อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    พลังหมัดสะเทือนฟ้า

    ระยะห่างระหว่างสวรรค์กับนรกนั้นห่างไกลกันเท่าไรกัน บางทีอาจจะไม่ได้ไกลกันมาก อาจจะเพียงแค่มีเส้นบาง ๆ แบ่งกันเอาไว้
    ก่อนหน้านั้นไม่นาน หลินอวิ๋นกำลังใจจดใจจ่ออยู่กับการฆ่าพยัคฆ์เพลิงกาฬและยินดีอยู่กับการแยกชิ้นส่วนของสัตว์อสูรอยู่
    วินาทีถัดมา กลับถูกกลุ่มของกระทิงทองอันบ้าคลั่งไล่ตามอย่างสุดชีวิต
    ด้านหลังกายเกิดเสียงดังปึงปังอึกทึก ข้างหูได้ยินเสียงลมหายใจของกระทิง ทำเอาหลินอวิ๋นที่วิ่งหนีอยู่ไม่แม้แต่กระทั่งจะกล้าหันหลังกลับมา
    เขากลัวว่าถ้าเพียงแค่หันหลังกลับ ก็จะถูกกลุ่มของกระทิงทองเหล่านี้กระแทกจนกายแหลกเป็นเศษเนื้อ
    เคล็ดวิชายอดห่านป่าระดับสูงถูกเขาร่ายออกมาอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังไม่อาจสลัดกระทิงทองกลุ่มนี้ไปได้
    และหลังจากที่เขาเหวี่ยงหมัดไปยังหัวของผู้นำกลุ่มกระทิงทองเหล่านั้นแล้ว กระทิงทองกลุ่มนี้ ก็ยิ่งคุกรุ่นขึ้นไปอีก พวกมันจ้องมองมายังหลินอวิ๋นด้วยดวงตาแดงก่ำ ไล่ตามอย่างบ้าคลั่งไม่หยุดหย่อน
    เมื่อรู้สึกได้ถึงความอันตรายที่ใกล้เข้ามาหลินอวิ๋นที่กำลังวิ่งหนีอยู่นั้น ก็จำต้องหมุนกายกลับมาอีกครั้ง
    กระทิงทองที่วิ่งนำอยู่เบื้องหน้า อยู่ห่างจากเขาไปเพียงแค่หนึ่งก้าว ด้านหลังของมันยังมี กระทิงทองอีกสี่ห้าร้อยตัวกำลังรีบเร่งไล่ตามติดมาไม่หยุด
    เมื่อมองกลับไปแล้ว รวมกันดูแข็งแกร่งยิ่งใหญ่ทรงพลังราวกับฉากเขย่าขวัญ ทำให้คนสิ้นหวัง
    ในใจของหลินอวิ๋นนั้นไม่ยินยอม  หลังจากที่เสียงคำรามกรุ่นโกรธปะทุออกมาแล้ว หมัดทรงพลังก็ได้โจมตีไปยังหัวของกระทิงทองตัวอยู่ใกล้ที่สุด
    ปัง!
    พลังโจมตีมหาศาล กวัดแกว่งไปมาตามแรงแขนของเขา อวัยวะภายในสั่นสะท้านไม่หยุด ก็พลันรู้สึกเหมือนร่างถูกฉีกอย่างแรง ทำให้หลินอวิ๋นรู้สึกเจ็บปวดตรงหน้าอกอย่างมาก
    ไม่รู้ว่าเป็นอวัยวะส่วนใดที่ยับเยินไปแล้ว
    กระทิงทองหนังหนา ไล่ตามมาอย่างไม่ลดละด้วยความกรุ่นโกรธ เหมือนกับคนไม่มีเรื่องอื่นใดจะทำแล้วอย่างไรอย่างนั้น
    ฟู่!
    อาศัยพลังจากการกระแทกแล้ว หลินอวิ๋นก็เพิ่มระยะห่างออกไปได้อีกครั้ง เขาผนึกตรงหน้าอกแล้วหมุนกายวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
    ไม่รู้ว่าจะยืนหยัดมาได้นานเพียงไหน หลินอวิ๋นก็คิดขึ้นภึงภาพที่ตนเองพลังภายในหมดแล้วถูกกระทิงทองพวกนี้เหยียบย่ำจนตายแต่ในเวลานี้ นอกจากจะต่อสู้เอาชีวิตรอดแล้ว หลินอวิ๋นก็คิดถึงวิธีการอื่นไม่ได้แล้ว
    “ฮ่า ๆ ๆ  นายน้อย ท่านดูสิเขาวิ่งหนีหางจุกตูดเลยแน่ะ!”
