บทที่ 2 กระดูกหักแบบเปิด
เป็ไปตามคาด แพทย์และพยาบาลจำนวนมากล้วนมารวมตัวกันที่ประตูทางเข้าหลักด้านนอกโรงพยาบาล และผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดก็คือ เหลียวเสวี่ยจวิน ผู้อำนวยการแผนกฉุกเฉิน และไม่ใช่แค่แผนกฉุกเฉินทั้งหมดเท่านั้น แต่ยังมีแพทย์ประจำบ้านแผนกอื่นทยอยมากันที่ประตูทางเข้าอย่างเร่งรีบมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทันทีที่เห็นสิ่งนี้ หานชิงอวี่ก็ขมวดคิ้วมุ่น
เขาไม่ใช่มือใหม่ แน่นอนว่าเข้าใจเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถชนต่อเนื่องครั้งใหญ่ และในสถานการณ์ระดมพลบุคลากรทั้งหมดเช่นนี้ก็เป็ครั้งแรกที่หานชิงอวี่ได้เห็นในรอบสองปีนับั้แ่เข้ามาที่โรงพยาบาลศูนย์เพื่อรับการฝึกอบรม ST
“สถานการณ์ร้ายแรงไหม?”
ขณะที่ทั้งสองคนเบียดตัวเข้าไปในฝูงชน หลี่หยางที่ชะโงกหัวมองรอบ ๆ ก็ถามขึ้น
“แหงอยู่แล้วสิ ไม่อย่างนั้นจะสามารถระดมมันสมองของแต่ละแผนกได้แบบนี้เหรอ พูดตามตรง แม้แต่คณบดีฝ่ายบริหารที่ลาพักร้อนประจำปีก็ยังถูกเรียกตัวกลับมาระหว่างไปสนามบินได้ครึ่งทางเลย”
“มีการเปิดไฟเขียวให้ผ่านตลอดแล้วด้วย แถมยังได้ยินมาว่ารัฐบาลมีคำสั่งเด็ดขาดลงมา โรงพยาบาลของเราก็ได้ส่งหนังสือยืนยันที่จะปฏิบัติการให้สำเร็จตามที่ได้รับคำสั่งมา เพื่อรับรองการเสียชีวิตเป็ศูนย์ไปแล้วเหมือนกัน ทุกคนก้มหน้าและเงียบหน่อย ไม่เห็นว่าคณบดีกำลังมองมาทางนี้เหรอ ?”
เสียงพูดคุยจึงเบาลงทันที
ทุกคนกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว และทันใดนั้น คณบดีก็พูดขึ้น จากนั้นเป็ผู้อำนวยการแผนกพูดต่อ พูดอย่างรวบรัดมอบหมายงานอย่างชัดเจน
ในอุบัติเหตุร้ายแรงอย่างนี้ มีชีวิตคนเป็เดิมพัน อย่าหาว่าโรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่แสดงธรรม ถึงแม้ว่าจะมีใครอยากพูดสาธยาย แต่ท่านพญายมพ่อเฒ่าเขาอาจไม่ไว้หน้า
ในไม่ช้า หานชิงอวี่ก็ได้รับภารกิจของเขาเช่นกัน
เขาได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็กำลังเสริมในแผนกฉุกเฉิน เพื่อความมั่นคงในแนวหลัง ส่วนแพทย์คนอื่น ๆ ที่อยู่ในระดับหัวหน้าขึ้นไปจะต้องรีบไปอยู่แนวหน้า ทำให้อย่างสุดความสามารถ
พูดตามตรง หานชิงอวี่เองก็คิดอยากไปเป็แนวหน้าช่วยเหลือคนเจ็บเหมือนกัน
สุดท้ายแล้วการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ขนาดใหญ่อย่างนี้ ที่เกิดเหตุจะต้องน่าสลดอย่างแน่นอน ซึ่งสามารถประเมินได้จากยอดผู้เสียชีวิต และแพทย์แนวหน้าก็รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยวิกฤตเป็อย่างแรก ซึ่งเป็การจัดการที่ถูกต้องเป็ขั้นตอน
แต่ก็น่าเสียดาย
หานชิงอวี่เป็แค่เพียงแพทย์ ST เป็ผู้น้อยจึงพูดอะไรไม่ได้ ได้แต่ทำหน้าที่ตามปกติของแผนกฉุกเฉินอยู่ด้านหลัง ถึงเป็การจัดการที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
นี่เป็อีกเื่ที่ไม่สามารถทำอะไรได้
สำหรับคนที่เจ็บหนักอาการสาหัสจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากแผนกต่าง ๆ ลงมือเอง ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้แน่นอน ส่วนคนที่มีอาการาเ็เล็กน้อย แพทย์ ST และแพทย์ฝึกหัดอย่างพวกเขาจะเข้าไปทำการช่วยเหลือ
สุดท้ายแล้ว ด้วยเื่เล็กอย่างดึงตะขอเย็บหนัง ไม่ต้องไปรบกวนผู้อำนวยการและหัวหน้าแผนกต่าง ๆ หรอก
“พี่อวี่ เราทีมเดียวกันเหรอ?”
