ภาพของปราการเบญจธาตุปรากฏสูงตระหง่าน เหล่าทหารเทพยืนล้อมปราการด้วยความพร้อมรบ พื้นที่ล้อมรอบเต็มไปด้วยหมอกควันและเศษซากจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้
เทพฟ้าดินมองไปที่ปราการ "เหล่าทหารมารถอยร่นเข้ามาจนถึงที่นี่แล้ว ข้าคิดว่าเราควรรีบตีปราการก่อนที่พวกมันจะได้ตั้งตัว"
เทพเหมันต์นิ่งคิด เหลียวมองเทพฟ้าดิน "แต่เราไม่รู้ว่าในปราการนี้ซ่อนอะไรอยู่ หากยังมีขุนพลมารผู้เยี่ยมยุทธยังไม่ถูกปราบ เราส่งเจ้าบุกเข้าไป อาจเป็นอันตรายต่อเจ้าได้"
เทพฟ้าดินกล่าวอย่างมั่นใจ "ข้าฝึกฝนมาหลายปี ภายใต้การชี้แนะของท่านอาจารย์ ข้าไม่กลัวหรอก ข้าจะเอาชัยชนะมาให้ท่านและกองทัพให้ได้"
เทพเหมันต์ถอนหายใจ ลังเลเล็กน้อย "ข้าเข้าใจในฝีมือเจ้า แต่เจ้าก็ควรจะต้องรู้เช่นกันว่ามารพวกนั้น... มันจะกระทำสิ่งที่เลวร้าย หากพวกมันจับตัวเจ้าไปได้"
เทพฟ้าดินหรี่ตามองแน่วแน่ "ท่านอาจารย์กลัวข้าจะถูกจับไปทรมานเช่นนั้นหรือ"
เทพเหมันต์พยักหน้า "ใช่ เจ้ารู้ดีว่ามารพวกนั้นมันร้ายกาจเพียงใด ข้าไม่อยากเสี่ยงส่งเจ้าไป"
เทพฟ้าดินก้าวเข้ามาใกล้ "ท่านอาจารย์ไม่เชื่อในความสามารถของข้าเลยหรือ หากเรารอช้า พวกมันอาจหาทางเสริมกำลัง ข้าจะไม่ยอมให้โอกาสนี้หลุดมือเด็ดขาด"
เทพเหมันต์นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบช้าๆ "ข้าไม่ได้ไม่เชื่อในฝีมือเจ้า แต่ข้าเกรงว่าเราจะเสียมากกว่าได้ หากเจ้าพลาด เจ้าอาจจะเป็นเหยื่อของพวกมัน"
เทพเหมันต์ถอนหายใจหนัก มองปราการเบญจธาตุอย่างเคร่งเครียด
เทพฟ้าดินยืดตัวอย่างมุ่งมั่น "ข้ารู้ถึงความเสี่ยง แต่หากไม่ลอง เราจะไม่มีทางรู้ว่าเราทำได้หรือไม่ ให้ข้าไปเถอะ ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่าข้าสามารถนำชัยชนะมาให้ท่านได้"
เสียงลมกรรโชกแรงพัดผ่าน ฝุ่นคละคลุ้งเป็นสัญลักษณ์แห่งความท้าทาย
เทพเหมันต์มองเทพฟ้าดินอย่างจริงจัง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ "ถ้าเจ้ามั่นใจ ข้าจะไม่ห้าม... แต่จงระวังตัวให้มาก อย่าประมาท"
เทพฟ้าดินยิ้มบางๆ ก่อนเดินกลับไปยังกองทัพที่มีเทพเหลือเพียง 100 คน "ขอบคุณท่านอาจารย์ ข้าจะทำให้ท่านภูมิใจ"
ค่ายทหารเทพเงียบสงบ เหล่าทหารกำลังเตรียมตัว ร่างของ เทพฟ้าดิน ยืนอย่างสง่าที่หน้ากระโจม มองดูทหารของตนที่พร้อมจะออกรบ
นายทหารฝ่ายซ้าย เดินเข้ามารายงาน "ทหารเทพยอดรวมทั้งสิ้น 100 นาย ทุกคนพร้อมแล้ว"
เทพฟ้าดิน พยักหน้ามองไปยังทหาร "ดี...เตรียมบุกพรุ่งนี้เช้า ข้าจะเป็นผู้นำทัพด้วยตัวเอง"
