หนานิที่ถือได้ว่าเป็ผู้นำของกลุ่ม เขาจึงพาทุกๆคนเดินเล่นในงานเทศกาลโคมลอยจนกระทั้งมาถึงสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมากยืนอยู่
“ ข้างหน้ามีอะไรงั้นหรือ? ” หนานิถามด้วยความสงสัย
ชิวหยูที่เป็ผู้ติดตามของหนานิและเป็ถึงนักยุทธ์ขั้นต้นไปสอบถามข้อมูลทันที
“ เรียนนายน้อยสาม ข้างหน้าเป็สถานที่ของหอการค้าหมื่นสมุทร พวกเขากำลังจัดการแสดงเล็กๆน้อย ทำให้มีชาวบ้านจำนวนมากมายืนดูขอรับ ” ชิวหยูกลับมาพร้อมกับคำตอบ
การแสดงของหอการค้าหมื่นสมุทรงั้นหรือ? เช่นนั้นก็ไม่แปลกใจเลยที่มีผู้คนยืนอยู่เป็จำนวนมากแบบนี้
ด้วยการที่มีนักยุทธ์อยู่ข้างกายทำให้ชาวบ้านธรรมดาไม่กล้าที่จะสร้างปัญหา ทำให้ไม่นานกลุ่มของหนานิก็มายืนอยู่ด้านหน้าสุด
การแสดงของหอการค้าหมื่นสมุทรก็เหมือนกับการแสดงปาหี่ของสมัยโบราณ เพียงแต่ผู้ที่แสดงนั้นเป็ชายหนุ่มที่หล่อเหลาหรือไม่ก็เป็หญิงสาวที่งดงาม ทำให้กลายเป็จุดสนใจของชาวบ้าน
หนานิมองดูการแสดงอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะััได้ว่าเหรินจ้าวเดินเข้ามาด้านข้างพร้อมกับกระซิบข้างๆว่า “ นายท่าน หยางผิงได้เตรียมอาหารชั้นเลิศไว้ที่หอหยกราตรีพร้อมกับห้องพักที่ดีที่สุดไว้แล้วขอรับ ”
หนานิพยักหน้ารับและกล่าวว่า “ เช่นนั้นเดี๋ยวพวกเราค่อยไปแล้วกัน ”
หอหยกราตรีเป็โรงเตี๊ยมและเหลาสุราที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของเมือง นอกจากนี้อาหารและเครื่องดื่มก็ใช้วัสถุดิบชั้นยอดทั้งหมด แน่นอนว่าคนที่จะเข้าหอหยกราตรีได้จะต้องเป็คนที่มีอำนาจระดับหนึ่งเพราะค่าอาหารของหอหยกราตรีเรียกได้ว่าสูงเกินกว่าที่ชาวบ้านธรรมดาจะจ่ายไหว
การแสดงปาหี่ของหอการค้าหมื่นสมุทรใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยามก็จบลง
หลังจากที่การแสดงจบลง ชาวบ้านทั้งหมดก็แยกย้ายกันจากไป แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่เดินเข้าไปในหอการค้าหมื่นสมุทร
ในขณะนั้นเองก็มีรถม้าที่หรูหราคันหนึ่งมาจอดอยู่ที่ทางเข้าของหอการค้าหมื่นสมุทร โดยที่รอบๆมีผู้คุ้มกันที่ขี่ม้าอยู่สิบกว่าคน
“ นายท่านนั้นคือรถม้าของสำนักร้อยบุปผา ซึ่งเป็สำนักใหญ่ที่ทรงพลังที่สุดในพื้นที่แถบนี้ขอรับ ” เหรินจ้าวกล่าวหลังจากที่เห็นสัญลักษณ์ที่อยู่บนธงของรถม้า
“ สำนักร้อยบุปผา? ” หนานิจำได้ทันที
อาณาจักรต้าเหยียนมีทั้งหมดห้าแคว้นได้แก่แคว้นเหยียนโจว แคว้นหยางโจว แคว้นหยูโจว แคว้นมู่โจว แคว้นฉินโจว
