วันถัดมาหรงเยว่ซีก็ได้พาตัวเองไปนั่งเล่นที่ศาลาใกล้กับลานฝึกซ้อมของทหาร เขาและบ่าวคนอื่นช่วยกันสังเกตทหารและลอบฟังเหล่าทหารที่บางกลุ่มกำลังนั่งจับกลุ่มเพื่อรอฝึกซ้อมกำลังพูดคุยกันถึงหัวข้ออะไรกันบ้าง จะมีการคุยเื่ตำรายวนยาง์กันบ้างไหม
ผลที่ได้ก็เป็ไปตามที่คิด เหล่าทหารล้วนพูดคุยกันเื่ตำรายวนยาง์ แต่ก็ไม่ได้คุยกันโจ่งแจ้งมากนัก นับว่ายังฉลาดอยู่บ้างที่ไม่ให้เื่นี้เข้าไปถึงหูของทหารยศสูงโดยเฉพาะต้าเกอที่เป็สหายสนิทกับแม่ทัพไป๋เทียนอี้ ซึ่งถูกปรมาจารย์เยว่หลันนำลักษณะของอีกฝ่ายมาใช้เป็ตัวละครหลักในตำรายวนยาง์
หรงเยว่ซีไม่คิดมาก่อนว่าทหารเหล่านี้จะสามารถหลบซ่อนเกี่ยวกับตำรายวนยาง์โดยไม่ถูกจับได้ ไม่รู้ว่ากลัวว่าตัวเองจะโดนลงโทษหรือกลัวว่าหากตำรายวนยาง์ถูกนำมาเปิดเผย ปรมาจารย์เยว่หลันจะเดือดร้อนและต้องหยุดเขียนนิยายเื่นี้ พวกเขาจะไม่สามารถอ่านเื่ราวความรักที่แสนลึกซึ้งระหว่างฮ่องเต้กับแม่ทัพไป๋เทียนอี้ได้อีกต่อไป
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหนก็ตาม ก็ช่วยยืดระยะเวลานี้ไปให้นานที่สุดจนกว่าฮ่องเต้กับท่านแม่ทัพจะยินยอมเปิดเผยความรักของทั้งคู่ของต่อประชาชนแคว้นซีฉินด้วยการตัดสินใจของทั้งคู่เองก็พอ
เพราะถ้าถึงเวลานั้นโทษของเขาคงน่าจะเบาลงเยอะ จากความดีความชอบที่เขาได้ทำลงไป ทำให้ประชาชนไม่ต่อต้านและยอมรับในความรักของทั้งคู่
ทุกอย่างก็จะจบลงอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง
ฮ่องเต้ได้ครองรักกับท่านแม่ทัพไป๋ ส่วนเขาก็กลายเป็ปรมาจารย์ที่ร่ำรวยสุดๆ
หากเมื่อถึงเวลานั้นเขายังไม่สามารถหาสามีที่ยินดีรับเขาเป็ฮูหยินได้ เขาก็จะเข้าสู่เส้นทางการหาผู้ชายที่พึงพอใจและสู่ขออีกฝ่ายให้มาแต่งเข้าจวนของตัวเองเสียเลย
หรงเยว่ซีหยิบพัดขึ้นมาป้องปากยามหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์กับภาพฝันในอนาคตที่เขาคิดเอาไว้
แต่หรงเยว่ซีคงไม่รู้ว่าตัวเองดีใจเร็วเกินไป และภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวมากเรื่อยๆ
ไป๋เทียนอี้เวลานี้รู้สึกได้ว่ากำลังถูกจับจ้องจากสายตาของชาวบ้าน แต่เขาไม่สามารถหาสาเหตุได้ว่าคนเหล่านี้จ้องมาที่เขาทำไม ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ยามที่เขามาเดินเล่นที่ตลาดจะไม่มีสายตาของชาวเมืองจ้องมา ด้วยชื่อเสียงของเขาทั้งรูปลักษณ์ที่ถูกยกขึ้นเป็หนุ่มรูปงามอันดับหนึ่งของแคว้น รวมถึงตำแหน่งแม่ทัพที่เขาสืบทอดจากบิดามาั้แ่เมื่อห้าปีก่อนเพราะบิดาเสียชีวิตจนต้องเอาชีวิตของตัวเองเข้าสู่สนามรบั้แ่ที่ยังไม่เข้าพิธีสวมกวาน ความสามารถด้านการรบของเขานับเป็อีกหนึ่งสิ่งที่ถูกเลื่องลือกระจายไปไกลด้วยเช่นกัน
สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เขามักเป็ที่จับตามองอยู่เสมอเวลาออกไปด้านนอก ทั้งเกอและสตรีมากมายต่างหมายมั่นในตำแหน่งของฮูหยินไป๋ที่ยังว่างเว้นมาตลอดถึงขนาดที่ส่งแม่สื่อมายังจวนไป๋ทุกวันเลยทีเดียว
ไป๋เทียนอี้จึงค่อนข้างเคยชินกับมัน แต่เวลานี้เขารู้สึกได้ว่าสายตาที่มองมามีบางอย่างที่เปลี่ยนไป สิ่งที่เขาอ่านได้จากสายตาเหล่านี้ คือความชื่นชม ความสงสาร และ...ความเห็นใจ
แม่ทัพไป๋อย่างเขามีสิ่งใดที่ต้องให้ชาวบ้านมาคอยเห็นใจกัน
นี่คือสิ่งที่ไป๋เทียนอี้ไม่เข้าใจเลยสักนิด เขาหันไปมองทหารที่ติดตามมาด้วย แต่กลับเห็นว่าอีกฝ่ายก็จ้องมองมายังเขาด้วยสายตาเดียวกับที่ชาวเมืองมอง เมื่อเขาถามถึงเหตุผลของสายตาเหล่านี้ ก็ได้ยินคำตอบกลับมาว่า
"แม่ทัพไป๋เสียสละเพื่อบ้านเมืองมามากแล้ว พวกเขาเพียงอยากให้แม่ทัพไป๋ทำเพื่อตัวเองบ้างขอรับ"
คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันด้วยความสับสนยิ่งกว่าเดิมเสียอีก แต่ไม่ว่าจะเค้นถามกี่รอบก็ได้รับคำตอบเช่นเดิม เขาจึงได้แต่เก็บความสงสัยนี้เอาไว้ในใจอย่างหงุดหงิด
หลังจากวันนั้น ไม่ว่าครั้งไหนที่เขาออกไปยังด้านนอกจวน นอกจากได้รับสายตาแปลกๆ ที่ยังมองมาไม่เลิก บางครั้งเขาถึงกลับได้รับคำอวยพรประหลาดที่ไม่สามารถเข้าใจได้จากผู้าุโบางคนอีกด้วย
'ขอให้ท่านแม่ทัพผ่านอุปสรรคทุกอย่างไปได้ด้วยดี ไม่ว่าท่านจะเป็เช่นไร พวกเราก็ยังคงนับถือท่านเช่นเดิม'
เย็นวันหนึ่งหลังจากที่เขาเดินทางกลับจวนไป๋ ก็ถูกท่านแม่ของตัวเองเรียกเข้าพบพร้อมกับสอบถามเขาว่ามีคนในใจแล้วหรือยัง ไป๋เทียนอี้นิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะตอบมารดาออกไปว่ายังไม่มี เขาเห็นมารดาจ้องมองมาทางเขาอย่างเศร้าสร้อย ก่อนอีกฝ่ายจะถามต่อว่า หากมารดาขอให้เขาหมั้นหมายกับคุณหนูรองตระกูลเมิ่งซึ่งเป็ตระกูลขุนนางฝ่ายปกครอง มีบิดาดำรงตำแหน่งเป็เสนาบดีกรมพิธีการ เขาจะยินยอมรับการหมั้นหมายนี้หรือไม่ เพราะมารดาคิดว่าเขากับคุณหนูรองตระกูลเมิ่งเหมาะสมกันมาก หากทั้งสองตระกูลได้เกี่ยวดองกันก็คงดี
ไป๋เทียนอี้เอ่ยปฏิเสธคำขอของมารดาด้วยน้ำเสียงจริงจังและกล่าวด้วยความเด็ดขาดว่าเื่คู่ครองของตนเองนั้นจะเป็ฝ่ายจัดการด้วยตัวเองเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม จากนั้นเขาก็ลุกออกจากห้องรับแขกเพื่อกลับเรือนใหญ่ของตัวเองทันที แม้จะได้ยินเสียงร่ำไห้ของมารดาก็ไม่กล้าหันกลับไปเพราะกลัวว่าจะเป็เขาเองที่ใจอ่อน
เื่ของคู่ครองคือความสุขทั้งชีวิตของเขา เขาไม่จะให้คนอื่นตัดสินใจเื่สำคัญนี้แทนเขา แม้คนที่ว่าจะเป็มารดาที่ให้กำเนิดเขาขึ้นมาก็ตาม
ท้องพระโรงในวังหลวง
ฮ่องเต้ซีฉินมู่หยางมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างจากฮ่องเต้รัชกาลอื่นอย่างสิ้นเชิงที่จะมีการออกว่าราชการใน่เช้าของทุกวัน แต่สำหรับฮ่องเต้พระองค์นี้กลับรับสั่งให้มีการประชุมสำหรับขุนนางฝ่ายปกครองแยกกับฝ่ายทหารเดือนละหนึ่งครั้ง และมีการประชุมรวมของขุนนางทั้งสองฝ่ายพร้อมกันหนึ่งครั้ง
