ะก็ คงไม่พลาดที่จะถากถางเยาะเย้ยเยี่ยเฟยอย่างแน่นอน
หญิงสาวอุ้มแมวขึ้นมา กลับเข้าไปในคฤหาสน์ ทันทีที่เห็นสีหน้าท่าทางชวนสังเวชของเยี่ยเฟย หญิงสาวจึงรีบเร่งมาดูทันที
นี่ยังไม่นับว่าสายเกินไปที่จะชมการแสดง
เธอเหลือบมองหยกที่แตกละเอียดออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากนั้นค่อยถอนหายใจออกมาอย่างไร้ความเห็นอกเห็นใจ “เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าคุณจะต้องได้สูญเสียเงินทองของมีค่าของตัวเองแน่ ๆ ”
โม่เชียนถือทองคำชิ้นใหญ่ไว้ในมือซ้าย โอบแมวดำตัวอวบอ้วนเอาไว้ในมือขวา แล้วทำท่าทำทางประสานมือ
“แต่นี่ถือว่าเคราะห์ยังดี คุณยังพอใช้เงินเพื่อขจัดโชคร้ายแล้วเอาตัวรอดต่อไปได้”
เมื่อพูดจบเธอก็ส่ายหัวอย่างมีความสุข ก่อนวิ่งไปยังชั้นล่างอีกครั้ง
เยี่ยเฟยพูดไม่ออก “...”
ผู้หญิงคนนี้คือร่างจุติของเทพเ้าแห่งโรคระบาดหรือไง!
ปากของเธอไม่เคยพูดอะไรดี ๆ ออกมาเลย ซ้ำใครเล่าจะไปคาดคิด ว่าคำพูดเ่าั้มันจะกลายเป็จริง!
...
ท้องฟ้าแจ่มใสได้เพียงวันเดียว พอมืดค่ำพายุฝนฟ้าคะนองหนักอีกระลอกหนึ่งก็เข้ามาครอบคลุมพื้นที่ เสียงฟ้าร้องก้องไปทั่วไม่มีหยุด กับฟ้าผ่าเองก็ต่อเนื่องไม่เว้น่พัก
ไม่นานก็มีคนจากหมู่บ้านมายังคฤหาสน์ของตระกูลเฉียว พร้อมแจ้งให้ทราบว่าวันนี้อาจมีโคลนถล่ม เพื่อเป็การป้องกัน ทางที่ดีควรย้ายไปอยู่ที่สูงโดยเร็วที่สุด
ตระกูลเฉียวรู้สึกกังวล แล้วถามเฉียวเหอว่าเขา้าย้ายหรือไม่
โม่เชียนกำลังยุ่งอยู่กับการกิน เมื่อได้ยินว่ากำลังจะต้องย้ายที่อยู่ เธอก็พึมพำบางอย่างในปากของตนเองว่า “ไม่เป็ไร ฉันมีคนบนฟ้าคอยปกป้องอยู่แล้ว ต่อให้โคลนถล่มฉันก็ไร้ปัญหาให้กังวล”