ตอนที่ 6 สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น
ใบหน้าสีขาวแนบกับกำลังแพงสีดำที่มีฝุ่นเขรอะตามกำแพงมิรารีใช้มือเคาะไปตามผนังอย่างกับหาอะไรแต่ก็จริงเธอกำลังหาทางเข้าไปยังภายในหลงกำแพงแต่เธอกำลังหาจุดที่บ่งบอกว่าจุดนี้คือทางเข้าลับแต่เธอยังหาไม่เจอว่าจุดไหนเป็กลไกเข้าไปยังภายในหลังกำแพงนี้ มิรารีกางแผนที่ที่เธอเจอก็จ้องมองกำแพงตรงหน้าเธอลองเคาะอีกจุดก็ได้ยินเสียงที่ต่างออกจากกำแพงจุดอื่นที่เธอเคาะเสียงสะท้อนดังออกมาตึง ๆ ต่างจากเสียงที่มันดังเหมือนทึบไม่มีช่องว่างแต่ด้านหลังนี้มีช่องว่าง เธอหาจุดกลไกจนมือของเธอัับางอย่างก็มีแสงสว่างขึ้นประตูเริ่มทำงานโดยที่ไม่ใช่พลังงานแต่อย่างใดประตูเปิดกว้างเผยให้เห็นบันไดลงข้างล่าง
“มีทางลับจริง ๆ ด้วย...”
มิรารีจ้องมองภาพตรงหน้าที่กำลังเห็นความมืดมิดตรงหน้ามันช่างทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวกับความมืดนี้จริงๆ นั้นทำให้เธอคิดว่าจะต้องหาอะไรมาเป็แสงสว่าง
“เอ่อ...อุปสรรคอันใหม่โผล่มาจนได้...ต้องหาไฟฉากจริงๆ แล้วสิ...ถ้าเป็เทียนอยู่ได้ไม่นานแน่ ๆ”
มิรารีจ้องมองด้วยสีหน้าเจื่อน ๆถ้าต้องลงไปตอนนี้
“อย่าพึ่งลงไปดีว่า...”
ร่างกายสีขาวกำลังหมุนตัวภาพตรงหน้าก็มืดลงเหมือนมีบางอย่างมาบังแสงไปหมดมิรารีสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้น
เปรี้ยง!!
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!”
มิรารีกรีดร้องออกมาเสียงดังเมื่อได้ยินเสียงฟ้าผ่าลงมาห่างไม่ไกลจากจุดที่เธออยู่มากนักมิรารีลองเดินออกมาจากตรงนั้นแล้วเดินตรงไปที่ทางเข้าตึกก็เห็นสายฝนกำลังตกลงมาอย่างช้าๆ มิรารีเห็นแบบนั้นก็คิดบางอย่างได้ทันที
“เดียวนะ!!ชั้นสี่มีแต่รูนี่น่า!!”
มิรารีรีบวิ่งตรงไปยังชั้นสี่ที่อยู่สายฝนเริ่มเข้ามายังชั้นสี่เธอเห็นแบบนั้นก็ใช้พลังของตนเองถึงจะไม่แน่ใจว่าน้ำแข็งจะละลายเมื่อไหร่แต่ก็พยายามที่จะแช่แข็งเพดานที่เป็รูมันอุดทุกจุดบนชั้นสี่หมดมิรารีเห็นแบบนั้นก็รู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องให้สถานที่พักของเธอต้องมีน้ำหนองจนเปียกแฉะ
“เท่านี้ก็น่าจะพอ...”