นายทหารฝ่ายซ้าย ก้มศีรษะอย่างนอบน้อม "รับทราบ"
เมื่อถึงยามเช้า ท้องฟ้าครึ้ม เมฆดำกลุ่มใหญ่เคลื่อนตัวเข้าปกคลุม ทหารเทพ 100 นายยืนเรียงรายเป็นแถวตรงหน้าเทพฟ้าดินที่ยืนอยู่เบื้องหน้า สายตาของนางเฉียบคมและมั่นคง
เทพฟ้าดิน ก้าวขึ้นไปยืนหน้าแถวทัพ ตะโกนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "วันนี้เราจะบุกอย่างเต็มกำลัง ปราการเบญจธาตุต้องถูกทำลาย เพื่อชัยชนะ เพื่อพิภพอัสนี"
เสียงทหารเทพตอบรับดังก้องพร้อมเพรียงกัน
ทหารเทพ "เพื่อพิภพอัสนี เพื่อพิภพอัสนี เพื่อพิภพอัสนี"
ทหารเทพทั้งหมดเริ่มเคลื่อนทัพด้วยความมุ่งมั่น วิ่งกรูไปทางประตูปราการเบญจธาตุ เทพฟ้าดินยกมือขึ้น ใช้พลังฟ้าดินแผ่เป็นประกายทำลายประตูปราการออกจนบานประตูถล่มลง
ทันทีที่ประตูปราการถูกทำลาย ทหารเทพกรูกันเข้าไปในลานด้านหน้าของปราการ แต่อยู่ดีๆ ฟ้ากลับมืดลงอีกครั้ง และเกิดเสียงหัวเราะเย้ยหยันก้องกังวาน
มารเพลิงโลกัณฑ์ ปรากฏตัวออกมาจากความมืด เขาเป็นองค์ชายใหญ่แห่งพิภพมาร รูปลักษณ์แข็งแกร่งและสง่างาม สายตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "ข้า...มารเพลิงโลกัณฑ์ องค์ชายใหญ่แห่งพิภพมาร ข้าเพิ่งฝึกวิชากับอาจารย์ข้านักพรตเมฆาอัคคีจนสำเร็จเป็นมารระดับสูง บัดนี้ข้ามีพลังเทียบเท่ามหาเทพระดับ 90 แล้ว"
ทหารเทพทั้งหมดต่างหยุดชะงัก ไม่กล้าก้าวเข้าไปต่อสู้
มารเพลิงโลกัณฑ์ หัวเราะอย่างเยาะเย้ย มองหน้า เทพฟ้าดิน ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า "ไม่นึกเลย...เทพรูปร่างหน้าตาดีเช่นนี้มาให้ข้าเชยชมถึงที่ ฮ่าๆๆๆ"
เขายกมือขวาขึ้น โบกเบา ๆ เพียงครั้งเดียว ทันใดนั้น ทหารเทพทั้งหมดก็กลายเป็นฝุ่นผงทันที
เทพฟ้าดิน เบิกตากว้าง มองดูทหารของตนล้มตายด้วยความตกตะลึงและโกรธแค้น "ไม่..."
มารเพลิงโลกัณฑ์ ตวัดมือซ้ายส่งปราณไปจี้จุด เทพฟ้าดิน นางขยับตัวไม่ได้ "อย่าดิ้นรนไปเลย...เจ้าคงรู้สึกถึงความแข็งแกร่งของข้าแล้วสินะ"
เขาเดินเข้ามาใกล้เทพฟ้าดิน ยิ้มเยาะเย้ย ก่อนจะกอดและจูบนางอย่างไม่เกรงใจ
มารเพลิงโลกัณฑ์ กระซิบข้างหู "เจ้าหอมเหลือเกิน...และสวยอย่างที่ข้าคาดไม่ผิด"
เทพฟ้าดินขบกรามแน่น น้ำตาเริ่มไหลออกมาจากความเจ็บใจที่ไม่สามารถขยับตัวได้ นางนึกถึงคำพูดของเทพเหมันต์ก่อนหน้านี้ นางโกรธตัวเองที่ไม่ฟังคำเตือน
เทพฟ้าดิน น้ำตาไหลด้วยความเจ็บปวดใจ "ข้าไม่น่าประมาทเลย...ไม่ควรฝืนคำเตือนอาจารย์เลย..."