    ด้านหลังของกระทิงทอง ตระกูลอวิ๋นทั้งสี่คนที่ตามมาจากที่ไกล ๆ มองมายังหลินอวิ๋นด้วยท่าทีมาดร้าย ยิ้มกว้างไม่หยุด จากมุมมองของพวกเขาแล้ว เมื่อเทียบระหว่างหลินอวิ๋นและกลุ่มกระทิงทองแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่มีอะไรเป็นพิเศษ
    หลินอวิ๋นภายใต้การต่อสู้ที่สิ้นหวังนี้ ดูซีดเซียวและไร้ซึ่งพลังอย่างเห็นได้ชัด และทำให้พวกเขาหัวเราะดังขึ้นไปอีก
    “มีความสุขจริง ๆ!”
    ใบหน้าของนายน้อยตระกูลอวิ๋น มีรอยยิ้มชั่วร้ายแวบผ่าน เอ่ยออกมาเสียงดัง “เจ้าสี่ เป็นตามที่เจ้าว่าจริง ๆ เป็นเจ้าที่คิดได้รอบคอบ ทำให้กลุ่มกระทิงทองมาต่อกรกับเจ้าหนุ่มนี้ แผนการยอดเยี่ยมน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก”
    เจ้าสี่ยิ้มออกมาอย่างประจบสอพลอพร้อมกับเอ่ยออกมา “เป็นเพราะนายน้อยสั่งสอนมาดี”
    “ฮ่า ๆ ๆ ไป พวกเราตามไป ข้าอยากเห็นด้วยตาของตัวเองว่ามันถูกกระทิงทองเหยียบจนเป็นชิ้นเนื้อ กล้าแย่งชิงต้นไป่เหอโลหิตของข้าไป ทั้งยังมาแตะต้องพยัคฆ์เพลิงกาฬของข้า วันนี้ ข้าจะต้องได้เห็นว่าเจ้าตายอย่างไร!”
    กลุ่มคนทั้งหมด ติดตามอยู่ห่าง ๆ คอยมองดูวิธีการต่อสู้ต่าง ๆ ของหลินอวิ๋น หัวเราะออกมาเป็นครั้งคราว
    “เจ้าหนุ่มนี้ ทักษะร่างกายไม่ได้แข็งแกร่งแบบธรรมดา หากว่าเปลี่ยนเป็นพวกเราแล้ว เกรงว่าเพียงแค่คลื่นกระทบของกระทิงทอง ก็ถูกกระแทกตายได้แล้ว”
    “ไม่ต้องรีบร้อน  กระทิงทองขึ้นชื่อในเรื่องของความอดทน ไล่ล่าเช่นนี้สี่ห้าวัน ความเร็วก็ไม่มีทางที่จะลดน้อยลง”
    “หึ ๆ เช่นนี้ถึงได้น่าสนใจขึ้นมา! หากว่าเพียงแค่ครู่เดียวก็ทำให้เจ้าหนุ่มนี่ตายแล้ว นายน้อยเองก็คงอดที่จะสนุกกันพอดี”
    “พูดได้ดี! ข้าชอบที่เขาวิ่งหนีไปมาเช่นนี้ แต่ไม่มีพลังที่จะกลับขึ้นสู่ท้องฟ้าได้จนร่างกายค่อย ๆ หมดพลังไป ต้องถูกทรมานจนสิ้นหวัง แต่กลับไม่มีพลังที่จะทำอะไรได้ ได้แต่รอความตายอย่างเจ็บปวด!”