มิรารีเดินมานั่งริมหน้าต่างชั้นสี่ที่มีเก้าอี้ติดกำแพงให้นั่งสายฝนกำลังตกลงมารอบหลายอาทิตย์ที่เธออยู่ที่นี่ไม่เคยมีฝนตกลงมา สายฟ้าตกลงมาไม่ห่างจากที่ที่เธออยู่เหมือนมันมีสายล่อฟ้าอยู่แถวนั้นทำให้เธอสงสัยว่าถ้ามีสายล่อฟ้าแบบนั้นอาจจะมีเครื่องนำสายฟ้าก็ได้นั้นทำให้เธอสงสัยอยู่ในใจยิ่งสายฟ้ารุนแรงขึ้นมิรารีรีหาที่หลบเธอรีบกลับเข้าไปในใต้ผ้าห่มหนา ๆของเธอพร้อมกับเอาหมอนปิดหูทั้งสองข้างของเธอด้วยความหวาดกลัวเสียงฟ้าร้อง
“ขอให้ฟ้าฝนหยุดเร็ว ๆทีเถอะ...”
ตกเย็นของหลังฟ้าฝนกระหน่ำตกอย่างไม่มีอะไรเรียกหาได้จางหายไปชั่วข้ามวันสภาพอากาศเริ่มมีความชื้นเกิดขึ้นเพราะความร้อนกับความเย็นปะทะกันจนทำให้มิรารีต้องโผล่หน้าออกมาสู่ภายนอกความร้อนทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจจนต้องออกมาดันผ้าห่มออกให้หมดแล้วนอนลงบนเตียงต่อความร้อนทำให้เหงื่อไหลออกมาเป็หยดน้ำแข็งเธอหลับตาลงหลับไปในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปความร้อนปะทะกับไอเย็นที่ออกมาตัวของมิรารีจนรอบข้างกายเป็ไอเย็นกระจายออกมาดวงตาที่หลับลงเข้าสู่ห้วงนิทราไม่นานก็มีความรู้สึกบางอย่างทำให้มิรารีค่อย ๆลืมตาขึ้นมาจ้องมองภาพตรงหน้าที่รอบกายของเธอเป็ภาพท้องฟ้าแสงสว่างที่สะท้อนน้ำบนพื้นที่เธอนั่งอยู่แต่จุดที่เธออยู่นั้นมีพื้นเป็เส้นทางเดียวยาวไปไหนสักแห่งที่เธอไม่รู้ว่าปลายทางคืออะไร
“ที่นี่มัน...ที่ไหนกัน?”มิรารีเอ่ยถามออกลอย ๆ เธอค่อย ๆพยายามลุกขึ้นยืนมองสิ่งตรงหน้า ท้องฟ้าโดยรอบทำให้เธอเผลอคิดอะไรแปลก ๆ ออกมา “หรือว่าฉัน...ตายแล้ว!?”
“หลานยังไม่ตายหรอกนะ มิรารี~”
เสียงหนึ่งดังขึ้นมิรารีได้ยินเสียงนั้นก็รู้สึกโหวงเหวงภายในใจก่อนที่เธอจะหันไปหาต้นเสียงก็ได้เห็นหญิงชราที่เธอรู้จักดวงตาของเธอร้อนผ่าวเหมือนมีอะไรแผดเผาก่อนที่มันจะมีหยดน้ำไหลรินออกมา
“คุณยาย!!” มิรารีเอ่ยเรียกอีกฝ่ายพร้อมกับโอบกอดร่างกายอันผอมบางของหญิงชราตรงหน้า
หญิงชราโอบกอดเด็กน้อยอย่างคิดถึงจนน้ำตาของเธอไหลรินอาบข้างแก้มของตนเอง“หลานรัก...ยายดีใจจริง ๆที่หลานยังมีชีวิตอยู่”
“ค่ะหนูยังอยู่...หนูคิดถึงคุณยายที่สุดเลยค่ะ!!”
“ยายก็คิดถึงหลานเหมือนกันเ้าแก้มกลมของยาย~”
มิรารีดีใจที่ได้เจอคุณยายของตนเองแต่เธอก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้ว่าทำไมคุณยายมาอยู่ที่นี่แล้วตอนนี้เธออยู่ไหน
“คุณยายที่นี่ที่ไหนกัน?แล้วทำไมคุณยายเดินมาคนเดียวค่ะ? แม่ล่ะ...แม่จะอยู่กับคุณยายตลอดนี่ค่ะ!!”