จำนวนการประชุมที่น้อยลงอย่างน่าในี้กลับไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพของการทำงานและการแก้ไขปัญหาของแคว้นที่เกิดขึ้นช้าลงแต่อย่างใด ในทางกลับกันประสิทธิภาพและผลงานของขุนนางทุกฝ่ายกลับมากขึ้นกว่าเดิมเป็เท่าตัวเมื่อพวกเขาใช้เวลาที่เหลือไปกับการทำงานในหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับการเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในตอนเช้าของทุกวันยกเว้นวันหยุด
วันนี้ถึงกำหนดประชุมประจำเดือนที่จะรวบรวมเหล่าขุนนางทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายทหารมาหารือกันในปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งรายงานความคืบหน้าของการแก้ปัญหาที่ถูกนำขึ้นมาพูดคุยเพื่อหาวิธีแก้ไขในเดือนที่แล้ว
ซีฉินมู่หยางที่นั่งบนบัลลังก์ัรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่างกำลังเกิดขึ้นกับเหล่าขุนนางที่มาเข้าประชุมในวันนี้ เขาไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองรึเปล่าว่าเมื่อถึงเวลาที่ไป๋เทียนอี้ต้องก้าวขึ้นมารายงานเกี่ยวกับกองทัพของตัวเอง สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังอีกฝ่ายเป็พิเศษ และมีบางส่วนที่พยายามลอบมองมายังเขาอีกด้วย
ใบหน้างดงามของซีฉินมู่หยางเรียบนิ่ง เขาสลัดความคิดไร้สาระในหัวออกไปและหันมาสนใจกับรายงานของสหายแทน เมื่อสหายเอ่ยรายงานจบเขาก็พยักหน้ารับรู้ก่อนจะโบกมือเรียวบางของตัวเองให้อีกฝ่ายกลับไปนั่งประจำที่ของตัวเอง
มีอีกสิ่งที่ซีฉินมู่หยางได้ล้มล้างพิธีการที่สืบทอดกันมาแต่ดั้งเดิมของวังหลวง คือการมีเก้าอี้ให้ขุนนางและผู้ติดตามทุกคนได้นั่งในระหว่างการประชุม จากที่ปกติแล้วตามธรรมเนียมของการว่าราชการ เหล่าขุนนางจะต้องยืนตามตำแหน่งของตัวเองทางฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวาของฮ่องเต้เท่านั้น
เมื่อเขาได้รับแต่งตั้งสืบทอดราชบัลลังก์จากเสด็จพ่อ สิ่งแรกที่เปลี่ยนแปลงในการว่าราชการครั้งแรกก็คือสิ่งนี้ ขุนนางหลายคนล้วนมีอายุที่มากแล้ว แต่ถึงจะอายุยังไม่มาก การที่ต้องมายืนสงบนิ่งอย่างเรียบร้อยเป็เวลานานติดต่อกันก็ไม่ดีต่อสุขภาพอยู่ดี เขาจึงสั่งให้คนนำเก้าอี้และป้ายชื่อกับตำแหน่งติดลงบนเก้าอี้ที่วางเอาไว้ และให้ขุนนางนั่งลงบนเก้าอี้ที่มีชื่อของตัวเองกำกับเท่านั้น
ยามนั้นการตอบสนองของขุนนางแต่ละคนต่างตกอยู่ในความมึนงง เมื่อได้นั่งเก้าอี้ก็ตัวแข็งค้างไม่เป็ธรรมชาติ จนเมื่อได้เจอกับสถานการณ์เหล่านี้หลายครั้งเข้าถึงได้เริ่มคุ้นชินไม่นั่งตัวแข็งเหมือนครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้ปล่อยตัวไม่รักษากิริยามารยาทของตัวเองต่อหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้