    นายน้อยตระกูลอวิ๋นตื่นเต้นไม่หยุด กลัวก็แต่ว่าจะมองได้ไม่ชัดเท่านั้นจึงวิ่งตามอยู่ด้านหลังของกระทิงทองเหล่านี้ แล้วเพิ่มความเร็วขึ้นมาไม่น้อย
    หลินอวิ๋นที่วิ่งหนีอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าซีดขาวและอ่อนแอลง ใบหน้าหล่อเหลาเปื้อนฝุ่นมอซอ เห็นได้ชัดว่าดูทุกข์ตรม
    มีเพียงแค่ดวงตาคู่นั้นเท่านั้น ที่ยังคงชัดเจนสดใส ท่ามกลางความหมดหวังก็ยังคงไม่เลิกหวัง
    เมื่อมาถึงยังดินแดนแห่งนี้ ยังไม่เคยรู้สึกว่าความตายเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้
    ด้านหลังเกิดเสียงดังอึกทึกขึ้นมา ราวกับว่าเป็นฝีเท้าของเทพแห่งความตาย ขอเพียงแต่เขาช้าลงไปก้าวเดียว วินาทีถัดไปก็คงถูกกระแทกจนเละกลายเป็นเนื้อ
    ว่าไปแล้วก็แปลกประหลาดจริง ในตอนที่ความตายใกล้จะเข้ามา 
    หลังจากที่ตื่นตระหนกและร้อนรนในตอนต้นแล้วนั้น มาตอนนี้ ในใจของหลินอวิ๋นกลับค่อย ๆ สงบขึ้นมา
    และเมื่อเรื่องราวมันเลวร้ายไปมากพอแล้ว ไม่อาจที่จะเปลี่ยนไปแย่กว่านี้ได้แล้ว ไปโศกเศร้าแล้วจะมีประโยชน์อะไรกัน หากว่าทั้งซ้ายและขวาต่างก็ต้องตาย ไม่เช่นนั้นข้าก็วางมือลงเสียดีกว่า!
    ดวงตาคู่กระจ่างใส ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นท่าทีมุ่งมั่น ใบหน้าละเอียดอ่อนของชายหนุ่มเปื้อนไปด้วยฝุ่น ความสิ้นหวังความทุกข์ยากค่อย ๆ สลายออกไป เปลี่ยนเป็นดื้อรั้นเอาแต่ใจขึ้นมา
    “เอาตามนี้แหละ!”
    หลินอวิ๋นที่กำลังวิ่งอย่างรีบร้อน นำยาลูกกลอนละลายโลหิตออกมาเม็ดหนึ่ง แล้วกินลงไปอย่างไม่ลังเล
    ยาลูกกลอนละลายโลหิตที่แข็งแกร่ง เพียงพริบตาก็ระเบิดออกมาทันทีพร้อมกับเสียงหัวใจที่เต้นแรง ปราณโลหิตที่พุ่งพล่านทวีคูณกลายเป็นแม่น้ำไหลเชี่ยว พลุ่งพล่านอยู่ในกาย พลังที่เหือดแห้งลงไป ทันใดนั้นก็ฟื้นกลับคืนมาไม่น้อย ความเหนื่อยล้าหายไป
    หากยาลูกกลอนละลายโลหิตไม่อาจช่วยเหลือตนได้แล้ว คงไม่มีอะไรโง่ไปกว่าการอดทนสู้กับเจ้าสัตว์เดรัจฉานเหล่านี้
    เพียงแต่นี่เป็นการแก้ปัญหาชั่วคราวเท่านั้น 
    แต่ว่าอย่างไรเสียคนก็ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน ต่อให้จะตกต่ำด้อยค่าเพียงใด ก็ยังอยากจะแหงนมองดวงดาว ยังมีความทะเยอทะยาน มีความไม่ยินยอม และมีความโกรธแค้นอยู่
    หมัดขวาของหลินอวิ๋นกำแน่น รู้สึกได้ถึงปราณโลหิตที่พลุ่งพล่าน คอยฟังจังหวะการเต้นของหัวใจ
    ในขณะที่นิ้วมือทั้งห้าออกแรงไม่หยุด ทั้งมือขวาก็ไม่หยุดรวบรวมพลังภายในจนพลังมหาศาลถูกรวบรวมเอาไว้ในมือ หมัดขวากำแน่น เผยให้เห็นเส้นเลือดสีครามสั่นระริกไม่หยุดตามจังหวะหัวใจของเขา
    นี้เป็นเพราะว่าเขาไม่ยินยอม เป็นเพราะความกรุ่นโกรธของเขา!