“ใจเย็น ๆ หลานรัก ค่อย ๆ พูดยายฟังไม่ทัน”
“ขอโทษค่ะ...”
มิรารีก้มหน้าขอโทษ เธอก็พึ่งสังเกตว่าผู้เป็ยายของตนมีรูปร่างที่ผอมกว่าแต่ก่อนมากๆ จนเธอรู้สึกประหลาดใจว่าคุณยายของเธอทำไมผอมแบบนี้
“คุณยายทำไมผอมแบบนี้ค่ะ!?”
“คนเราต้องมีการเปลี่ยนแปลงมั้งสิจ๊ะ”
“เปลี่ยนเหรอคะ? แต่ว่านี่เปลี่ยนไปมากเลยนะคะ!!”
คนเป็ยายดูสีหน้าวิตกกังวลของหลานสาวก็ทำให้เธอรู้สึกขบขันอยู่ในใจก่อนจะยกมือขึ้นมาลูบใบหน้าสีขาวของหลานสาว
“ไม่ใช่แค่ยายที่เปลี่ยนไปหลานก็เช่นกัน...”
มิรารีได้ยินแบบนั้นมืออันแสนอบอุ่นของคุณยายทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและสบายใจเธอจ้องมองคุณนยายพร้อมกับยิ้มอ่อน ๆ ให้
“ค่ะ หนูเปลี่ยนไปมากเลยล่ะคะ...”
“ใช่...เปลี่ยนไปจนยายเกือบจำไม่ได้แต่หลานก็ยังเป็หลานรักของยาย” ยายจ้องมองหลานสาวพร้อมกับโอบกอดหลานสาวเบา ๆ “ยายดีใจจริง ๆ ที่หนูยังอยู่มิรารี”
น้ำเสียงสั่นเครือของคุณยายทำมิรารีรู้สึกจุกอกไปในทันใดเธอกอดตอบคุณยายอย่างคิดถึง “ค่ะ...หนูยังมีชีวิตอยู่...ไม่ต้องห่วงนะหนูจะกลับไปหาทุกคนนะคะ คุณยายรอหนูกลับไปหน่อยนะ!!”
มิรารีเงยหน้ามองผู้เป็ยายแต่สีหน้าของเธอกับอ่อนลงทำให้เธองุนงงว่าทำไมสีหน้าสดใสของคุณยายถึงจางลงเหมือนจะแปรเปลี่ยนเป็เศร้าหมองจนเธอรู้สึกไม่ดี
“คุณยาย...”
“หลานไม่ได้อยู่กับเรามานานหลายปีคงไม่รู้...หลานกลับไปจะไม่เจอยายอีกแล้วนะ”
มิรารีฟังสิ่งที่คุณยายพูดออกมาทำให้เธอรู้สึกโหวงเหวงข้างในหน้าอกของเธอ“หมายความว่าไงกัน? คุณยายพูดแบบนั้นหมายความว่าไงกันคะ!?”
ผู้เป็ยายได้แต่ลูบใบหน้าของเธออย่างอ่อนโยนก่อนที่เธอจะลุกขึ้นแล้วเดินไปในเส้นทางข้างหน้ามิรารีหันไปมองตามเส้นทางที่อีกฝ่ายเดินไปก่อนจะเห็นปลายทางมีชายคนหนึ่งรอคุณยายอยู่เมื่อผู้เป็ยายเดินไปถึงร่างกายของเธอเปลี่ยนเป็หญิงสาวทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้มให้กันมิรารีเห็นแบบนั้นดวงตาของเธอรู้สึกร้อนไปหมดเธอพยายามจะลุกขึ้นเพื่อวิ่งไปหาพวกเขา
“ไม่นะ!! คุณยาย...คุณตา!!อย่าทิ้งหนูไป!! หนูยังไม่ได้กลับไปเลย!! ได้โปรด!! ได้โปรดอย่าทิ้งหนูไปนะคะ!!!”