ปราการเบญจธาตุเงียบงัน ไม่มีเสียงการต่อสู้หรือความเคลื่อนไหว เทพเหมันต์ยืนมองปราการจากระยะไกล นางเริ่มรู้สึกผิดสังเกตและมีความกังวล
เทพเหมันต์ พึมพำกับตัวเอง "ทำไมถึงไม่มีเสียงอะไรเลย ทั้งที่ควรจะมีเสียงการต่อสู้..."
นางตัดสินใจเหาะขึ้นฟ้าและพุ่งตรงไปยังปราการเบญจธาตุ ทันทีที่เทพเหมันต์เหาะเข้ามาภายในปราการ นางก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณเล็ก ๆ ที่พุ่งเข้ามาหาตัวนางอย่างรวดเร็ว นางพยายามหลบ
เทพเหมันต์ ม้วนตัวหลบอย่างรวดเร็ว แต่... "อะไร...!"
นางหลบไม่พ้น นอกจากปราณนั้น อีกด้านยังมีบ่วงมัดเทวะ ที่พุ่งตรงเข้ามารัดร่างนางไว้อย่างแน่นหนา นางพยายามดิ้นรน แต่บ่วงนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าจะคลายออก
มารเพลิงโลกัณฑ์ ปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด หัวเราะเสียงเย้ยหยัน "ข้าคิดไว้แล้วว่าเจ้าจะต้องตามมา...เทพเหมันต์ ผู้สูงส่ง"
มารเพลิงโลกัณฑ์เดินเข้ามาใกล้ เทพเหมันต์ และใช้พลังดึงร่างนางเข้ามากอดจูบ
มารเพลิงโลกัณฑ์ พูดอย่างเย้ยหยัน "หอม...ทั้งสวย ทั้งเนียน ไม่ต่างจากเทพฟ้าดินเลย...วันนี้พวกเจ้าต้องเป็นชายาของข้า"
เขาจูบ เทพเหมันต์ อย่างหน้าตาเฉย แม้ว่านางจะพยายามดิ้นรนและขัดขืน
เทพเหมันต์ รู้สึกถึงพลังอันมหาศาลของมารเพลิงโลกัณฑ์ "ปล่อยข้า..."
มารเพลิงโลกัณฑ์ หัวเราะเสียงดัง ก่อนใช้ปราณดึงตัว เทพเหมันต์ และ เทพฟ้าดิน ที่ยังถูกจับมัดไว้มาด้วยกัน
"อย่าดิ้นรนไปเลย ข้าจะดูแลพวกเจ้าเป็นอย่างดี"
ห้องพักทหารยามเต็มไปด้วยความเงียบงัน มีเตียงใหญ่สองเตียงวางอยู่ใกล้ ๆ กัน บนเตียงนั้น เทพเหมันต์ และ เทพฟ้าดิน ถูกมัดด้วยเชือกมัดเทวะ ร่างของทั้งสองถูกตรึงไว้บนเตียงโดยไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
เทพฟ้าดิน น้ำตาไหลออกมาอย่างเจ็บปวดใจและอับอาย "เรา...ไม่น่าพลาดเลย..."
เทพเหมันต์พยายามดิ้นรน "เราจะทำอย่างไรดี...เราหนีไม่พ้น..."