พื้นที่ที่หนานิอยู่คือตอนกลางของแคว้นฉินโจวที่อยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักรต้าเหยียน
โดยพื้นที่รอบๆเมืองฮุ่ยและอีกสามเมืองมีั์ใหญ่อยู่ก็คือสำนักร้อยบุปผา
แม้ว่าจะชื่อว่าสำนักร้อยบุปผาแต่ก็มีทั้งบุรุษและสตรีอยู่รวมกัน ส่วนสาเหตุที่ชื่อสำนักร้อยบุปผาก็เพราะในอดีตสำนักแห่งนี้มีแต่สตรีเท่านั้น แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปทำให้เริ่มมีบุรุษเข้าร่วมด้วย จนกระทั้งท้ายที่สุดก็มีทั้งบุรุษและสตรีอยู่ร่วมกัน
ว่ากันว่าผู้นำของสำนักร้อยบุปผานั้นเป็ถึงอาจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ที่แข็งแกร่งและมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ทำให้พวกเขาคือั์ใหญ่ของพื้นที่แถบนี้ทั้งหมด
แน่นอนว่าสำนักร้อยบุปผาคือั์ใหญ่ทำให้ไม่มีชาวบ้านหรือตระกูลไหนกล้าที่จะขวางทางพวกเขา แต่ถึงอย่างนั้นรถม้าของสำนักร้อยบุปผาก็เป็จุดสนใจของทุกๆคนอยู่ดี
หลังจากนั้นหนานิก็เห็นว่ามีหญิงสาวที่งดงามอายุประมาณสิบสี่หรือสิบห้าปี
หญิงสาวผู้นี้แม้ว่าจะอายุยังน้อยแต่ทว่าก็มีรูปโฉมที่ดูงดงามและท่วงท่าที่อ่อนโยน เห็นได้ชัดว่าได้รับการอบรมมาอย่างดี คาดว่าจะต้องเป็พวกคุณหนูระดับสูงของสำนักร้อยบุปผาเป็แน่
หลังจากนั้นหญิงสาวผู้นั้นก็เดินเข้าไปในหอการค้าหมื่นสมุทร
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว หนานิจึงมุ่งหน้าไปยังหอหยกราตรีเพื่อกินอาหารเที่ยง
ด้วยการจัดการของเหรินจ้าวที่ปลดปล่อยออร่าของยอดยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ออกมา ทำให้ไม่มีใครดูถูกพวกเขาแม้แต่น้อย เพราะตัวตนระดับยอดยุทธ์ในเมืองฮุ่ยนับว่าเป็ยอดฝีมือระดับสูงแล้ว
แน่อนนว่าเหรินจ้าวได้ปกปิดพลังเอาไว้ ถึงอย่างไรตัวตนระดับยอดยุทธ์ก็เพียงพอที่จะลอยหน้าลอยตาในเมืองฮุ่ยแล้ว
ต้องบอกว่าอาหารของหอหยกราตรีนับว่ายอดเยี่ยมอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีความแตกต่างกับอาหารในยุคสมัยใหม่ที่มีความหลากหลายมากกว่า
‘ ถ้าหากข้าสามารถอัญเชิญตัวละครที่เกี่ยวข้องกับอาหารมาได้ ข้าจะเปิดร้านอาหารและทำให้มันกลายเป็ที่โด่งดังเลยคอยดูและเมื่อรวมกับหอการค้าหมื่นสมุทร ข้าก็จะกลายเป็คนที่ร่ำรวยที่สุดในอาณาจักรต้าเหยียนได้ไม่ยาก ’ หนานิครุ่นคิดพร้อมกับตั้งความหวังเอาไว้