มิรารีกำลังเอื้อมมือของเธอไปตรงหน้าก่อนที่ภาพทุกอย่างจะสลายหายไปเธอสะดุ้งตื่นดวงตาสีฟ้ากำลังมีน้ำไหลอาบแก้มทั้งสองข้างเธอไม่อยากคาดคิดฝันที่เธอเห็นมันไม่เคยเป็เื่โกหกั้แ่ก่อนมาที่นี่เธอก็เห็นมือของตนเองเป็สีขาวแล้วตอนนี้เป็สีขาวแล้วและภาพนั้นภาพของคุณยายสมัยสาว ๆกับคุณตาสมัยหนุ่มยืนคู่กันไปสู่แสงสว่างเธอไม่อยากคิดว่านั้นเป็เื่จริงจนเธอเอาหน้าซุกกับมือของตนเองพร้อมกับเสียงสะอื้นออกมา
“ไม่จริง...ไม่จริง...คุณยายค่ะ...คุณตาค่ะ...มิรารี...ขอโทษ...”
ณ ประเทศไทย บ้านเครือเพชร
บ้านหลังใหญ่ที่โอ่อ่ากว่าหลังไหน ๆในจังหวัดแถมยังอยู่ในย่านชานเมืองที่เมื่อก่อนไม่มีอะไรเลยั้แ่บ้านเรือนจนไปถึงย่านการค้าจนตอนนี้ผ่านมาเกือบๆ สิบปี สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเยอะ ย่านการค้าที่มากขึ้นหมู่บ้านที่มากขึ้นแต่สถานที่หนึ่งมีพื้นที่กว้างยิ่งกว่าบ้านหลังในอย่างบ้านเครือเพชรที่ผู้คนในย่านนั้นจะรู้จักหมดจนหลายคนหวังที่อยากเป็ญาติกับบ้านหลังนี้แต่วันนี้นั้นภายในบ้านเครือเพชรกำลังวุ่นวายจัดเตรียมของบางอย่างสำหรับยามเช้าที่ใกล้มาถึงภายในบ้านกำลังวุ่นอยู่นั้นก็มีเด็กหนุ่มร่างสูงกำลังยืนอยู่หน้าทีวีจอใหญ่ในห้องนั่งเล่นกำลังพูดคุยกับชายหนุ่มที่อยู่ในจอทีวีเขามีใบหน้าคมแบบคนยุโรปอายุประมาณสามสิบใส่ชุด
“ไม่นานผมก็คงใกล้จะจบมัธยมปี 6อีกไม่กี่เดือนแล้วนะผมคงหาเวลาไปลงทะเบียนเรียนมหาลัยที่นิวยอร์กนั้นล่ะวันนั้นมาถึงพี่ต้องให้ผมไปอยู่ด้วยนะ”
“เออ ๆยังไงฉันก็ให้นายอยู่ข้าง ๆ อยู่แล้ว แต่ที่นายจะมานี้คงไม่ใช่เพราะเื่เมื่อ 10ปีก่อนใช่ไหมล่ะ?”
“ไม่เกี่ยวซะหน่อย!! พี่!!” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มดูเปลี่ยนไปเขาขมวดคิ้วก่อนจะจ้องมองคนเป็พี่ในทันที "เื่มันก็ผ่านมาแล้วคนตาย...ไม่มีทางกลับมาหรอกนะ!"
“อย่าพูดแบบนั้น!! เจย์!!” ชายหนุ่มวัยสามสิบตะคอกขึ้นมาเมื่อน้องชายพูดแบบนั้น
“ขอโทษ...” เด็กหนุ่มก้มหน้าลงเหมือนโดนขึ้นเสียงใส่
“พี่รู้ว่านายทำใจไม่ได้...ที่เธออยู่ในสภาพกึ่งเป็กึ่งตาย...แต่จะมาพูดว่าเป็คนตายไม่ได้!!”