มารเพลิงโลกัณฑ์ยืนอยู่ตรงมุมห้อง มองพวกเธอด้วยสายตาเย้ยหยันและสนุกสนาน หัวเราะเยาะเย้ย พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเย้าหยอก "ข้าจะมัดพวกเจ้าไว้แบบนี้ก่อน เดี๋ยวคืนนี้ข้าจะทำพิธีเพื่อเปลี่ยนพวกเจ้าเป็นมาร ก่อนอภิเษกเป็นชายาของข้า"
เสียงหัวเราะของเขาดังก้องห้องใต้ดิน เทพทั้งสองต่างพยายามดิ้นรน แต่เชือกมัดเทวะก็ไม่คลายออกแม้แต่น้อย
เทพเหมันต์ เงยหน้ามองเขา ตะโกนถามด้วยความเครียด "ทำไมท่านถึงไม่โดนทัณฑ์อัสนี"
มารเพลิงโลกัณฑ์หัวเราะดังยิ่งขึ้นและเดินเข้ามาใกล้ทั้งสอง ยิ้มเยาะและอธิบายว่า "พวกมารรู้กันหมดแล้วว่าตะไคร้เหล็กดำสามารถยับยั้งทัณฑ์อัสนีได้ชั่วคราว แต่ถ้าจะให้มีผลถาวร ต้องหลอมละลายเข้ากับเลือดในกาย...อย่างที่อาจารย์ของข้าทำให้ข้านี่ไง ฮ่าๆๆ"
เทพฟ้าดินและเทพเหมันต์ได้ยินเช่นนั้นก็สิ้นหวัง แต่ก็พยายามตั้งสติหาวิธีแก้ไขเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายนี้
เทพฟ้าดิน สะอื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม "ข้าคิดผิดที่ไม่ฟังคำเตือนท่านอาจารย์...ข้าไม่น่าพยายามขนาดนี้เลย..."
เทพเหมันต์ ส่ายหน้า "ต้องมีสักวิธี เราไม่สมควรปล่อยให้เป็นเช่นนี้...ค่อยๆมองหาช่องทางเพื่อหลบหนี เจ้าควรตั้งสติดีๆอย่าหวั่นไหว..."
มารเพลิงโลกัณฑ์ฟังคำพูดของทั้งสองมหาเทพสาวแล้วเกิดความหมั่นเขี้ยว เขาหมั่นไส้ เทพเหมันต์ ที่วางตัวสง่ามาตลอด
มารเพลิงโลกัณฑ์ เดินเข้ามาใกล้พวกเธอ ยิ้มด้วยความเย้ยหยันและความสนุก "ข้าบอกตรง ๆ ว่าข้าอิจฉา เทพอัสนีย์ ที่มีสาวงามเช่นพวกเจ้าอยู่เคียงข้าง แต่หลังจากคืนนี้ ข้าจะทำให้พวกเจ้ากลายเป็นชายาของข้า แล้วพวกเจ้าจะกลายเป็นฝ่ายมารเช่นเดียวกับมารเบญจธาตุ"
ขณะที่มารเพลิงโลกัณฑ์กำลังสนุกกับการเยาะเย้ยเทพทั้งสองอยู่นั้น จิตของนางมารเบญจธาตุ ที่แอบซ่อนอยู่อย่างเงียบ ๆ ภายในห้องนั้นได้แอบสังเกตการณ์ด้วยความไม่พอใจ
นางเบญจธาตุ คิดในใจ "ข้านึกไม่ถึงว่ามันจะทำเรื่องร้ายกาจแบบนี้ ข้าจะต้องช่วยสองเทพสาวเหล่านี้ให้ปลอดภัย..."
นางเบญจธาตุส่งข้อความทางจิตไปให้ทั้ง เทพเหมันต์ และ เทพฟ้าดิน เพื่อให้พวกเธอรับรู้ถึงความช่วยเหลือที่กำลังจะมาถึง
นางเบญจธาตุ ส่งข้อความทางจิต "ตั้งสติให้ดี ข้าจะช่วยพวกเจ้าออกไปจากที่นี่เร็ว ๆ นี้"
ทั้งสองเทพรับรู้ถึงข้อความนั้น เทพเหมันต์ พูดกับ เทพฟ้าดิน อย่างแผ่วเบา "เราอาจจะยังมีโอกาสรอด...ตั้งสติไว้..."