หลังจากที่หนานิกินอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็เตรียมตัวที่จะเดินเที่ยวเมืองฮุ่ยยามค่ำคืน นอกจากนี้พวกเขายังคิดที่จะปล่อยโคมลอยอีกด้วย
เพียงแต่ในขณะที่หนานิกำลังเดินผ่านคนกลุ่มหนึ่งที่แต่งตัวเหมือนกับลูกศิษย์ของสถาบันฮวงเทียน
“ ข้าได้ยินมาว่าวันพรุ่งนี้ศิษย์พี่หนานอวี้ที่เป็ศิษย์ของอาจารย์หวงถูกเฟิงจ้านที่เป็หลานชายของอาจารย์เฟิงรังแกจนเขาทนไม่ไหวและท้าประลองกับเฟิงอวี้ นอกจากนี้ยังเป็การท้าประลองแบบยึดทรัพยากรในการบ่มเพาะเป็เวลาสามเดือนอีกด้วย ”
หนานิที่ได้ยินถึงกับหยุดชะงักก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองยังโต๊ะที่ศิษย์ของสถาบันฮวงเทียนนั่งอยู่และเดินตรงไปหาพวกเขาทันที
“ พี่ชายทั้งหลายช่วยเล่าเื่เมื่อครู่อีกครั้งให้ข้าฟังได้หรือไม่? ” หนานิกล่าวพร้อมกับวางถุงเงินไว้บนโต๊ะ
ศิษย์ของสถาบันฮวงเทียนเหลือบมองหนานิก่อนที่จะมองไปยังถุงเงินบนโต๊ะก่อนที่พวกเขาจะยิ้มและเป็ชายคนหนึ่งที่เล่าเื่ราวทั้งหมดให้กับหนานิฟัง
ที่แท้เื่ราวทั้งหมดก็เป็เพราะหนานอวี้เป็หนึ่งในอัจฉริยะของสถาบันและมีหญิงสาวมากมายตกหลุมรัก เพราะหนานอวี้เองก็เป็หนึ่งในบุรุษที่หล่อเหลาและนิสัยดี โดยเฉพาะจ้าวเซียนที่เป็หลานสาวของรองผู้ดูแลสถาบันฮวงเทียนที่ถูกเรียกว่าเป็สตรีที่งดงามอันดับต้นๆของสถาบันฮวงเทียน
เฟิงจ้านเป็อัจฉริยะของสถาบันฮวงเทียนเช่นกัน ปัจจุบันอายุสิบเจ็ดปี ความแข็งแกร่งระดับสร้างรากฐานขั้นที่แปด และเขาก็ได้ตามจีบจ้าวเซียนมานานแต่ก็จีบไม่ติด แต่ทว่าเขาก็มารู้ทีหลังว่าจ้าวเซียนได้ชื่นชอบหนานอวี้ทำให้เขาเกิดความไม่พอใจอย่างมาก ทำให้เขาได้สร้างปัญหาให้กับหนานอวี้อยู่หลายครั้ง จนทำให้ท้ายที่สุดหนานอวี้ก็ทนไม่ไหวได้ท้าประลองกับเฟิงจ้าน
ส่วนอาจารย์เฟิงจี เขาเป็อาจารย์คนหนึ่งของสถาบันฮวงเทียนที่อยู่มานานกว่าสามสิบปี ความแข็งแกร่งระดับยอดยุทธ์ขั้นสูง เรียกได้ว่าเป็หนึ่งในคนที่แข็งแกร่งของสถาบันฮวงเทียน
อาจารย์หวงเสวียน นางเป็อาจารย์ของหนานอวี้และยังมีความแข็งแกร่งระดับยอดยุทธ์ขั้นสูงเช่นเดียวกับอาจารย์เฟิงจี เพียงแต่นางมีอายุน้อยกว่าเฟิงจีกว่าสิบปี ทำให้นางมีพร์มากกว่าเฟิงจีและคาดว่าถ้าหากนางโชคดีจริงๆ นางอาจจะไปถึงระดับอาจารย์ยุทธ์ก็ได้
สำหรับสถานที่ที่ใช้ในการจัดการประลองก็คือลานประลองของสถาบันฮวงเทียน
หลังจากที่หนานิได้ฟังเื่ราวทั้งหมดเขาก็เข้าใจได้ทันทีก่อนที่เขาจะขอบคุณและเดินจากไปด้วยท่าทีเ็า
