เพราะว่าโรงเรียนหยุดพักชั่วคราว ฮวาหว่านจึงไปที่โรงอาหารโดยตรง
ตอนบ่ายอาจารย์ลู่ยังคงให้พวกนางทำความคุ้นเคยกับวัตถุดิบแต่ละอย่างทั้งยังให้แกะสลักโครงร่างบนทองคำแท้ก่อนเลิกเรียนอาจารย์ลู่สั่งให้ทุกคนเตรียมพู่กันสีดำเพราะว่าพรุ่งนี้จะให้วาดโครงร่างบนกระเบื้องลายครามขาว
นอกเหนือจากเื่ประเพณีมารยาท ตำราแล้ว ศิลปะการวาดภาพก็ยังมีความสำคัญอย่างมากอาจารย์มีคำกล่าวว่าเมื่อเวลาผ่านไปอีก่หนึ่งจะสอนพวกนางแกะสลักบนวัตถุต่างชนิดไม่ว่าจะเป็ ทองคำ เงิน หยก งาช้าง
เมื่อกลับถึงห้องพัก หลินซีใบหน้าหมองเศร้า จูงมือของฮวาหว่านกล่าว“อาหว่าน ข้ากังวลใจเื่ที่จะวาดโครงร่างบนกระเบื้องลายครามขาวมากเลยเ้าคงรู้อยู่แล้วว่าฝีมือวาดภาพของข้าไม่ได้เื่เลยจริงๆถ้าหากว่ารู้ล่วงหน้าว่าอาจารย์ลู่จะให้พวกเราวาดลวดลายแบบไหนก็คงจะดี วันนี้ข้าคงต้องอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียแล้ว
ฮวาหว่านปิดปากหัวเราะ “มีอะไรน่ากังวลใจกันเริ่มแรกคงไม่ค่อยชำนาญ พอค่อยผ่านไปก็จะชำนาญเองแหละ”
“เ้าเองเดิมทีวาดภาพดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องกังวลน่ะสิ ก่อนหน้านี้ที่เ้าวาดรูปกล้วยไม้สีชมพูบนกระดาษซวนจื่อยังได้รับคำชมเชยจากอาจารย์ลู่อยู่เลย” หลินซีเอามือลูบหน้า จงใจถอนใจอย่างซื่อสัตย์“ข้ายังคงไปสอบถามคนอื่นดีกว่า ไม่แน่ว่าอาจถามได้ถูกคน”
หลินซีจงใจพูดเสียงดังให้เซียะหรูอิงและหวังจื่อหรูได้ยินเซียะหรูอิงเหล่สายตามองหลินซีแวบหนึ่ง จงใจไม่สนใจนางแต่หวังจื่อหรูกลับแสดงความเห็นอกเห็นใจ ถอนใจยาวเป็เพื่อนหลินซี
รอจนหวังจื่อหรงหมุนกายลับหลังไปแล้ว มุมปากกลับกระดกเอื้อนเอ่ยถ้อยคำหยอกล้อเหยียดหยาม
เมื่อครู่นางจงใจแกล้งกล่าวว่าลืมสิ่งของต้องกลับไปที่ห้องเรียนอีกรอบ
เมื่อถึงระเบียงทางเดินหน้าห้องเรียน นางได้ยินเสียงอาจารย์ลู่กำลังพูดคุยกับอาจารย์ท่านอื่นๆ อยู่
ตอนเย็นนางจึงค่อยๆ ไตร่ตรองพรุ่งนี้เมื่อวาดโครงภาพบนเครื่องลายครามขาวจะต้องงดงามจนทำให้คนรอบข้างต้องประหลาดใจและต้องทำให้อาจารย์ลู่มองนางในมุมมองที่เปลี่ยนไป
เลิกเรียนในวันนี้ สีหน้าหวังจื่อหรงไม่ค่อยดีเท่าไหร่รอยยิ้มที่มุมปากก็ดูฝืนใจมาก
เมื่อคืนก่อนนางตั้งใจวาดภาพนาสาลิกาฤดูหนาวกับดอกเหมยดำเป็พิเศษถึงแม้ว่าจะได้รับคำชมจากอาจารย์ลู่ แต่ยังคงนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้