“ผมเข้าใจ...แต่ว่า...” เจย์นึกถึงภาพที่เขาได้รับพี่สาวที่โดนแช่แข็งทุกคนต่างคิดว่าเธอตายไปแล้วทั้งนั้น
“เฮ้อ...ถ้าเธอรู้ว่านายคิดแบบนั้น...เธอที่อยู่อีกทีคงร้องไห้แน่ๆ”
“เมื่อกี้ว่าไงนะ!!”
“เปล่า ๆ !!”
คนเป็พี่รู้สึกว่าตัวเองเกือบพูดอะไรออกไปโดยที่เขาไม่เคยบอกครอบครัวถึงสถานการณ์ของน้องสาวให้คนในครอบครัวฟังว่าตอนนี้เธออยู่ไหนรู้กันเพียงแค่ว่าเธอหลับไม่ได้สติอยู่ในแทงก์นานเหมือนคนตายไปแล้วคนเป็พี่รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนสถานการณ์ก่อนจะปิดการสื่อสาร
“งั้นพี่ไปทำงานต่อนะ บาย!”
“เดียวพี่!! พี่คาเมล!!”
เสียงะโของเด็กหนุ่มทำให้คนเป็แม่ใจนต้องเดินมาดูลูกชายของตนเป็อะไรถึงะโเสียงดัง
“เจย์ ลูกเป็อะไรนะะโเสียงดังเชียว?”
“ก็พี่คาเมลนะสิครับ อยู่ๆก็วางสายหลังจากพูดอะไรแปลกๆ นะครับ”
“พูดอะไรนะ? แต่ช่างเถอะ มาช่วยแม่เร็วตอนนี้ย่าของลูกอยากจะทำบุญเต็มทนล่ะ”
“แหม ๆอายุขนาดนี้แล้วแต่แข็งแรงจริง ๆ ถ้าย่ารีบไม่ให้ท่านเดินไปเองเลยเหรอครับ?”
คนเป็แม่ได้ยินแบบนั้นถึงกับหยิกแขนลูกชายทันที“นั้นปากเหรอนั้น!!”
“โอ๊ย ๆ แม่!”
“โตขนาดนี้ปากยังคอเราะร้ายจริง ๆ นะ แม่ไม่เคยสอนเลยนะ!”
“หึ!” เจย์ลูบแขนตัวเองที่แม่หยิก “เนี่ยแม่ หยิกผมจนเจ็บนะเนี่ย”
“เจ็บนะดี จะได้จำ 18 แล้วนะ ยังทำตัวแบบนี้อีก เร็วมาช่วยแม่เร็ว!”
“ครับ ๆ”
เด็กหนุ่มเดินตามคนเป็แม่ไปช่วยงานในครัวทุกคนกำลังเตรียมของเพื่อยกไปหน้าบ้านไม่นานโต๊ะก็เต็มไปด้วยของที่จะนำมาถวายเหล่าพระภิกษุที่จะเดินผ่านมาลูกหลานของบ้านเครือเพชรอยู่กันเต็มด้านหน้าพวกเขาพูดคุยกันเป็ประจำที่จะมีเื่ให้คุยจนกระทั่งผู้าุโของบ้านเดินทางออกมาถึงหน้าบ้านทุกคนหลบทางให้คุณย่าของพวกเขา ไม่นานเหล่าพระภิกษุก็เดินเท้าใกล้มาถึงบ้านพวกเขาคุณย่าค่อย ๆ พยายามลุกจากเก้าอี้เข็น
“นมัสการเ้าค่ะ หลวงพ่อ”
“เจริญพร โยม”
คุณย่ายกมือขึ้นไหว้พระภิกษุตรงหน้าของตนลูกสะใภ้ช่วยพยุงแม่สามีไม่ให้ล้ม คนใช้ก็ช่วยยกอาหารให้แก่นายหญิงพอรับของสำหรับใส่บาตรก็ตักทุกอย่างลงในบาตร คนอื่น ๆก็ช่วยกันถวายของใส่บาตรทั้งหมดใส่บาตรของพระภิกษุจนหมดทุกคนเตรียมตัวนั่งย่อลงเพื่อรับบทสวด ทุกคนต่างสวดบทถวายต่าง ๆให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเมื่อบทสวดจบลงพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งได้เอ่ยพูดบางอย่างขึ้นกับผู้ใหญ่สุดของบ้านเครือเพชร
“โยมชื่อหนึ่งที่โยมเอ่ยขึ้นนั้น ทำไมถึงเอ่ยขึ้นมาหรือ?”