“ ดูเหมือนว่าการที่พี่ชายของข้ามีปัญหาข้าก็คงต้องช่วยจัดการสักหน่อย นอกจากนี้พี่สาวเองก็น่าจะ้าทรัพยากรจำนวนหนึ่งด้วยเช่นกัน สำหรับเฟิงจ้านถ้าหากอยากสร้างปัญหานักข้าก็จะไม่ขัด ” หนานิหรี่ตาลงพร้อมกับรอยยิ้มที่เ็า
หลังจากที่เที่ยวเล่นจนเหนื่อยแล้ว ทั้งหมดก็กลับมาที่หอหยกราตรีและพักผ่อนเพื่อที่จะไปยังสถาบันฮวงเทียนในวันพรุ่งนี้
ห้องนอนของหนานิ
“ ไปตามหยางผิงและไป๋จวินมาพบข้า ” หนานิกล่าวขึ้นกับเหรินจ้าวที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ รับทราบขอรับ ” เหรินจ้าวตอบรับก่อนที่จะหายตัวไปทันที
หลังจากที่เหรินจ้าวจากไป หนานิก็ยืนอยู่ที่หน้าต่างพร้อมกับมองดูโคมลอยจำนวนมากที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
ไม่นานนักหยางผิง ไป๋จวินและเหรินจ้าวก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน
“ คาระวะนายท่าน ” หยางผิงและไป๋จวินกล่าวขึ้นพร้อมกัน
หนานิหันหลังกลับมาพร้อมกับมองไปที่ไป๋จวินและกล่าวขึ้นว่า “ ข้า้าข้อมูลของเฟิงจ้านที่อยู่ในสถาบันฮวงเทียน ”
ไป๋จวินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ เฟิงจ้านเป็หลานชายของเฟิงจี แม้ว่าพร์จะโดดเด่นแต่ก็ไม่สามารถเทียบได้กับท่านหนานอวี้ แต่ถ้าหากต้องต่อสู้กันจริงๆท่านหนานอวี้ย่อมไม่ใช่คู่มือของเฟิงจี เนื่องจากทรัพยากรของทั้งสองแตกต่างกันมากเกินไป แต่นั้นคือความคิดของคนทั่วไปเพราะข้าได้สืบมาว่าท่านหนานอวี้มีพร์มากกว่าที่ทุกคนเห็นและการจัดการกับเฟิงจ้านย่อมไม่เป็ปัญหาใหญ่อย่างแน่นอนเ้าคะ ”
หนานิพยักหน้ารับและมองไปยังหยางผิงก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ พรุ่งนี้เช้าเ้าไปกับข้าที่สถาบันฮวงเทียน ถ้าหากพวกมันกล้าสร้างปัญหาให้กับพี่ชายของข้า ข้าก็ไม่เกี่ยงที่จะทำลายตระกูลเฟิงทิ้ง ”
“ รับทราบขอรับนายท่าน ” หยางผิงตอบรับด้วยท่าทีจริงจัง
เช้าวันต่อมา
หนานิออกเดินทางพร้อมกับหยางผิงและเหรินจ้าว
ไม่นานนักกลุ่มของหนานิก็มาถึงสถาบันฮวงเทียน
ทางด้านของหนานิ เขามาพร้อมกับหยางผิงโดยที่เขาสวมชุดคลุมสีดำและสวมหน้ากากสีขาว เดินอยู่ด้านหลังของหยางผิง
ส่วนเหรินจ้าวเองก็สวมหน้ากากและผ้าคลุมสีดำด้วยเหมือนกัน เนื่องจากตัวตนของเหรินจ้าวนั้นสามารถสืบหาได้ง่ายมาก เพราะฉะนั้นหนานิจึงตัดสินใจให้เหรินจ้าวสวมหน้ากากปกปิดใบหน้าเอาไว้ก่อน
เมื่อทั้งสามมาถึงสถาบันฮวงเทียน ในตอนแรกเมื่อผู้คุ้มกันเห็นทั้งสามก็รีบเข้ามาหยุด แต่เมื่อรู้ถึงตัวตนของหยางผิงพวกเขาก็รีบปล่อยและรีบแจ้งบุคคลระดับสูงของสถาบันทันที