    “จะเป็นหรือตาย ก็อยู่ที่หมัดนี้แล้ว!”
    มองไปยังหมัดขวาที่สั่นระริกด้วยพลังอันพลุ่งพล่าน แววตาของหลินอวิ๋นแดงก่ำราวโลหิต 
    ในช่วงเวลาเป็นตาย เขาก็ทำเรื่องที่ทำให้คนอ้าปากค้างขึ้นมาได้
    ในขณะที่กำลังแข่งขันกับเวลาอยู่นั้น เขาหยุดฝีเท้าลงกะทันหันโดยที่ไม่ได้สนใจว่ากลุ่มกระทิงทองด้านหลังนั้นจะตามมาทันหรือไม่
    ปัง ปัง ปัง!
    ฝุ่นฟุ้งกระจายราวกับควัน ราวกับว่ามังกรเหลืองกำลังอ้าปากยิงฟันกางกรงเล็บออกมา ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า
    กลุ่มกระทิงทองเหล่านั้นมาพร้อมกับเสียงร้องน่าสะพรึงกลัวสะท้านฟ้าดิน ราวกับคลื่นยักษ์ที่สาดซัดเข้ามา และพยายามจะกลืนกินหลินอวิ๋น
    “เจ้าหนุ่มนั้นสิ้นหวังแล้วหรือยัง?”
    มองไปยังหลินอวิ๋นที่หยุดฝีเท้าลงอย่างน่าประหลาด สี่คนของตระกูลอวิ๋นที่อยู่ด้านหลังก็เผยท่าทีสงสัยออกมาในทันที
    หลินอวิ๋นที่กำลังพลุ่งพล่านกรุ่นโกรธอยู่นั้น หยุดฝีเท้าลง รวบรวมพลังอยู่ครู่หนึ่ง และเมื่อกระทิงทองตรงหน้ากำลังจะใช้เขาแหลมคมแทงสังหารเข้ามา เขาก็หันหลังกลับไปในทันที
    เมื่ออยู่ภายใต้ความเป็นตายที่สิ้นหวัง หลินอวิ๋นก็ระเบิดพลังออกมาอย่างเต็มที่ อาศัยยาลูกกลอนละลายโลหิตที่ระเบิดสรรพคุณของตัวยาออกมา ในขณะที่เขากำลังหมุนกายมานั้น ก็ระเบิดพลังออกมา
    ปัง! ปัง! ปัง!
    เสียงดังราวฟ้าร้อง พื้นดินราบระเบิดเสียงดังสะเทือนฟ้าออกมา กลบเสียงดังกึกก้องของฝีเท้ากลุ่มกระทิงทองไปจนหมด
    บนกายของเขา เปล่งรัศมีของพลังที่อยู่เหนือชั้นของวิถียุทธ์ระดับห้าอันน่าตะลึงออกมา ราวกับว่าเป็นราชาของเหล่าสัตว์อสูรที่แปลงกายกลับมาเป็นเสือ
    พลังของยาลูกกลอนละลายโลหิตอันดุร้ายทั้งหมดระเบิดออกมา หลินอวิ๋นที่ทั้งกายเต็มไปด้วยปราณโลหิตพลุ่งพล่าน เมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มกระทิงทองแล้ว เขาก็ส่งเสียงคำรามกรุ่นโกรธขึ้นบนท้องฟ้าสีเลือด!
    เมื่อฮวงจุ้ยเปลี่ยนไป ทุกคนจะต้องผิดหวัง ในอกมีเลือดร้อนไหลไม่นิ่ง กำหมัดเผยพลังสะเทือนฟ้าออกมา ข้าจะใช้เลือดของข้าส่งเสียงกรีดร้องไปยังท้องฟ้า!
    หมัดพยัคฆ์ร้าย ร้อยสัตว์เข้าเฝ้า!
    สุดยอดของวิชาหมัด โจมตีไปยังหัวของกระทิงทองที่พุ่งเข้ามา
    เปรี้ง!
    จ่าฝูงของกระทิงทองถูกแรงโจมตีอันมหาศาลของหมัดนี้กระแทกจนลอยออกไป
    ร่างกายใหญ่ยักษ์ กลิ้งไปมากลางอากาศไม่หยุด หัวระเบิดออกมา ดวงตาเบิกกว้าง ตายไปตาไม่หลับ
    บูม!
