เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง สองแฝดยังคงนั่งจ้องหน้าซูเจินไม่หยุด พวกเขารอคอยอะไรบางอย่าง ซูเจินพยายามจะเลี่ยงสายตาเพราะการที่มีคนมาจ้องหน้าเธอตลอดแบบนี้เธอก็ทำตัวไม่ถูกอยู่เหมือนกัน
"เอาจริงๆ…มองที่อื่นบ้างก็ได้นะ"
"ก็ที่นี่.ใบหน้าเ้าน่ามองที่สุดแล้วไง"
"สนมลี….ที่นี่มีกระโถนไหมฉันจะอ้วก!!"
"ไม่มีหรอก…เเต่..เดี๋ยวข้าไปหาให้นะ เ้ารอเดี๋ยว"
"งึ้ย!! ไม่ต้องไปเอา…ฉันประชดพวกเขาเฉยๆ"
"เช่นนั้นหรือ…อ่า..ข้าเข้าใจแล้ว" สนมลีที่ทำท่าลุกลี้ลุกลนเมื่อคนู่ กลับเข้าสู่โหมดเรียบร้อยอีกครั้ง เมื่อโหมดเรียบร้อยเริ่มสตาร์ท การเบ็บปักถักร้อยก็เกิดขึ้น งานอดิเรกของสนุกดีนั้นการเย็บหมอนหรือเย็บทุกอย่าง…ไม่ว่าจะเป็เสื้อผ้า ผ้าพันคอ ปลอกหมอน ผ้าห่มและอีกหลายต่อหลายอย่าง ถ้าเทียบความถนัดแล้วนางถือว่าเชี่ยวชาญเื่นี้เป็อย่างมาก สองแฝดรู้สึกสนใจในการปักผ้าของนาง พวกเขาพยักหน้าใส่กันแล้วเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
"นี่เ้ากำลังทำอะไรอยู่หรอสนมลี?"
"อ๋อ…ข้ากำลังปักผ้าห่มและหมอนนุ่นเ้าค่ะ"
"หมอนนุ่น..เ้าหมายถึงสิ่งที่ซูเจินของข้ากำลังนั่งอยู่ใช่หรือไม่"
"ใช่แล้วเ้าค่ะ สตรีทุกนางต้องใช้หมอนนุ่นอยู่เป็ประจำ ซูเจินอาจจะมาจากต่างเมืองจึงไม่เชี่ยวชาญในเื่นี้ ข้าจึงอาสาปักเพิ่มให้นางด้วยเ้าค่ะ"
"ดีล่ะ…เช่นนั้นเ้าช่วยสอนข้าปักหมอนนุ่นจะได้หรือไม่?"
"ช้าก่อนน้องสาม ตัวเ้าไม่จำเป็ต้องใช้หมอนนุ่น เหตุใดเ้าถึง้าเรียนการเล่า ข้าไม่เข้าใจ?"
"แล้วใครเป็คนบอกท่านพี่ ว่าข้าจะเป็คนใช้เองกันล่ะ ข้าตั้งใจจะปักเก็บไว้ให้ซูเจินต่างหากล่ะ สนมลี..เ้าช่วยสอนข้าจะได้ไหม?"
"ได้สิเ้าคะ…ซูเจินต่อจากนี้เ้าจะมีคนปักหมอนนุ่นให้แล้วนะ ฮึฮึ"
"มาสิ..เริ่มจากตรงไหนก่อน?" อี้เถียนนั่งลงข้างๆสนมลีพร้อมกับดูวิธีเบื้องต้นในการปักผ้าในแบบต่างๆ เขาหยิบด้ายขึ้นมาร้อยใส่เข็มทำทุกขั้นตอนละเอียดมาก อี้เฉียนผู้เป็พี่ไม่รอช้า เขารีบนั่งลงข้างๆแล้วดึงผ้ามาตัดตามขนาดที่สนมลีวัดเอาไว้ ทำเอาสนมลีและอี้เถียนบอกหน้ากันอย่างงงๆ
"อะไรกัน..ในเมื่อน้องสามเรียนได้ ข้าก็ต้องเรียนได้เช่นกัน หรือเ้าคิดว่าเ้าสอนข้าไม่ได้เช่นนั้นรึ?"