"ต่อไปเป็ของกรมไหน" ใบหน้างดงามเหนือใต้หล้าหันไปถามขันทีข้างกาย
"ต่อไปเป็ของกรมพิธีการพ่ะย่ะค่ะ"
"อืม" ซีฉินมู่หยางส่งเสียงตอบรับในลำคอ ก่อนเขาจะเห็นเสนาบดีเมิ่งลุกออกจากเก้าอี้ของตัวเองมายืนยังตำแหน่งด้านหน้าของเขา
"ถวายบังคมฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเมิ่งเจิ้งถิง เสนาบดีกรมพิธีการ ขออนุญาตขอความเห็นของฝ่าาในการกำหนดวันพิธีคัดเลือกฮองเฮาและพระสนมเพื่อมาถวายการดูแลฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ"
ทันทีที่เสนาบดีเมิ่งกล่าวจบ บรรยากาศในท้องพระโรงก็รู้สึกได้ถึงความอึมครึมทันที มีเสียงฮือฮาเล็ดลอดออกมาก่อนจะเงียบลง ทุกสายตาพากันจับจ้องไปยังแม่ทัพไป๋เทียนอี้และเฝ้ามองท่าทีของอีกฝ่ายไม่วางตา
ซีฉินมู่หยางไม่ได้ให้ความสนใจกับท่าทางไม่ปกติของขุนนางที่อยู่เบื้องล่าง เนื่องจากตอนนี้อารมณ์ของเขากำลังขุ่นมัวเพราะรับรู้ได้ในทันทีว่าคนที่สั่งการอยู่เื้ัเสนาบดีเมิ่งคือผู้ใด
ดูเหมือนเสด็จย่าของเขาจะว่างงานมากน่าดู คงต้องหาเวลาไปเยี่ยมสักหน่อยแล้ว
"ยกเลิกพิธีคัดเลือกพระสนมที่พวกเ้าคิดจะจัดขึ้นซะ เื่ในวังหลังของข้า ข้าจะเป็ผู้ตัดสินใจเอง ไม่ใช้หน้าที่กงการอะไรของพวกเ้า ข้าเลือกพวกเ้าเพื่อมาดูแลประชาชน ไม่ใช่เพื่อมาดูแลข้า ใส่ใจในหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ"
น้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าทรงอำนาจและยังแฝงมากับบรรยากาศเ็า ท่ามกลางท้องพระโรงที่กว้างขวาง เสียงของฮ่องเต้ดังก้องกระทบเข้าไปถึงหัวใจที่ดิ่งลงไปยังตาตุ่มเมื่อได้เห็นว่าหัวข้อที่ถูกยกมาเมื่อครู่กำลังทำให้ฮ่องเต้พิโรธอย่างหนัก
ขุนนางทั้งหมดนิ่งเงียบ พวกเขาแทบไม่กล้าหายใจออกมา บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกดดันราวกับถูกขุนเขาขนาดใหญ่กดทับจนพวกเขาหายใจไม่ออกปกคลุมอยู่หลายอึดใจ ก่อนที่นายเหนือหัวบนบัลลังก์จะลุกขึ้นและสะบัดชายเสื้อคลุมัเดินออกจากท้องพระโรง เป็อันว่าการประชุมในครั้งนี้สิ้นสุดแล้ว
ทันทีที่ร่างงามของฮ่องเต้หายลับไป ขุนนางทุกคนต่างถอนหายใจยาวออกมา ขาของพวกเขาอ่อนยวบ หากว่าไม่ได้นั่งอยู่บนเก้าอี้ มิแคล้วว่าคงเข่าอ่อนลงไปกองกับพื้นอย่างไม่น่าดูเสียแล้ว
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะพูดคุยถึงเื่ที่เกิดขึ้น ขันทีในตำหนักของฮ่องต้ก็เดินเข้ามาในท้องพระโรงอีกครั้ง ก่อนจะถ่ายทอดรับสั่งจากฮ่องเต้กับแม่ทัพไป๋เทียนอี้ว่าฝ่าาทรงเรียกอีกฝ่ายเข้าพบที่ห้องทรงพระอักษร
