หิมะยังคงโปรยปรายลงมาไม่หยุดหย่อน เมื่อเช้าถ้าไม่กวาดหิมะลงจากหลังคาเกรงว่าหลังคาจะรับน้ำหนักไม่ไหว
“ปีนี้หิมะตกหนักมากเลยนะเจ้าคะ” ซูเซียงเติมถ่านใต้ถาดอุ่นหมึกอย่างระมัดระวัง
“ไม่ต้องเติมถ่านมากหรอก ข้าคิดว่าถาดอุ่นหมึกใกล้จะร้าวแล้ว”
“จริงด้วยเจ้าค่ะ”
ซูเซียงมองรอยร้าวเล็ก ๆ ของถาดอุ่นหมึก ห้องนอนห้องนี้มีกำแพงไฟคอยให้ความอบอุ่นแต่ทว่าหมึกก็ยังแข็งตัวเพราะอากาศหนาวเหน็บจำต้องใช้ตัวช่วยอย่างถาดอุ่นหมึก
“ถาดอุ่นหมึกทำมาจากอะไรหรือเจ้าคะ เหตุใดมันถึงได้เสียหายง่าย” คีบถ่านออกมาเก็บไว้ในกระถางไฟดังเดิม แล้วเปลี่ยนถาดอุ่นหมึกอันใหม่
“อันที่เจ้าเปลี่ยนออกไปน่าจะทำมาจากหินเซ่อสือ ส่วนอันนี้ที่เจ้านำมาวางแทนที่อันเดิมน่าจะทำมาจากหินซงฮวาเจียง”
จ้าวลู่ชิงจุ่มหมึกแล้วคัดตำราโรคแปลกประหลาดตามชนเผ่านอกด่านเพื่อแจกจ่ายเป็นวิทยาทานให้แก่หมอทั่วต้าถัง
“ถาดอุ่นหมึกหนึ่งอันมิใช่ราคาถูก ๆ เหตุใดเสียหายง่ายถึงเพียงนี้” ซูเซียงบ่นให้กับราคาไม่สมเหตุสมผลกับคุณภาพ
จ้าวลู่ชิงหยุดมือที่กำลังตวัดปลายพู่กัน “ถาดอุ่นหมึกหนึ่งอันราคาเท่าไหร่หรือ”
“บ่าวถามพ่อบ้านเหามาแล้วเจ้าค่ะ ราคาอันละห้าสิบก้วน”
“ห้าสิบก้วน” จ้าวลู่ชิงตาเป็นประกายกับราคาของถาดอุ่นหมึก “ราคาแพงมิใช่น้อย ถ้าหากว่าใช้ดินทำราคาน่าจะถูกกว่าใช้หิน”
ซูเซียงมองตาเปล่งประกายของคุณหนูก็ยิ้มออกมา “คุณหนูมีวิธีหาเงินอีกแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ”
จ้าวลู่ชิงเคยอ่านเจอว่าช่วงราชวงศ์ชิงมีการคิดค้นถาดฝนหมึกแบบอุ่นหมึกได้ซึ่งมันทำมาจากดินจื่อซาหนี
ดินจื่อซาหนีจากเจียงซูจะมีความยืดหยุ่นสูงเมื่อนำมาผลิตจึงทนทาน ยากแก่การแตกหักและเสียหายจากความร้อน ถ้าจำไม่ผิดคนสมัยนั้นเรียกว่า “ถาดอุ่นหมึกจื่อซา”
จ้าวลู่ชิงเล่าลักษณะของถาดอุ่นหมึกจื่อซาให้กับซูเซียงฟัง รอยยิ้มขว้างปรากฏอยู่บนใบหน้าซูเซียง
“คุณหนูจะเปิดร้านขายเครื่องเขียนใช่ไหมเจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้มีเวลามากพอ ตอนนี้ฝ่าบาทคืนบรรดาศักดิ์ให้กับท่านปู่แล้ว การเปิดร้านเครื่องเขียนจึงไม่อยู่ในความสนใจ”
“เสียดายแย่”
“ข้าไม่มีเวลา แต่พวกเราสามารถเป็นหุ้นส่วนรอรับเงินปันผลได้”
ซูเซียงเงยหน้าทันทีเมื่อได้ยินวาจาเมื่อสักครู่
“เจ้าลืมเหล่าเหิงไปแล้วหรือ ข้าจะเขียนจดหมายไปถึงเหล่าเหิง หากเขาสนใจข้าก็จะบอกวิธีการทำ”
“คุณหนูจะแบ่งรายได้กับนายท่านสกุลเหิงอย่างไรเจ้าคะ”
“เจ้าคิดว่าสามส่วนสิบเป็นอย่างไรบ้าง”
“ทางเรามีเคล็ดลับแต่ทางนั้นต้องลงแรงผลิตและขาย สามส่วนสิบก็ถือว่าไม่เอารัดเอาเปรียบจนเกินไป”
“ใช่แล้ว ทำการค้าพวกเราจะเอารัดเอาเปรียบอีกฝ่ายมากจนเกินไปมิได้ มิเช่นนั้นอนาคตจะกลายเป็นศัตรูกัน”
เรื่องเงินทองพี่น้องยังต้องทำบัญชีให้ชัดเจน นับประสาอะไรกับคนนอกสกุล ผลประโยชน์รั่วไหลออกไปมากจนเกินรับไหวย่อมเกิดปัญหาตามมา