หญิงชราขมวดคิ้วอย่างสงสัยต่อสิ่งที่หลวงพ่อพูดถึงเธอพนมมือพร้อมกับกล่าวถามอย่างสงสัย “หลวงพ่อพูดขึ้นนั้น มันหมายความว่าไงหรือเ้าค่ะ”
“ชื่อหนึ่งที่พวกโยมเอ่ยนั้นอาตามรู้สึกถึงแรงบุญที่ยังไม่หมดไป แรงบุญที่บ่งบอกว่าชื่อนั้นยังมีชีวิตอยู่แต่พวกโยมคงไม่รู้ว่าบุคคลนั้นยังไม่เสียชีวิตแต่เดียวบุคคลนั้นก็กลับมาหาพวกโยมเองนั้นล่ะ”
เมื่อหลวงพ่อกล่าวจบก็เดินนำทางเดินไปข้างหน้าต่อพระภิกษุทรงรูปอื่นก็เดินตามไปกันอย่างเงียบสงัดปล่อยให้คำพูดปริศนานั้นกลายเป็ความสงสัยในความงุนงงของครอบครัวเครือเพชรว่าใครกันที่ท่านหลวงพ่อกล่าวขึ้นแต่ผู้เป็แม่นั้นกับรู้สึกถึงบุคคลที่หลวงพ่อกล่าวจนเธอเอ่ยเรียกออกมาด้วยน้ำเสียงอันสั่นเทา
“มิรารี...”
ณ เกาะปริศนา หน้าตึก
เช้าวันใหม่ได้มาอีกครั้งมันช่างเป็แสงสว่างอันสดใสต่างจากมิรารีที่ดูหมองหม่นกับสิ่งที่เห็นในความฝันมันคือฝันบอกเหตุว่าเธอเสียสองคนที่เธอรักไปแล้ว ตอนนี้เธอนั่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่บนต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างตึกแรกที่เธออยู่สายตาที่เหม่อลอยกำลังจดจ้องทิวทัศน์ของพื้นป่าและท้องทะเลมันไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยนอกจากเสียงที่พัดเข้ามาเธอนึกถึงครอบครัวที่ตอนนี้เธอไม่รู้ว่าผ่านมานานแค่ไหนที่เธอหลับอยู่ในแทงก์ขนาดใหญ่นั้นเธอเงยหน้าขึ้นพร้อมกับเช็ดน้ำตาแล้วลุกขึ้น
“มาเศร้าแบบนี้ไม่ได้แล้วภายใน 1 เดือน ฉันต้องหาทางออกไปจากที่นี่ให้ได้!เพื่อกลับไปหาครอบครัว!!”