ห้องใต้ปราการอันมืดสลัว สายตาของ เทพเหมันต์ และ เทพฟ้าดิน มองรอบ ๆ ด้วยความกังวล ขณะที่ยังถูกมัดอยู่บนเตียง ทั้งสองพยายามสงบสติอารมณ์เพราะรับรู้ถึงความช่วยเหลือที่อาจจะมาถึงในไม่ช้า
เสียงประตูเปิดเบา ๆ ร่างของ นางมารเบญจธาตุ ปลอมตัวเป็นคนยกอาหารเดินเข้ามา พร้อมกับถาดอาหารในมือ นางมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง แล้ววางถาดไว้ใกล้เตียง
นางเบญจธาตุ กล่าวด้วยเสียงเบา ๆ สบตา เทพเหมันต์ และ เทพฟ้าดิน "ข้ามาช่วยพวกเจ้า...อย่าเพิ่งส่งเสียง"
นางแอบดึง กริดทะลายฟ้า ที่ซ่อนอยู่ในเสื้อของนางออกมา โดยวางมันไว้ใกล้ ๆ มือของนาง แล้วค่อย ๆ เลื่อนเข้าหา เทพเหมันต์ เพื่อจะตัดบ่วงมัดเทวะออก
นางเบญจธาตุ กระซิบเบาๆ "นี่คือกริดทะลายฟ้าที่อาจารย์นักพรตเมฆาอัคคีเคยมอบให้ข้า หวังว่ามันจะช่วยตัดบ่วงมัดเทวะนี้ได้..."
ขณะที่นางกำลังใช้กริดเพื่อจะตัดเชือกอยู่นั้น จู่ ๆ มารเพลิงโลกัณฑ์ก็ปรากฏกายขึ้นอย่างรวดเร็วตรงหน้านางและจับข้อมือของนางไว้
มารเพลิงโลกัณฑ์ ยิ้มเยาะเย้ย พร้อมพูดอย่างเย้าหยอก "คิดว่าข้าไม่รู้หรือ ว่าเจ้าถอดจิตมาแอบดูข้า เจ้าคิดจะช่วยศัตรูงั้นหรือ"
เขาจี้จุดนางเบญจธาตุจนนางไม่สามารถขยับตัวได้ นางพยายามจะดิ้นรนแต่ก็ไร้ผล
มารเพลิงโลกัณฑ์ หัวเราะร่า ขณะที่ลากเตียงทั้งสองของ เทพเหมันต์ และ เทพฟ้าดิน มาชิดกัน จากนั้นก็จับนางเบญจธาตุมัดไว้ตรงกลางด้วยบ่วงมัดเทวะ "เจ้าทำผิดต่อพิภพมาร แอบช่วยเหลือศัตรู ดังนั้นคืนนี้เจ้าจะต้องเป็นชายาข้าอีกคน"
มารเพลิงโลกัณฑ์จับตัวนางเบญจธาติกอดจูบอย่างไม่สนใจใคร ขณะที่เธอพยายามดิ้นรนและน้ำตาไหลออกมาด้วยความสิ้นหวัง
มารเพลิงโลกัณฑ์ ยิ้มเยาะชมด้วยน้ำเสียงล้อเลียน "เจ้านี่ไม่แพ้มหาเทพสองสาวนี้เลย แก้มหอมมาก...หอมยิ่งกว่าน้ำผึ้งเสียอีก"
นางเบญจธาตุส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง
นางเบญจธาตุกล่าว "ข้าเป็นน้องสะไภ้ของท่านนะ ท่านจะทำเช่นนี้ไม่ได้"
มารเพลิงโลกัณฑ์ไม่สนใจคำพูดของนาง ยิ้มเยาะและพูดตอบกลับอย่างไร้ความสำนึก
มารเพลิงโลกัณฑ์ (หัวเราะ) "ฮ่าๆๆ ข้าไม่สน เจ้าทำผิดต้องได้รับโทษ คืนนี้เจ้าต้องมาเป็นชายาของข้าเช่นเดียวกับพวกนาง"
หลังจากที่เขาพูดจบ เทพฟ้าดิน ร้องไห้อย่างสิ้นหวัง "ข้าควรเชื่อคำเตือนตั้งแต่แรก...ข้าไม่น่าพลาดเลย..."
เทพเหมันต์ "เราควรตั้งสติให้ดี...ทุกอย่างล้วนมีความหวัง..."