ชื่อเสียงของหยางผิงในเมืองฮุ่ยนับว่าโด่งดังอย่างมาก แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ถึงความแข็งแกร่งของเขา แต่การที่แม้แต่เ้าเมืองก็ยังต้องให้ความเคารพก็แสดงให้เห็นว่าหยางผิงนั้นทรงพลังแค่ไหน
นอกจากนี้สถาบันฮวงเทียนเองก็เป็สถาบันที่อยู่ภายใต้การดูแลของเ้าเมืองฮุ่ย เพราะฉะนั้นการที่หยางผิงปรากฏตัวย่อมได้รับความเคารพอย่างสูง
ไม่นานนักก็มีชายวัยกลางคนที่ค่อนข้างจะมีอายุรูปร่างผอมสูงเดินมาด้วยท่าทีเร่งรีบ เขาคือรองผู้ดูแลสถาบันฮวงเทียนนามว่าจ้าวสิงหง หรือปู่ของจ้าวเซียน ความแข็งแกร่งระดับยอดยุทธ์ขั้นสมบูรณ์
ด้วยความแข็งแกร่งระดับยอดยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ทำให้เขากลายมาเป็รองผู้ดูแลสถาบันฮวงเทียน
“ ยินดีต้อนรับท่านหยางผิง ไม่ทราบว่าท่านหยางผิงมาที่สถาบันฮวงเทียนด้วยธุระอันใดหรือ? ” จ้าวสิงหงกล่าวด้วยความเคารพ
“ ข้า้าชมการประลองระหว่างหนานอวี้และเฟิงจ้าน ” หยางผิงกล่าวตรงประเด็นทันที
เมื่อได้ยินที่หยางผิงกล่าวมา จ้าวสิงหงกลายเป็ประหลาดใจ เพราะเขาไม่คิดว่าการประลองเล็กๆของศิษย์สถาบันฮวงเทียนจะดึงดูดตัวตนที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ได้
จ้าวสิงหงประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่งเขาก็กลับมามีสติและกล่าวขึ้นว่า “ การประลองจะเริ่มในอีกสองเค่อ ข้าน้อยขอพาท่านทั้งสองไปยังลานประลอง ”
ระหว่างทางจ้าวสิงหงก็ได้แนะนำสถานที่ต่างๆภายในสถาบันฮวงเทียนไปด้วย นอกจากนี้เขายังสังเกตเห็นหนานิและเหรินจ้าวที่สวมหน้ากากเดินอยู่ด้านหลังของหยางผิงด้วยเช่นกัน เพียงแต่เขาคิดว่าหนานิและเหรินจ้าวอาจจะเป็ผู้ติดตามของหยางผิงก็ได้เขาจึงไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก
ไม่นานข่าวที่หยางผิงผู้ดูแลของหอการค้าหมื่นสมุทรมาที่สถาบันฮวงเทียนเพื่อรับชมการประลองระหว่างศิษย์ของสถาบันก็กระจายไปทั่วเมืองฮุ่ยอย่างรวดเร็ว แม้กระทั้งเ้าเมืองหลังจากที่ได้รับข่าวเขาก็รีบมาที่สถาบันฮวงเทียนทันที
แน่นอนว่าแม้แต่เ้าเมืองก็ยังมา ตระกูลต่างๆก็ได้ส่งตัวแทนระดับสูงมาที่สถาบันฮวงเทียนด้วยเช่นกัน เพราะพวกเขาอยากรู้ว่าทำไมท่านหยางผิงถึงได้มารับชมการประลองเล็กๆแบบนี้
เพราะเหตุนี้ทำให้ไม่นานนักกองกำลังจำนวนมากก็มุ่งหน้าไปยังสถาบันฮวงเทียนทั้งหมด