“อาหว่านแิลวดลายบนเครื่องลายครามขาวของเ้ามีความโดดเด่นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครเหลือเกินยังมีบทกลอนนั้นอีก แต่เ้าเขียน ” หลินซีล้างมือทำความสะอาดหมึกพิมพ์ที่เปื้อนเล็กน้อยแล้วจึงยื่นส่งสบู่ถั่วให้ฮวาหว่าน
เดิมทีอาจารย์ลู่ร้องขอให้พวงนางวาดรูปดอกเหมยบนเครื่องลายครามขาวกระเบื้องขาวดั่งหิมะ ดอกเหมยดั่งจิติญญา
ในชั้นเรียนนักเรียนหญิงส่วนมากล้วนวาดดอกไม้สีแดงมีกิ่งก้านสีดำมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ใช้วิธีวาดแบบแต้มสีดำจางๆ
ฮวาหว่านตอนแรกนั้นวางแผนจะใช้วิธีวาดแบบแต้มสีดำจางๆแต่เมื่อลองไตร่ตรองอย่างละเอียดแล้วรู้สึกว่าวาดรูปพลัมดอกเหมยสามต้นเหมือนหายากมากกว่าวาดต้นพลัมห้าต้นก็ยิ่งอัดแน่นเกินไป ยิ่งปรากฏให้เห็นความยุ่งเหยิงเข้าไปใหญ่
ฮวาหว่านจึงจงใจจับพู่กันใช้สีน้ำตาลย้อมวาดลวดลายเรียงกันตั้งใจวาดเป็รูปเฉลียงระเบียง ที่ลานบ้านด้านนอกระเบียงปลูกเพียงต้นอ่อนของพลัมดอกเหมยสองต้น
ในรูปจะกำลังเป็่พักฤดูหนาว ดอกไม้เดิมทีที่ยังตูมอยู่เมื่อถึงห้วงกลางคืนจะเป็ดอกเหมยฤดูหนาวที่เบ่งบานแล้วรูปเงาสีดำจางๆ ของต้นเหมยสั่นไหวอ่อนพลิ้วััเข้ากับชายคาของระเบียงอย่างพอดีหิมะสีขาวที่ปกคลุมบันไดหินที่สลักรูปดอกไม้ระหว่างช่องหน้าต่างยังคงสะท้อนเงาจางๆ ของต้นเหมย
ฮวาหว่านเมื่อแต้มสีดอกไม้ดอกสุดท้ายเสร็จแล้วจึงวางพู่กันเปื้อนสีในมือลง เปลี่ยนจับพู่กันขนอ่อนอีกด้าม ตรงช่องว่างของมุมใต้ก้อนหินเขียนข้อความ“เดินย้อนกลับระเบียง ดอกเหมยร่วงหล่นส่งกลิ่นหอมอันอ่อนโยน”
ตัวอักษรบรรจงคัดวาดอย่างงดงาม เมื่อเห็นก็รู้แล้วว่าในชั้นเรียนคัดตัวอักษรนางใช้เวลาเป็อย่างมาก
โครงภาพบนเครื่องลายครามสีขาวของฮวาหว่านได้รับคำชมเชยจากอาจารย์ลู่เป็อย่างมากดึงดูดให้คนรอบข้างรู้สึกอิจฉา
ฮวาหว่านหันไปทางหลินซีส่ายหัว หัวเราะกล่าว“ข้าไหนเลยจะมีความสามารถขนาดนั้น นั่นคือถ้อยคำที่ท่านซูเขียนขึ้น”
หวังจื่อหรงที่ยืนอยู่ด้านหลังของคนทั้งสองขมวดคิ้ว “เฮอะ เฮอะ”เปล่งเสียงแค่นเ็าสองครั้งกล่าว“ภาพวาดบนเครื่องลายครามขาวของฮวาหว่านงดงามจริงๆเพียงแค่การวางสัดส่วนของภาพก็ไม่ง่ายแล้ว คงไม่ใช่เพราะเกิดแรงบันดาลใจถึงทำได้ล่ะในเมื่อคืนวานก็มีความคิดดีแล้ว ทำไมไม่บอกกับหลินซีเล่า”
ฮวาหว่านหันกลับมามองหวังจื่อหรงอย่างตกตะลึง“ข้าเองก็ทราบว่าจะต้องวาดลวดลายอะไรในเวลาเดียวกันกับพวกเ้า”