"หามิได้เ้าค่ะ..ในเมื่อองค์ชายทั้งสองสนใจในการปักผ้า ข้าก็ยินดีจะสอนให้เ้าค่ะ เริ่มจากตรงนี้นะเ้าคะ…องค์ชายอี้เฉียนทรงตัดผ้าเล็กเกินไปแล้วเ้าค่ะ องค์ชายอี้เถียนทรงปักผ้าไม่ถูกนะเ้าคะ ระยะห่างมันกว้างเกินไปเ้าค่ะ" ในขณะที่บุรุษทั้งสองกำลังตั้งใจที่จะปักผ้าให้เป็เพื่อที่จะได้เย็บหมอนนุ่นให่แกซูเจิน เเต่ทว่าซูเจินนั้นกลับไม่ได้รู้สึกดีใจด้วยซ้ำ ในทางกลับกันเธอรู้สึกสงสารสนมลีมากกว่าที่ต้องมาปวดหัวเพราะสองคนนี้ ความวุ่นวายอันแสนปวดหัวนี้จะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่า พวกเขาสองคนจะปักผ้าได้สำเร็จและสวยงาม
"ซูเจิน เ้าลองดูนี่สิ..ฝีมือข้าเอง เป็ไงบ้าง?" อี้เถียนยกผ้าผืนเล็กที่มีลวดลาย การเย็บที่ระเกะระกะไม่เหมือนกับใช้มือเย็บเลยแม่เเต่น้อยมาให้ซูเจินดู
"นี่ก็ของข้าเอง…สำหรับมือใหม่ถือว่าดีเลยใช่ไหมสนมลี หรือเ้าว่าไง" อี้เฉียนเองก็ไม่น้อยหน้า เขารีบโชว์ผลงานของตัวเองขึ้นมาแต่ทว่าผ้านั้นมันยังปากไม่เรียบร้อยแถมยังมีด้ายโผล่ขึ้นมาเต็มไปหมด ผ้าก็ยุ่ยเพราะออกแรงเย็บมากเกินไป ซูเจินที่นั่งดูอยู่ห่างๆถึงกับหายใจหืดคอ เธอรู้สึกปวดเบ้าตามาก เวลาที่มองไปยังผ้าของชิ้นนั้น..และแล้วคำพูดอันสุดจะทนและฝืนก็ได้หลุดออกมา…
"เป็ไงซูเจิน ฝีมือการปักผ้าของพวกข้ามัน……."
"ทั้ง 2 ชิ้นมันดูอุบาทชาติชั่วมาก พอแค่นั้นเถอะ"
"เ้าว่าอะไรนะ ข้าไม่ค่อยเข้าใจเลย?"
"เฮ้อ!!..ฉันบอกว่าผ้าของผู้ชาย 2 คนมันดูไม่ได้ มันแย่มาก แย่ชนิดที่ว่าฉันเพ่งสายตาดูแล้วปวดเบ้าตากันเลยอ่ะ เข้าใจไหม?" ทั้งสองคนหน้าเสียพูดอะไรไม่ออก…รอยยิ้มเมื่อครู่ถูกหุบลงอัตโนมัติ พวกเขามองผ้าที่มือของกันและกันพร้อมกับค่อยๆเอาผ้าลงวางที่โต๊ะ
"เอ่อ..องค์ชายทั้งสองอย่าเพิ่งกังวล…หม่อมฉันว่า…." สนมลียังพูดไม่ทันจบประโยค สองฝาแฝดก็ก้มหน้านิ่งแล้วค่อยๆเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองซูเจินหรือสนมลีอีกเลย…ด้วยความที่เป็ประจำเดือนอารมณ์ของเจินเจินขึ้นๆลงๆจะทำให้รู้ว่านางพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปแล้ว สนมลีรู้ดีว่าการที่ทั้งสองเดินคอตกออกจากห้องไปแบบนั้นเพราะพวกเขากำลังน้อยใจในคำพูดของซูเจินนั่นเอง
"นี่ซูเจิน…ข้าว่าเ้าพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปเสียแล้วล่ะ"
"อะไรกัน..ก็สองคนนั้นถาม ฉันก็แค่ตอบ..มันผิดตรงไหน?"