มิรารีกล่าวจบก็ะโไปข้างหน้าลงบนหลังคาตอนนี้เธอหันไปมองตึกข้างหน้าของตนเองที่พึ่งได้เห็นตึกที่สูงกว่าตึกที่ตนเองอยู่เธอเดินไปตามทางจนมาถึงจุดสิ้นสุดของตึกมิรารีก้มมองทางเชื่อมที่อยู่ตรงจุดชั้นสองก่อนหน้าเธอเห็นเพียงทางเชื่อมที่ถูกปิดตัวด้วยกองเพดานที่ถล่มลงมาเธอคิดสภาพเลยว่าใครที่กำลังหนีคงไม่มีทางหนีพ้นแน่ๆ เธอมีทางเดียวที่จะไปตึกข้าง ๆ ต่อคือการที่ะโไปที่สะพานแล้วทำลายกระจกตอนแรกเธอคิดว่าตึกนั้นจะมีทางเข้าก็ลองไปเดินดูเมื่อหลายวันก่อนไม่มีทางเข้าไปเลยสักทางมีแค่ทางเชื่อมทางนี้ทางเดียวกับทางที่พังอยู่แถวๆ ชั้นสี่หรือชั้นห้าของตึกนั้น มิรารีคิดว่าจะลองสร้างบันไดน้ำแข็งแต่มันสูงเกิดจนเธอกลัวเลยไม่กล้าจะไปต่อ แต่ตอนนี้เธอกำลังจะทำมันอีกครั้งเพื่อหาทางกลับบ้านจริงๆ มิรารีหายใจเข้าลึก ๆ แล้วปล่อยออกมา
“เอาล่ะ!”
มิรารีะโลงไปบนหลังคาทางเชื่อมเสียงหลังคาเหล็กดังจนเกือบใว่าถ้ามันเป็เหล็กบางเธอคงตกลงไปก่อนที่เธอจะวิ่งตรงไปยังอีกฝั่งเธออยู่ตรงชั้นสามของตึกมิรารีกำลังรวบรวมสมาธิเตรียมตัวที่จะทำบางอย่างเธอถอดถุงมือของตนเองแล้วรวบรวมน้ำแข็งปกคลุมทั้งมือของเธอจนเป็ก้อนน้ำแข็ง
“เอาล่ะ...งั้น...เตรียม...” มิรารีพยายามง้างมือไปข้างหลังสุดแรงก่อนจะเตรียมพุ่งหมัดไปข้างหน้า “ย้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!”
‘เดียวก่อน!’
มิรารีสะดุ้งใกับเสียงบางอย่างที่เอ่ยออกมาเธอหยุดการชกนั้นอย่างรวดเร็วก่อนจะหาต้นเสียงว่ามาจากไหน
“นั้นใครนะ!!”
ไม่มีเสียงใครตอบกลับมาหัวใจของมิรารีรู้สึกโหวงเหวง เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังพูดนั้นคืออะไรหรือว่าเป็ิญญาแต่โลกนี้ไม่นานมีของแบบนั้นเธอกลืนน้ำลายตัวเองช้า ๆ ก่อนที่จะมีเสียงนั้นเอ่ยมาอีก
‘อย่าชก...เดียวเจ็บ...ไปข้างหลัง...มีทางลับ...อยู่...’
“ทางลับเหรอ?”
มิรารีได้ยินเสียงปริศนาพูดขึ้นเธอรู้สึกที่นี่มีแต่ทางลับทุกเส้นทางจริง ๆแต่เธอสงสัยว่าคนที่พูดนั้นอยู่ไหนเธอมองซ้ายมองขวาอย่างสงสัย
“นี่!! อยู่ไหนนะอย่าเอาแต่หลบสิ มาพูดตรงหน้าฉัน!!”
ไม่มีเสียงตอบกลับแต่อย่างใดยิ่งสภาพแวดล้อมมันเงียบกริบมีเพียงเสียงลมพัดผ่านยิ่งน่ากลัวถ้าเป็ตอนดึกเธอคงกลัวมากๆ ไปแล้ว มิรารีรู้สึกสองจิตสองใจว่าควรทำตามที่เสียงนั้นพูดไหมแต่ในเกาะไม่มีใครนอกจากเธอแล้วมันจะมีเสียงมาจากไหนเธอมองกระจกตรงหน้าก่อนจะคิดว่าควรลงจากตรงนั้นเธอพยายามสร้างสไลเดอร์ลงจากสะพานข้ามนั้นก่อนจะมองไปทิศที่ต้นเสียงกล่าวก่อนจะตัดสินใจที่จะเดินไป
“เอาก็เอา...”
จบตอนที่ 6 โปรดติดตามต่อตอนที่ 7 ต่อไป