หลินซีมองคนทั้งสองไปมาด้วยความแปลกใจ ไม่กล่าวคำพูดอะไรกลับเป็เซียะหรูอิงที่สั่วให้หวังจื่อหรูหุบปาก “ฮวาหว่านหากรู้เื่นี้ก่อนแล้วคงจะวาดภาพได้ดีกว่านี้อีก เ้าเองก็ไม่ต้องสงสัยผีสางเทวดาให้มากไป”
ก่อนหน้านี้เซียะหรูอิงจงใจไปหาอาจารย์ลู่เพื่อปรึกษาขอพิจารณาโครงภาพบนเครื่องลายครามสีขาวของฮวาหว่านอย่างละเอียดแม้ว่ารูปนั้นจะงดงามแปลกใหม่ไม่เหมือนใครทั้งยังมีเสน่ห์ทรงคุณค่าแต่เพราะว่ารีบร้อนเกินไปจึงมีสองจุดที่จัดการได้ยังไม่เข้าที่ทางและเหมาะสมดีพอ
เซียะหรูอิงลุกขึ้นยืนหวังจื่อหรูจึงได้แต่หุบปากหน้าเหยเก ในใจนางทั้งอิจฉาทั้งร้อนรนเซียะหรูอิงและหลินซีต่างก็อยากไปสำนักอักษร ฮวาหว่านกับตัวนางกลับอยากไปสำนักหนิงกวงหยวน
ไม่ว่าฮวาหว่านจะยอดเยี่ยมขนาดไหนล้วนไม่สามารถขัดขวางเป็อุปสรรคต่อเซียะหรูอิงหรือหลินซีได้แต่กับนางก็ไม่เหมือนกันแล้ว ทุกปีสำนักหนิงกวงหยวนยงแค่เลือกคนของโรงเรียนช่างศิลป์แค่สิบคนเท่านั้นเมื่อฮวาหว่านมาถึงทำให้ความหวังที่นางจะเข้าสำนักหนิงกวงหยวนลดน้อยลงไปอีกหลายส่วน
“ข้าก็เชื่อว่านางไม่รู้เื่มาก่อน”หลินซีดึงแขนของฮวาหว่าน กล่าวเสียงแหบต่ำ “อาหว่าน พรุ่งนี้โรงเรียนช่างศิลป์หยุดพักผ่อนประจวบเหมาะเป็วันขึ้นสิบห้าค่ำ อยากไปตลาดกระเบื้องที่วัดเซียงกั๋วด้วยกัน”
หลินซีชอบเที่ยวเล่นพอกล่าวถึงตลาดกระเบื้องใบหน้าก็ปรากฏความดีใจและเฝ้าคอย
ฮวาหว่านยิ้มอย่างขอบคุณให้กับเซียะหรูอิงก่อนแล้วจึงกล่าวกับหลินซี “พรุ่งนี้ข้าต้องกลับหมู่บ้านยวินเซียวไปหาท่านลุงกับท่านป้า”
“อาตลาดกระเบื้องมีของแปลกใหม่ตั้งมากมาย ยังมีคนเล่นการแสดงหุ่นเชิดน่าสนุกสนานคึกคักจะตาย อาหว่านเ้าจะไม่ไปจริงๆน่ะเหรอ”หลินซีรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจ
“ั้แ่เข้าโรงเรียนช่างศิลป์ข้าก็ไม่เคยกลับไปเลย พรุ่งนี้พักผ่อนหากข้ายังอยู่เที่ยวเล่นในเมืองหลวงอีกท่านลุงกับท่านป้าคงจะโกรธมากแน่ทุกเดือนที่วัดเซียงกั๋วต้องเปิดตลาดกระเบื้องตั้งห้าครั้งครั้งหน้าพวกเราค่อยไปด้วยกันก็ได้นะ”
ฮวาหว่านเมื่อพูดอย่างนี้แล้วหลินซีจึงได้แต่เลิกรา บนใบหน้ารู้สึกถูกทิ้งอย่างเก็บไว้ไม่มิด