"องค์ชายทั้งสองตั้งใจที่จะปักหมอนนุ่นให้เ้าด้วยใจจริง เเต่การที่เ้าพูดจาดูถูกคนที่ตั้งใจทำอะไรเพื่อเ้าเช่นนี้ ข้าว่ามันไม่สมควร"
"นี่เธอกำลังจะบอกฉันว่า พวกเขาสองคนงอนฉันงั้นหรอ?"
"ข้าก็ไม่รู้จักความหมายคำที่เ้าพูดนักหรอก เเต่ข้าคิดว่าองค์ชายทั้งสองรู้สึกเสียใจที่เ้าพูดเช่นนั้นออกไป..ถึงแม้ว่าฝีมือจะยังใช้ไม่ได้ เเต่เ้าก็เห็นว่าองค์ชายทั้งสองตั้งมั่นและตั้งใจกับสิ่งนี้มาก ข้าคิดว่าเ้าควรจะทำอะไรซักอย่างแล้วล่ะ" ซูเจินลองคิดทดลองคำพูดของเธอดูให้ดีก็พบว่าจุดบอดของประโยค มันคือการดูถูกความตั้งใจของพวกเขานั่นเอง ซูเจินลุกขึ้นเดินไปหยิบหมอนขนาดเล็กสองใบที่วางอยู่บนโต๊ะพร้อมกับทำท่าจะเดินออกไปข้างนอก…เเต่ด้วยความที่ระยะนี้ยังไม่ปลอดภัย สนมลีจึงอาสาไปตามองค์ชายทั้งสองมาพบซูเจินที่นี่เเทน ครั้นเมื่อองค์ชายทั้งสองมาถึง พวกเขาก็เอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมสบตาใครทั้งนั้น
"พวกนายสองคนไม่พอใจ ที่ฉันดูถูกผลงานของพวกนายใช่ไหม?"
"..........." คำถามที่ไร้ซึ่งเสียงตอบมันทำให้ซูเจินแทบปรี๊ด! เเต่ด้วยความที่เธอมีความผิดติดหลังอยู่ เธอจึงต้องพยายามควบคุมอารมณ์ไว้ ซูเจินหยิบหมอนเล็กสองใบนั้นเดินเข้าไปหาสองแฝดใกล้ๆ เธอวางหมอนลงที่พื้นต่อหน้าฝาแฝดพร้อมกับกดตัวลงนั่งอย่างช้าๆ สองแฝดมองหน้ากันด้วยความสงสัยว่าเธอกำลังจะทำอะไร
"เอ้า!..ก็ทำมาให้ฉันนั่งไม่ใช่หรอ ฉันก็นั่งแล้วนี่ไง..อืม..พอนั่งซักพักมันก็โอเคนะ..ถึงแม้ว่ามันจะหน้าตาไม่ได้ดีเลิศเลออะไรก็ช่างมันเถอะ เพราะถึงยังไงก็ไม่มีใครมองเห็นมันอยู่แล้ว เพราะฉันนั่งทับมันอยู่อ่ะจริงไหม…ขอบใจพวกนายมากนะที่อุตส่าห์ทำเพื่อฉันขนาดนี้…ขอโทษที่พูดจาไม่ดีไปเมื่อกี้…หายโกรธได้แล้ว!!" ใบหน้านิ่งเฉยเปลี่ยนเป็รอยยิ้มพวกเขาสองคนกดตัวลงนั่งตรงหน้าเธอ แล้วสวมกอดเธออย่างมีความสุขพวกเขาดีใจมากๆที่เธอเห็นถึงความตั้งใจของพวกเขาเเล้ว…ทว่าตอนนี้ซูเจินก็เริ่มรู้สึกอะไรบางอย่างกับอาการคลั่งรักของสองคนนี้เข้าให้แล้วเหมือนกัน