ทั้งสามสาวถูกมัดอยู่ด้วยบ่วงมัดเทวะ กลายเป็นเหยื่อที่ไร้หนทาง ขณะที่มารเพลิงโลกัณฑ์ยืนมองพวกนางด้วยสายตาเย้ยหยันอย่างผู้มีอำนาจเหนือกว่า
ห้องใต้ปราการเบญจธาตุ เวลา 20.00 น.
ในห้องมืดสลัวใต้ปราการเบญจธาตุ เต็มไปด้วยบรรยากาศอึดอัดและกดดัน มารเพลิงโลกัณฑ์ยืนอยู่หน้าโต๊ะกลางห้อง ซึ่งมียาขวดหนึ่งชื่อ "หมื่นพิษเปลี่ยนวิญญาณ" ตั้งอยู่ ขณะที่สามสาว เทพเหมันต์ เทพฟ้าดิน และนางมารเบญจธาตุ ถูกพันธนาการอยู่บนเตียงใกล้ ๆ
มารเพลิงโลกัณฑ์ หัวเราะเย้ยหยัน "คืนนี้ ข้าจะให้พวกเจ้ารู้ถึงพลังของ “หมื่นพิษเปลี่ยนวิญญาณ” ยาที่หายากที่สุดแห่งพิภพมาร มันเป็นยาที่สร้างจากพิษทั่วทั้งพิภพมาร เมื่อได้รับยานี้เข้าไปมันจะค่อยๆกัดกินร่างของเจ้าจนละลายเป็นน้ำสีดำภายใน 1 วัน จากนั้นน้ำนี้จะก่อรูปเป็นร่างมารขั้นสูงมีพลังเท่ากับมหาเทพ ระดับไม่ต่ำกว่า 90 เลยทีเดียว จากนั้นมันก็จะเปลี่ยนจิตใจเจ้าเป็นมาร จากนั้นข้าจะทำให้พวกเจ้าทั้งสามยอมเป็นชายาของข้าโดยไม่มีทางเลือก ฮ่าๆๆๆ"
เขาเอื้อมมือไปหยิบขวดยานั้นที่มีไส้คล้ายเทียนไขแล้วจุดด้วยปราณไฟ ควันสีขาวอ่อนเริ่มพวยพุ่งออกมาจากขวด มีกลิ่นหอมเย็นฟุ้งกระจาย
เทพเหมันต์ พูดด้วยความเคียดแค้น น้ำตาคลอ "แหวะ ข้าไม่คิดว่ามารอย่างเจ้าจะต้องพึ่งพายาเช่นนี้ นี่แสดงถึงความอ่อนแอของเจ้า เจ้าไร้ฝีมือสิ้นดี"
มารเพลิงโลกัณฑ์ ยิ้มอย่างผู้มีชัย "เจ้าจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ ในเมื่ออีก 1 วัน พวกเจ้าก็จะเปลี่ยนใจและยอมรับข้าแต่โดยดี"
ขณะที่ควันจาก "หมื่นพิษเปลี่ยนวิญญาณ" เริ่มกระจายตัว นางมารเบญจธาตุก็มีแผนในใจ นางเผาแก่นวิญญาณของตนเองเล็กน้อย ทำให้เกิดควันล่องลอยออกมาปะปนกับควันยา
นางมารเบญจธาตุ ในใจ "ข้าอาจไม่มีทางเลือก แต่ข้าจะไม่ปล่อยให้มารเพลิงโลกัณฑ์ใช้ยานี้กับพวกเราได้"
ควันจากแก่นวิญญาณของนางเบญจธาตุเริ่มแผ่ขยาย ครึ่งชั่วยามผ่านไป มารเพลิงโลกัณฑ์เริ่มมีอาการแปลกประหลาด และในที่สุดก็สลบลงกับพื้น
เทพเหมันต์ ตกใจ "นี่มันเกิดอะไรขึ้น"
นางมารเบญจธาตุ เหนื่อยหอบและพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ๆ "ข้าต้องเผาแก่นวิญญาณตัวเอง... ทำให้เขาสลบไป แต่พลังของข้าอ่อนลงมาก..."
สามสาวต่างหายใจโล่งอก แต่ยังรู้สึกถึงฤทธิ์ยาที่ค้างคาในอากาศ
เทพเหมันต์ พยายามดิ้นรนและพูดด้วยเสียงสั่นเครือ "นี่มันอะไรกัน... ยาหมื่นพิษเปลี่ยนวิญญาณกำลังออกฤทธิ์..."