หวังจื่อหรงที่เดินอยู่ด้านหลังของฮวาหว่านกับหลินซีเพื่อกลับห้องพักนางเองก็อยากไปตลาดกระเบื้องเช่นกัน เสียดายที่หลินซีไม่ได้เชิญนางไปด้วยในใจเหมือนไม่มีรสชาติอันใด ริมฝีปากเหมือนมีรสชาติขมฝาดได้แต่กระซิบกระซาบเสียงเบา “ท่านลุงนั่นมีอะไรน่าไป คนอื่นเห็นเป็แค่ลูกเลี้ยงเ้ากลับคิดว่าตัวเองเป็ลูกรัก”
“อย่าไปสนใจจื่อหรงยัยคนนั้นพูดจาเจ็บแสบใจดำคิดเล็กคิดน้อย พูดออกมาก็ไม่น่าฟัง” หลินซีเบิ่งตามองหวังจื่อหรงอย่างไร้อารมณ์กระซิบกระซาบเสียงเบาที่ข้างหูฮวาหว่าน
ฮวาหว่านกะพริบตาสงสัยความจริงที่หวังจื่อหรูพูดอะไรออกมา นางฟังไม่ชัดแม้แต่คำเดียว
เพราะว่าเป็วันชำระล้างจิตใจโรงเรียนช่างศิลป์จึงเลิกเรียนก่อนหนึ่งชั่วยาม ฮวาหว่านพลิกหยิบปิ่นปักผมไม้รูปเมฆมงคลที่แกะสลักเมื่อตอนเข้าเรียนกับรูปวาดตัวอักษรมงคลหลายรูปจากในตะกร้าปิ่นปักผมไม้นั้นเมื่อเปรียบเทียบกับอันที่เซียะหรูอิงปักบนมวยผมยังละเอียดประณีตกว่าฮวาหว่านเสียดายที่จะใช้เอง จึงตัดสินใจจะนำไปมอบให้ท่านป้า
ฮวาหว่านอยู่ในห้องพักค่อยๆเก็บเสื้อผ้าคุณชายน้อยอันจูของศาลาสุคนธรสเพราะว่าด้วยเื่ของฮวาหว่านจึงระบายอารมณ์กับเถ้าแก่อันบิดาของตนเอง
“ท่านพ่อเหตุใดยัยเด็กนั่นถึงไม่มาที่ร้านเราอีกเลย” อันจูตบโต๊ะเสียงดังปังๆจนขนมในจานเล็กสั่นะเืร่วงหล่นแตกละเอียดเกลื่อนบนโต๊ะ
“สาวน้อยหว่านมีเส้นทางอนาคตที่ดีกว่าตัวเองไม่ต้องมานั่งถักหญ้าประดับให้ลำบากอีกแล้ว” เถ้าแก่อันที่นั่งหน้าตู้กำลังดีดลูกคิดนิสัยของบุตรชายเขาเองทราบดี คาดเดาว่าที่เขาดุว่า ยังเพราะเกลียดชังเด็กสาวสาวน้อยหว่านไม่มาก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ถูกบุตรชายรังแกอีก
“นางมีอนาคตที่ดีอะไรกัน?อันจูหยิบขนมจากในจานเข้าปาก รสชาติหวานอร่อยทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นบ้างแถมยังไม่ตบโต๊ะอีก
“ไปโรงเรียนช่างศิลป์แล้วต่อไปไม่แน่ว่านางอาจมีอนาคตที่สดใส” เถ้าแก่อันตอบคำอย่างไม่ใส่ใจเงยหน้ามองเห็นอันจูทะยานออกจากศาลาสุคนธรสราวกับสายลม
“อ๋ายส์จูเอ๋อ เ้ายังจะไปที่ไหนอีก.....” แก่อันะโเสียงดังเสียดายที่คนวิ่งไปไกลเสียแล้ว เถ้าแก่อันส่ายหัวอย่างอับจนปัญญาก้มศีรษะลงตรวจสอบบัญชีต่อ
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/31460372a950b4e2a8c09017ed8e19b6
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่บันทึกมงกุฎขนนกที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #บันทึกมงกุฎขนนก #เรือนหอมหมื่นลี้#readAwrite ด้วยน้า