หลี่หยางโน้มตัวเข้ามาใกล้พร้อมกับกระซิบถามเสียงเบา
เมื่อได้ยินดังนั้น หานชิงอวี่ก็พยักหน้าไม่ปฏิเสธ
จากการเตรียมการของโรงพยาบาล ไม่ได้ห้ามหมอที่สนิทกันตั้งทีมกันเอง รอจนกระทั่งคณบดีพูดจบ กลุ่มแพทย์ ST และแพทย์ฝึกหัดก็มุ่งหน้าไปยังแผนกฉุกเฉินภายใต้การนำของหัวหน้าแพทย์แผนกฉุกเฉิน
หลังจากสวมถุงมือปลอดเชื้อและเปลี่ยนเป็ชุดปลอดเชื้อแล้ว หานชิงอวี่และหลี่หยางก็พร้อมรับมือ
ส่วนผู้ป่วยเดิมในแผนกฉุกเฉินนั้นได้ถูกส่งแบ่งไปยังแผนกต่าง ๆ ก่อนหน้านี้แล้ว ใน่เวลาหนึ่งภายในแผนกฉุกเฉินขนาดใหญ่นั้นจึงโล่งว่างเปล่า มีแพทย์ ST และแพทย์ฝึกหัดจำนวนไม่น้อยพูดคุยกระซิบกระซาบกันอยู่
แน่นอนว่านี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นการรับศึกครั้งใหญ่ขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับความผ่อนคลายของคนอื่น การมาแผนกฉุกเฉินได้ สามวัน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยััเคสฉุกเฉินใหญ่เหมือนแบบนี้มาก่อน ลมหายใจของหานชิงอวี่ยังคงสงบ และค่อนข้างรู้สึกจริงจังอยู่บ้าง
แต่ประสบการณ์ทำงานไม่กี่วันบอกเขาว่า เหตุฉุกเฉินที่มาอย่างกะทันหันแบบนี้ เป็บททดสอบฝีมือในการรักษาและสภาพจิตใจของแต่ละคนอย่างดีเลยทีเดียว
เวลาล่วงเลยไปประมาณ 4 - 5 นาที
เสียงไซเรนดังขึ้นพร้อมกับการมาถึงของรถพยาบาลหนึ่งคัน หานชิงอวี่พ่นลมหายใจทีหนึ่ง ก่อนจะเดินตรงไป
บางทีอาจจะเป็เหล่าผู้เชี่ยวชาญที่รับผิดชอบแนวหน้ากระจายกันไปรับมือเอง หรืออาจเป็หัวหน้าแพทย์เฉินที่รับผิดชอบจัดสรรงานในแผนกฉุกเฉินกลัวว่าเหล่าแพทย์ ST ที่เหมือนน้ำครึ่งแก้วกลุ่มนี้จะเกิดเื่ คนเจ็บที่มอบหมายให้หานชิงอวี่ หลี่หยาง และคนอื่น ๆ ส่วนใหญ่จึงเป็แค่คนที่ได้รับาเ็เล็กน้อยเท่านั้น
ฆ่าเชื้อ ล้างแผล และพันแผล
มือหานชิงอวี่ขยับไหวไปตามใจนึก ทว่าไม่ผ่อนคลายจนเกินไป
เดิมที ระดับความสามารถทางวิชาชีพทั้งหมดของเขาล้วนไปถึงระดับ 2 แล้ว ไม่ต้องพูดถึงการรักษาอาการาเ็เล็กน้อยทั่วไป แม้แต่การเย็บธรรมดาก็สามารถทำได้อย่างชำนาญแล้ว
กระทั่งแพทย์ประจำบ้านาุโบางคนก็ไม่สามารถตามความเร็วการจัดการของหานชิงอวี่ได้เสียด้วยซ้ำ
“พี่อวี่ ไม่เลวนี่ พี่เรียนเทคนิคนี้มาจากไหน ดูคล่องแคล่วจัง คงจะถึงระดับ 2 แล้วล่ะสิ”
จากด้านข้าง หลี่หยางที่ยุ่งจนเหงื่อออกชุ่มเงยหน้าขึ้นเห็นหานชิงอวี่พันแผลให้คนเจ็บรายแล้วรายเล่า อดไม่ได้ที่จะพูดจิกกัดสักหน่อย
“ฝึกบ่อย ๆ เดี๋ยวก็เก่งเอง”
หานชิงอวี่ยกยิ้มตอบอย่างไม่ได้คิดอะไร
ความสามารถทางวิชาชีพระดับ 2 นั้นในความเป็มืออาชีพก็พอเทียบได้กับแพทย์ประจำบ้านาุโบางคนแล้ว เขาสามารถจัดการได้โดยลงแรงน้อยแต่ได้ผลลัพธ์มาก และถึงแม้จะเป็แพทย์ประจำบ้านาุโ แต่บางคนก็ถึงระดับ 2 แค่บางทักษะเท่านั้น
ทว่า…
“หัวหน้าเฉินครับ สามารถส่งคนที่ป่วยหนักกว่านี้มาให้ผมหน่อยได้หรือเปล่า?”