ด้วยน้ำเสียงของขันทีไม่ได้เบานัก พวกเขาจึงได้ยินประโยคนี้กันทุกคน หลังจากกายสูงใหญ่ของแม่ทัพไป๋เทียนอี้เดินตามขันทีออกไป พวกเขาต่างเข้ามาจับกลุ่มพูดคุยกันทันที
ประเด็นที่พูดคุยกันก็ไม่พ้นเื่ที่ฝ่าาทรงปฏิเสธการรับฮองเฮาและสนมเข้าวัง ทั้งที่เป็เื่ปกติที่ฮ่องเต้ทุกรัชกาลจะถูกจัดให้มีพิธีนี้เมื่อถึงวัยอันสมควรแก่การหาผู้สืบราชบัลลังก์ผ่านทางสายเื
และนี่ยังเป็โอกาสอันดีที่ขุนนางอย่างพวกเขาจะได้เพิ่มอำนาจของตัวเองจากกการส่งคนในตระกูลเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของวังหลัง หากโชคดีที่อีกฝ่ายสามารถสร้างความพึงพอใจต่อฝ่าาได้ ก็จะได้รับพระราชทานของล้ำค่าและได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น และถ้าโชคดีมากกว่านั้น รัชทายาทคนต่อไปของแคว้นซีฉินอาจจะมีสายเืตระกูลของพวกเขาไหลเวียนอยู่ภายในกาย
แต่นี่ ฝ่าากลับปฏิเสธอย่างเด็ดขาด อีกทั้งยังแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจในสิ่งนี้
และสาเหตุที่พวกเขาคิดว่าเป็ไปได้มากที่สุด อาจเป็สิ่งที่กำลังเล่าลืออย่างหนักในแคว้นของพวกเขาตอนนี้
เื่ราวความรักของระหว่างแม่ทัพไป๋เทียนอี้กับฮ่องเต้ซีฉินมู่หยาง
ยามแรกที่พวกเขาได้ยินข่าวลือนี้ แต่ละคนต่างคิดว่านี่เป็เพียงเื่แต่งเท่านั้นไม่มีทางเป็ความจริงแน่นอน แม่ทัพไป๋และฮ่องเต้ต่างเป็บุรุษที่องอาจและน่าเกรงขาม ทั้งสองจะพึงใจต่อกันได้อย่างไร นี่มันผิดกฎของธรรมชาติ ที่บุรุษจะต้องคู่กับเกอหรือสตรีเท่านั้นเพื่อสืบทายาท นี่คือหลักความจริงที่ได้รับการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน
อ่า แม้ว่าจะมีบางอย่างผิดแปลกเล็กน้อยตรงที่ฮ่องเต้ทรงมีรูปลักษณ์งดงามยิ่งกว่าเกอและสตรีในแคว้นที่ไม่อาจหาใครมาเทียบเคียงได้
ตำรายวนยาง์ของปรมาจารย์ที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนล้วงเป็เพียงการแต่งเื่ที่ไร้สาระขึ้นมามอมเมาผู้คนให้ชาวบ้านเข้าใจทั้งคู่ผิดไป
แต่การตอบสนองของฮ่องเต้และแม่ทัพในวันนี้ทำให้สิ่งที่พวกเขายึดมั่นพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
เหตุใดฮ่องเต้จึงไม่้าพระสนมมาปรนนิบัติ และเหตุใดแม่ทัพจึงจับจ้องไปยังฮ่องเต้หลังจากที่เสนาบดีเมิ่งพูดจบด้วยสายตาน่ากลัว
อีกทั้งฝ่าายังมีรับสั่งเรียกตัวแม่ทัพไป๋เข้าพบเป็การส่วนตัวอีกด้วย
หรือว่าข่าวลือนี้จะมีมูลของความจริง และปรมาจารย์เยว่หลันคือผู้ที่รับรู้ความลับนี้และเปิดเผยมันออกมาผ่านทางตำราที่มีเนื้อหาที่ทั้งซาบซึ้งกับความรักของทั้งคู่และยังมีฉากชวนระทึกเ่าั้ที่กระตุ้นกามอารมณ์ของคนอ่านอีกด้วย
ถ้าเื่ที่ปรมาจารย์เยว่หลันเขียนเป็ความจริง งั้นแสดงว่าแม่ทัพไป๋แข็งแกร่งถึงขนาดที่ทำขาเตียงพระบรรทมของฮ่องเต้หักจะเป็เื่จริงด้วย!?
Talk: สวัสดีเช้าวันใหม่ จากนักเขียนไส้แห้งที่ยังไม่ได้นอนเ้าค่ะ