เทพฟ้าดิน ร้องออกมาอย่างเจ็บปวด "อ้าาาา…..ไม่มีใครมาช่วยเรา... พวกเราต้องหาทางออกจากที่นี่"
เทพเหมันต์และเทพฟ้าดินเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบของยา คำพูดและการกระทำของพวกนางเริ่มแสดงถึงความอ่อนแอและความรู้สึกปวดร้าวไปทั่วเรือนร่าง เทพเหมันต์ใช้พลังปราณของตนตัดไส้ยา ควันจึงหายไป
นางมารเบญจธาตุ รู้สึกผิดและพูดด้วยน้ำเสียงกระเส่า "ข้ารู้ว่าข้าทำผิด... แต่ข้าก็ไม่สามารถทนเห็นมารเพลิงโลกัณฑ์ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้"
นางมารเบญจธาตุพยายามหาวิธีในการช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักเพราะนางเองก็ได้รับผลกระทบจากยานั้นด้วย
นางมารเบญจธาตุคิดในใจ "ยานี้แรงจริงๆเวลานี้ข้าเจ็บปวดไปทั้งตัว ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แม้จะขยับตัวยังยาก ถึงแม้ว่ามารเพลิงโลกัณฑ์จะสลบไปแล้ว แต่พวกเราก็ไม่สามารถหลบหนีออกจากที่นี่ได้เลย"
ห้องใต้ปราการเบญจธาตุ เวลา 12.00 น. ของวันถัดไป
มารเพลิงโลกัณฑ์นอนสลบอยู่บนพื้น ตอนนี้เริ่มฟื้นตัวขึ้นจากฤทธิ์ยาสลบที่เกิดจากการเผาแก่นวิญญาณของนางมารเบญจธาตุ ส่วนนางมารเบญจธาตุ เทพเหมันต์ และเทพฟ้าดิน ก็เริ่มรู้สึกตัว ฟื้นคืนสติจากฤทธิ์ยา "หมื่นพิษเปลี่ยนวิญญาณ"
เทพเหมันต์ ปวดหัวและอ่อนแรง "นี่มัน...เกิดอะไรขึ้น ข้ารู้สึกเหมือนมีพลังที่แปลกประหลาดหลงเหลืออยู่ในตัว"
เทพฟ้าดิน บิดตัวไปมา รู้สึกผิดปกติ "ข้ารู้สึกเหมือน...มันยากที่จะควบคุมตัวเอง เราต้องหาทางออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด"
นางมารเบญจธาตุ รู้สึกผิดและเห็นใจ "ข้าขอโทษ... ข้าพยายามช่วย แต่กลับทำให้ทุกคนต้องทนทุกข์อย่างนี้"
มารเพลิงโลกัณฑ์ฟื้นคืนสติและลุกขึ้นจากพื้น เขาระเบิดพลังปราณออกมา เพื่อเรียกความสนใจจากทั้งสามสาวที่ยังอ่อนแรงและไม่สามารถขยับตัวได้
มารเพลิงโลกัณฑ์ ยิ้มอย่างมั่นใจ ยืนอยู่ที่กลางห้อง "ดูเหมือนว่าทุกคนเริ่มฟื้นตัวกันแล้ว จริงๆแล้ว ข้าตั้งใจไว้ว่าในคืนที่จะมาถึงนี้จะไม่มีข้อผิดพลาด ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าหลุดพ้นไปได้"
เขาก้าวเดินไปหานางมารเบญจธาตุ เทพเหมันต์ และเทพฟ้าดิน พร้อมกับเตรียมการสำหรับแผนในคืนที่จะมาถึง
มารเพลิงโลกัณฑ์ พูดอย่างเด็ดขาด "คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่พวกเจ้าจะต้องทนทุกข์ ข้าจะทำให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนของข้า"
มารเพลิงโลกัณฑ์ยิ้มอย่างมั่นใจและเริ่มเตรียมการสำหรับคืนที่จะมาถึง ขณะที่ทั้งสามสาวพยายามหาวิธีการเพื่อหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้