“ความสามารถทางวิชาชีพของผมอยู่ในระดับ 2 แล้ว รวมทั้งล้างแผล เย็บแผล ฯลฯ ทั้งหมดก็ถึงระดับ 2 แล้วเหมือนกัน อาการาเ็ภายนอกที่ยากขึ้นอีกนิด ผมสามารถจัดการได้ครับ”
เมื่อหานชิงอวี่เจอแพทย์ประจำบ้านที่กำลังเย็บแผลให้กับคนเจ็บ จึงเปิดปากถาม
ทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น คนด้านหลังต่างมองไปที่หานชิงอวี่ด้วยความประหลาดใจ
สำหรับคนใหม่ที่เพิ่งจะย้ายแผนกมาแผนกฉุกเฉิน ในฐานะหัวหน้าแพทย์แผนกฉุกเฉิน เฉินกั๋วกวงย่อมรู้จักแน่นอน แต่เมื่อได้ยินหานชิงอวี่พูดว่าความสามารถทางวิชาชีพของเขาถึงระดับ 2 แล้ว ทำให้เฉินกั๋วกวงค่อนข้างประทับใจ
เขาไม่รู้สึกประหลาดใจหรือตะขิดตะขวงดังเช่นคนอื่น ๆ ด้วยซ้ำ
ในเวลานี้ แผนกฉุกเฉินยุ่งมากจนกลายเป็โจ๊กหม้อหนึ่ง*[1] ถ้าหานชิงอวี่คนใหม่คนนี้มีความสามารถจัดการด้วยตัวคนเดียวได้จริง ๆ ถ้าอย่างนั้นเฉินกั๋วกวงไม่รู้จะวางมาดเป็หมอที่เหนือกว่าได้ยังไง
“ได้สิ ได้”
“แต่นายต้องทำตามความสามารถของตัวเองแค่ที่มี และอย่าทำอะไรผิดพลาดเด็ดขาด เกิดปัญหาอะไร รีบมาบอกฉันทันที”
หลังจากเตือนแล้ว หานชิงอวี่ถึงกับยิ้ม
“ไม่เลวนี่พี่อวี่ นี่พี่จะได้ทำการผ่าตัดแล้วเหรอ?”
“ถึงแม้จะเป็การผ่าตัดเล็กที่ไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัด แต่ก็ถือได้ว่าเป็ประสบการณ์ครั้งแรก ถึงตอนนั้น อย่าลืมเพื่อนนะครับ”
หลี่หยางพูดยิ้ม ๆ แน่นอนว่าเขาคิดไม่ถึงที่หัวหน้าเฉินผู้ไม่น่าคบหาจะตอบรับกับคำขอของหานชิงอวี่
แต่การได้รับโอกาสให้การผ่าตัดในเวลานี้ ต่อให้เป็แค่การผ่าตัดระดับ 1 ที่ต่ำสุดก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขามีความสุข
แพทย์จำนวนไม่น้อยที่เข้าฝึก ST พร้อมกับพวกเขาต่างอิจฉาจนดวงตาแดงก่ำ
บางคนก็กล้าหาญทำตามหานชิงอวี่ไปของานจากเฉินกั๋วกวง แต่น่าเสียดายที่หัวหน้าเฉินกลับโมโห ถลึงตาใส่ และโดนด่าซะเละ จนต้องยอมจำนน
แต่เพียงไม่นาน หลี่หยางก็ยิ้มไม่ออก
หนึ่งคือเดิมทีในแผนกฉุกเฉินก็มีผู้ป่วยจำนวนมากอยู่แล้ว และเมื่อปรึกษาวินิจฉัยร่วมกัน ผู้ป่วยฉุกเฉินจากอุบัติเหตุรถยนต์มากยิ่งกว่า แม้ว่าเขาจะแยกตัวเองเป็แปดคนก็ยังไม่สามารถรับมือได้
สำหรับแพทย์ ST คนอื่น ๆ ยิ่งทนไม่ไหว ต่างร้องโอดโอยกันไม่หยุดนานแล้ว
กลับกัน สองมือของหานชิงอวี่นั้นยังมั่นคงเหมือนหมาแก่*[2] แถมยังไม่รู้สึกเหนื่อยล้าจากการรักษา ล้างแผล และเย็บแผลต่าง ๆ เป็เวลานานเลย
ในเวลาเดียวกัน
“คุณหมอหานคะ มีเื่ฉุกเฉินค่ะ ผู้ป่วยทางนี้นิ้วขาด คุณช่วยมาจัดการหน่อยได้ไหมคะ?” พยาบาลสาวรีบเปิดม่านส่วนตัว โผล่หัวออกมาถาม
[1] โจ๊กหม้อหนึ่ง หมายถึงความวุ่นวาย ที่มีสภาพเละเหมือนโจ๊ก
[2] มั่นคงเหมือนหมาแก่ เป็คำศัพท์ทางอินเทอร์เน็ตที่อธิบายถึงบุคคลที่มีเสถียรภาพ มีประสบการณ์ และให้ความรู้สึกปลอดภัย