    พลังอันน่าสะพรึงกลัวปะทุออกมาจากกายของหลินอวิ๋น เป็นพลังของหมัดพยัคฆ์ขั้นสุดยอดของราชาสัตว์อสูร
    เลือดอุ่นไหลรินออกมาจากร่างหลินอวิ๋นไม่หยุด
    ทั่วทั้งกายคนรู้สึกว่าเลือดกำลังเดือดพล่าน แขนขาและกระดูกต่างก็เต็มไปด้วยพลังอันไร้ขอบเขต
    เม็ดทรายสีเหลืองกลิ้งออกมา ลมแรงพัดผมยาวสยายของหลินอวิ๋น ใบหน้างดงามทันใดนั้นเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง
    กระทิงทองที่โง่เขลา รู้สึกได้ถึงพลังที่น่าหวาดกลัวเสียยิ่งกว่าราชาเสืออย่างพยัคฆ์เพลิงกาฬบนกายของหลินอวิ๋น
    ความกลัวที่ออกมาจากส่วนลึกของแก่นกระดูก ทำให้กลุ่มของกระทิงทองที่กรุ่นโกรธนี้ ตัวสั่นเทาและหยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน
    รอจนร่างของผู้นำพวกมันล้มลง กลุ่มกระทิงทองที่วิ่งตามหลินอวิ๋นจนเกือบจะหมดลม พากันตกใจหันกายกลับแล้ววิ่งออกไปอย่างบ้าคลั่ง
    กระทิงทองที่เปลี่ยนทิศทางวิ่งหนีเอาชีวิตรอดด้วยความเร็วเสียยิ่งกว่าเดิม
    เดิมพันชนะแล้ว!
    หลินอวิ๋นถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ที่เขาเดิมพันก็คือหมัดพยัคฆ์ร้าย เมื่อสำเร็จจนถึงขั้นสุดยอดแล้ว ด้วยแรงผลักดันของสัตว์อสูรโง่เขลานับร้อยที่ไล่ล่ามา สำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับหมัดเดียวนี้
    หากเดิมพันครั้งนี้ต้องพ่ายแพ้ ในตอนนี้เขาก็คงนอนอยู่บนพื้นดิน ถูกสัตว์อสูรกลุ่มนี้เหยียบย่ำจนกลายเป็นเศษเนื้อเละ ๆ
    แต่ในที่สุดก็ยังชนะ
    เขาหลุดพ้นออกจากความสิ้นหวัง หมัดพยัคฆ์สำเร็จขึ้นสู่ขั้นสุดยอด เพียงหมัดเดียวก็สามารถสังหารผู้นำของกระทิงทองได้
    และในตอนที่หลินอวิ๋นก้าวไปยังด้านหน้าเพื่อตรวจสอบศพของผู้นำกระทิงทองนั้น เสียงกรีดร้องตื่นตระหนกดังขึ้นดึงดูดความสนใจของเขา
    มือซ้ายยกขึ้นวางบนคิ้ว หลินอวิ๋นมองไปยังที่ไกล ๆ และเมื่อเห็นชัดเจนแล้ว
    มุมปากก็อดไม่ได้ที่เผยยิ้มเย็นชาออกมา ในที่สุดก็เข้าใจแล้ว ว่าทำไมอยู่ดี ๆ กระทิงทองกลุ่มนี้ถึงได้พุ่งตรงมายังเขา
    เมื่อมองมาจากที่ไกล ๆ ก็เห็นคนทั้งสี่ของตระกูลอวิ๋นที่ติดตามกลุ่มของกระทิงทองมาตลอด ไม่คาดคิดเลยว่ากระทิงทองจะหันหลังกลับมาจึงได้แต่ตกตะลึงอยู่ตรงนั้น ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
    ก่อนหน้านี้ พวกเขายังคงพูดถึงความอับจนหนทางของหลินอวิ๋นกันอยู่ และในชั่วพริบตาถัดมากลับเปลี่ยนบทบาทกันเสียแล้ว
    กรรมตามสนอง รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียว
    เสียงร้องครวญครางดังขึ้น ผู้ติดตามสองคนก็ถูกกระทิงทองกระแทกเข้า ณ ตรงจุดนั้น แล้วบดขยี้อย่างไร้ความปราณี
    “อ๊าก!”
    เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นอย่างน่าเวทนา ทำให้คนที่ได้ยินเข้าก็ชาไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย
    แต่ก็ไร้ประโยชน์ กลุ่มกระทิงทองโง่เขลาเหล่านี้ไม่ได้สนใจอะไรภายใต้อุ้งเท้าเหล็ก พริบตาเดียวผู้ติดตามทั้งสอง ก็ถูกเหยียบจนกลายเป็นเศษเนื้อผสมเข้ากับดินโคลนไปแล้ว
    นายน้อยตระกูลอวิ๋นตกใจจนขวัญเสีย รีบนำยาลูกกลอนออกมาแล้วกลืนลงไป ใบหน้าเผยสีแดงก่ำออกมา
    พลังวิถียุทธ์ขั้นหกปะทุออกมาจากร่าง ทำให้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นไม่น้อย
    เจ้าสี่ที่ก่อนหน้านี้เสนอความคิดออกมาเมื่อเห็นเข้า รีบร้อนส่งเสียงเรียกออกมา “นายน้อย ช่วยข้าด้วย!”
    “ไสหัวไป!”
    เมื่อกลัวว่าจะถูกอีกฝ่ายรั้งเอาไว้ นายน้อยตระกูลอวิ๋นก็หมุนกายกลับมาแล้วเหวี่ยงเท้าเตะออกไปอย่างโหดเหี้ยมจนเจ้าสี่ตกเข้าไปกลางฝูงกระทิงทอง
    เปรี้ยง
    เพียงแค่ครู่เดียว เจ้าสี่ก็ถูกกระแทกจนกระอักเลือดออกมา ร่างกายถูกฝังกลบลงในกระแสฝีเท้าอันเชี่ยวกราดเหล่านี้
    นายน้อยตระกูลอวิ๋นมองดูด้วยใบหน้าซีดขาว ไม่อาจสนใจอะไรมากนักได้แต่วิ่งหนีจากไป
    “ทำเลวเอง ก็อย่าได้มีชีวิตอยู่ต่อเลย”
    หลินอวิ๋นที่อยู่ด้านหลังเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน มองไปยังพวกผู้ติดตามทั้งหลายที่ถูกกลุ่มกระทิงทองเหยียบจนกลายเป็นเศษเนื้อ เอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่ดูเย็นชา
    หากว่าไม่ใช่ข้าที่ชนะเดิมพัน ที่ถูกเหยียบย่ำเนื้อบนพื้นดินก็คงจะเป็นหลินอวิ๋นเองแล้ว
    “นี่คือ......?”
    หลินอวิ๋นส่งเสียงออกมาเบา ๆ พบบนพื้นดินมีชิ้นส่วนของสัตว์อสูรอยู่สองสามชิ้น กลับไม่ได้ถูกกระทิงทองเหยียบจนแตกหัก
    เมื่อมองดูอย่างละเอียดแล้ว กลับเป็นอุ้งเท้าของพยัคฆ์เพลิงกาฬที่แข็งแกร่ง
    “ที่แท้คนกลุ่มนี้ ก่อนหน้านี้ก็ได้ฆ่าพยัคฆ์เพลิงกาฬไปแล้วตัวหนึ่ง ก็ดี… ช่วยให้ข้าประหยัดเวลาลงไปอีก”
    เมื่อเก็บอุ้งเท้าเรียบร้อยแล้ว หลินอวิ๋นก็กลับไปยังร่างของจ่าฝูงกระทิงทองตัวนั้น บนร่างของมันทั่วทั้งร่างล้วนแต่เป็นสมบัติล้ำค่า เก็บใส่ถุงเก็บของไปแล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะยุ่งยาก 
    มันไล่ตามเขาจนหมดรูปเช่นนั้น แน่นอนว่าหลินอวิ๋นย่อมไม่เกรงใจต่อร่างของมัน หลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เริ่มลงมือตัดแยกชิ้นส่วน
    - โปรดติดตามตอนต่อไป -