“จ้าวกูเหนียงขอรับ มีจดหมายจากท่านอ๋องส่งมาถึง”
เสียงจากหน้าต่างดังเข้ามาในห้อง ซูเซียงรีบลุกขึ้นไปแง้มหน้าต่างแล้วรับกระบอกมาจากมือขององครักษ์เงาจากนั้นก็กล่าวขอบคุณ
“ขอบคุณท่านมาก”
ซูเซียงนำกระบอกจดหมายมาวางลงบนโต๊ะที่จ้าวลู่ชิงนั่งอยู่ หลังจากวางเสร็จก็หันไปทำอย่างอื่น เพื่อให้ผู้เป็นนายอ่านจดหมาย
จ้าวลู่ชิงอ่านจดหมายที่ถูกส่งมา กองทัพต้าถังใช้เวลาลักลอบโจมตีกองทัพศัตรูเพียงไม่กี่วันก็สำเร็จ สาเหตุที่โจมตีกองศัตรูแตกพ่ายได้ง่ายเป็นเพราะศัตรูไม่คาดคิดว่าต้าถังจะกล้าลักลอบบุกโจมตีด้วยกำลังพลน้อยนิด
แต่มีอีกอย่างที่จ้าวลู่ชิงคิดว่าเขาไม่ได้บอกในจดหมายนั่นก็คือต้าถังได้ส่งสายลับปะปนเข้าไปในกองทัพทูเจวี๋ย การโจมตีเลยง่ายดายเช่นนี้
ผู้ที่ทะนงตนย่อมใช้ชีวิตอย่างประมาทจนหลงลืมไปว่าตัวเองก็เป็นเพียงมนุษย์ผู้หนึ่ง เจี๋ยลี่เค่อหานก็เป็นเพียงบุรุษที่ไร้ศักดิ์ศรีทิ้งภรรยาแล้วหนีเอาตัวรอดเพียงลำพัง
อี้เฉิงกงจู่ถูกสุยหยางตี้ส่งไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับผู้นำเผ่าทูเจวี๋ย พอสามีคนแรกเสียชีวิตนางก็ต้องตกเป็นภรรยาของผู้นำคนต่อไป ซึ่งก็คือบุตรชายของสามีคนแรกนั่นเอง
เรื่องไร้คุณธรรมเช่นนี้หากถามชาวฮั่นแท้ คงมีแต่คนก่นด่าและติฉินนินทา แต่สำหรับพวกชนเผ่าไร้อารยธรรมกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเค่อตุน [1] ของเผ่าเป็นเพียงมารดาเลี้ยงมิใช่มารดาแท้ ๆ เสียหน่อย
นางอ่านรายละเอียดบนหน้ากระดาษยิ่งหดหู่ แม้ว่าการทำศึกในครั้งนี้สูญเสียกำลังพลไปเพียงน้อยนิด แต่การสูญเสียช่างโหดร้ายยิ่งนัก พวกทูเจวี๋ยเหตุใดถึงได้เลวร้ายขนาดนี้
เอาศีรษะของผู้อื่นไปเตะเล่น ตัดใบหูกับนิ้วแขวนเป็นพวงเพื่อนับจำนวนแข่งกันว่าผู้ใดสามารถสังหารศัตรูได้มากกว่า คนพวกนี้ป่าเถื่อนอย่างแท้จริง
ข้อความบรรทัดสุดท้ายฝากให้นางบอกพ่อบ้านเหาสำรวจเงินในคลังเพื่อชดเชยให้กับครอบครัวที่สูญเสีย และยังมีข้อความตัวเล็ก ๆ บอกว่าเขาและพี่ชายของนางสบายดี
จ้าวลู่ชิงเผาจดหมายกับกระถางไฟจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
“ซูเซียง”
“เจ้าคะ”
“หากเจ้าต้องแต่งงานไปเป็นเค่อตุนของเผ่าทุ่งหญ้าเจ้าจะยอมหรือไม่”
“ให้บ่าวตายเสียยังดีกว่าไปใช้ชีวิตอยู่ในทุ่งหญ้ากับคนป่าเถื่อนเช่นนั้น”
ซูเซียงขนลุกเมื่อนึกถึงการใช้ชีวิตของคนเผ่าทุ่งหญ้า เพียงเดินผ่านนางก็ได้กลิ่นสาบ ต่อให้ปลอมตัวเข้ามาในต้าถังกลิ่นตัวพวกเขาก็ทำให้ทหารแยกออก
“อี้เฉิงกงจู่ไปใช้ชีวิตเป็นเค่อตุนที่นั่นคงลำบากไม่น้อย”
สตรีสูงศักดิ์มีพร้อมทุกอย่างต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในกระโจมแคบๆ เพียงคิดนางก็แทบเป็นลมแทน ตำหนักกว้างใหญ่กับกระโจมเทียบกันไม่ติด
“น่าสงสารอี้เฉิงกงจู่นะเจ้าคะ” แม้นางจะอายุเพียงสิบสามแต่ทว่าก็ศึกษาตำรามาพร้อมกับคุณหนูจึงรู้ว่าคนที่กล่าวถึงคือใคร
“การเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยวิธีนี้ค่อนข้างโหดร้ายกับสตรี ต้องจากบ้านเมืองไปอยู่ต่างถิ่น ไม่มีเครือญาติให้ความช่วยเหลือ หากไม่แกร่งจริงต้องกลายเป็นลูกพลับนิ่มให้ผู้อื่นรังแก”
ทั้งสองถอนหายใจ สตรีอย่างพวกตนนั้นเกิดมาลำบากเสียจริง เห็นว่าเป็นเวลาพอสมควร จ้าวลู่ชิงก็เข้านอนพรุ่งนี้เช้านางต้องไปสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
ลี่มี่นั่งอยู่บนระเบียงมองหิมะที่ปกคลุมพื้นดินจนเป็นสีขาว บนตักของนางมีโถใส่ถั่วลิสงเคลือบน้ำตาล ความหวานทำให้เด็กน้อยชอบมันเป็นอย่างมาก นางแลบลิ้นออกมาเลียน้ำตาลรอบ ๆ ถั่วลิสงด้วยใบหน้าประกายไปด้วยความสุข
“เจ้าหยุดทานได้แล้ว คุณหนูออกมาแล้ว” อี้หมัวมัวบอกหลานสาว
ลี่มี่รีบลุกขึ้นแต่ทว่ามือของนางก็กอดโถเล็กไว้แน่น ไม่ยอมให้อี้หมัวมัวแย่งไปได้
“ว้าว! คุณหนูงดงามมากเลยเจ้าค่ะ เหมือนเทพธิดาหิมะจริง ๆ นะเจ้าคะ” ลี่มี่วิ่งไปหยุดตรงหน้าจ้าวลู่ชิงแล้วแหงนมอง ปากน้อยอ้าค้าง ก่อนจะไล่สายตามองชุด
จ้าวลู่ชิงสวมชุดคลุมสีขาว ใบหน้าแต่งแต้มเล็กน้อย บนศีรษะมีที่คาดผมสีขาวทำมาจากขนกระต่ายเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ศีรษะ
ลี่มี่ไม่เคยเห็นผู้ใดคาดศีรษะเช่นนี้มาก่อน
“พวกเราไปกันเถิดเจ้าค่ะ” อี้หมัวมัวกล่าวขึ้น
“เตาอุ่นมือเจ้าค่ะ” ซูเจินยื่นเตาอุ่นมือให้กับจ้าวลู่ชิง จากนั้นก็ยื่นให้กับคนอื่น ๆ ที่ร่วมเดินทางไปด้วยในครั้งนี้
ไท่ซ่างหวงพร้อมกับเผยเยี่ยนก็เดินทางไปเยือนสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วย โอกาสดี ๆ เช่นนี้ ชายชราอย่างพวกตนย่อมไม่พลาด
โม่เอินสวมเสื้อคลุมตัวหนา มือของเขาสวมถุงมือหนังเพื่อให้ความอบอุ่น ส่วนศีรษะสวมหมวกที่ทำจากหนังกระต่าย
องครักษ์ผีที่คอยติดตามจ้าวลู่ชิงล้วนได้รับเครื่องแต่งกายเช่นเดียวกับโม่เอิน เมืองโยวโจวสิ่งที่ไม่ขาดแคลนคือขนสัตว์และหนังสัตว์
บ่าวรับใช้ของนางทุกคนต่างสวมเสื้อผ้าตัวหนาเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
รถม้าวิ่งออกจากจวนมุ่งตรงไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า อี้หมัวมัวนั่งนิ่งมาตลอดทางเริ่มสงสัยบางอย่างจึงถามขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา
“คุณหนูเจ้าคะ ไท่ซ่างหวงไม่กลับฉางอันหรือเจ้าคะ บ่าวจำได้ว่าใกล้จะถึงวันพระราชสมภพของไท่ซ่างหวงแล้ว” นางอาศัยอยู่ในฉางอันมาหลายปีย่อมรู้วันสำคัญของคนในราชวงศ์
“ไม่รู้สิ คงไม่กลับกระมัง”
ชาวบ้านยิ่งเล่าลือว่าความสัมพันธ์ฉันท์พ่อลูก ระหว่างไท่ซ่างหวงกับหลี่ซื่อหมินนั้นย้ำแย่ วันสำคัญเช่นนี้ไท่ซ่างหวงกลับอยู่ที่โยวโจว มิได้อยู่เลี้ยงฉลองที่วังหลวง คงมีข่าวลือกระฉ่อนอีกครั้ง
[1] เค่อตุน คือ ผู้นำเผ่าที่เป็นสตรีเทียบเท่าฮองเฮา