๑
หน้าที่ของพระสวามี
“สิ่งที่เ้ากล่าวมาสมควรกล่าวอย่างนั้นหรือพระชายา”
รับสั่งจบก็เห็นเพียงแววตาท้าทายของสตรีผู้ขึ้นชื่อว่าเป็พระชายาที่ยังคงประสานสายตากับพระสวามีมิยอมหลบ
“แล้วองค์ชายเล่าเพคะ...ทำหน้าที่พระสวามีได้ดีมากพอที่จะมาตำหนิพระชายาอย่างหม่อมฉันอย่างนั้นหรือเพคะ?”
ในเมื่อเขากล้าที่จะกล่าวว่าในพระทัยล้วนมีสตรีอื่นและผู้ได้ชื่อว่าเป็สตรีผู้เดินเข้าพิธีกราบไหว้ดินฟ้าร่วมกับเขาจะมิมีวันได้รับ ความรักจากตนเอง
“เหตุใดองค์ชายจึงได้อยากได้ในสิ่งที่องค์ชายเองก็มิคิดจะมอบให้หม่อมฉัน...”ใบหน้างดงามเชิดหน้าขึ้นอย่างผู้ที่ทั้งชีวิตได้รับเกียรติมาโดยตลอด...
“หม่อมฉันเป็บุตรสาวผู้เกิดจากฮูหยินตราตั้งเป็สตรีผู้มาจากสกุลมีชื่อ...มีบิดาดำรงตำแหน่งเป็ถึงเสนาบดีกรมพระคลัง มีน้องชายผู้กำลังเติบโตและเขาย่อมรุ่งโรจน์ในกองทัพ”
นางเว้นจังหวะก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง...
“แต่ที่สำคัญมากที่สุด...หม่อมฉันเป็สตรีผู้ที่โอรส์นั้นเป็ผู้เลือกด้วยพระองค์เองนั้นมากเพียงพอแล้วที่จะได้รับเกียรติ ในตำแหน่งพระชายา”
และเขาย่อมรู้ดีว่าจ้าวเหม่ยอิง...นางสามารถไปได้ไกลกว่าตำแหน่งพระชายาองค์ชายเก้าหากนางหมายใจคิดจะไขว่คว้า
สตรีผู้มิเคยหวาดกลัวอาญาทำเพียงยกยิ้มแม้จะรู้ดีว่าหาก องค์ชายหมายใจจะลงโทษตนเองก็คงมิแคล้วต้องอาญา
แต่หากวันนี้นางยอมให้บุรุษตรงหน้านั้นกดลงภายใต้อำนาจของเขาแล้ว...ชั่วชีวิตนี้ของนางคงมิแคล้วต้องทุกข์ทรมานเมื่อสวามี
มิยอมให้เกียรติ
มิรักก็มิเป็ไรในเมื่อนางมิคิดอยากได้พระทัยของเขา...
แต่ตัวนางจะต้องมีที่ยืนอย่างมั่นคงในตำแหน่งพระชายาขององค์ชายเก้า
คิดได้ดังนั้นแววตาที่กำลังท้าทายก็เริ่มอ่อนลงท่ามกลางสายตาขององค์ชายเก้าที่ยังคงจับจ้อง
นางหันไปรินสุรามงคลลงจอกและประคองมันไว้ในมือก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงลงไปนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าผู้ที่จะเป็ที่พึงพิงของตนเองไปจนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะพรากจาก...
ใบหน้างามเชิดหน้าขึ้นเพื่อประสานสายตากับบุรุษผู้ยังคงประทับอยู่ที่เดิมเฝ้ามองการกระทำของนางด้วยแววตาที่ยังคงหวาดระแวง
“หม่อมฉันมิเคยคาดหวังพระทัยขององค์ชาย...รู้และเข้าใจเป็อย่างดีกับความทุกข์ทรมานขององค์ชายที่มิอาจแต่งกับสตรีที่อยู่ในพระทัยขององค์ชายได้หม่อมฉันเข้าใจและเห็นใจกับความทุกข์ทรมานนั้น...แต่หม่อมฉันจะมิอดทนต่อความไร้มารยาทของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็สวามีของหม่อมฉันเด็ดขาด”
ยังคงไร้คำกล่าวใดจากผู้รับฟัง...และจอกสุรามงคลยังคงเป็นางที่ประคองเอาไว้ในมือเมื่อบุรุษตรงหน้ายังมิคิดจะรับไปดื่ม
จ้าวเหม่ยอิงลอบสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อกักเก็บอารมณ์ของตนให้แสดงออกเพียงความเหมาะสม...
มิแข็งกร้าวแต่ก็มิได้อ่อนแอ...
นางจะอยู่ในเส้นที่ขีดกั้นเอาไว้และมิก้าวล่วงหากบุรุษตรงหน้านั้นมิคิดสะบั้นเส้นทางที่เว้นเอาไว้ให้...
“ท่านพ่อเคยกล่าวว่าองค์ชายเป็บุรุษผู้เลืองชื่อเื่ ความฉลาดและหม่อมฉันเองก็เชื่อว่าองค์ชายเก้านั้นจะฉลาด มากพอที่จะถนอมเกียรติของพระชายาตนเองเมื่อชีวิตนี้ของหม่อมฉันย่อมต้องถูกฝังกลบไปพร้อมกับตำแหน่งสตรีผู้เคียงข้างองค์ชาย”
ั์ตากลมโตของจ้าวเหม่ยอิงเป็ประกายเมื่อสังเกตเห็น สีพระพักตร์ขององค์ชายเก้าที่คลายความตึงเครียดลงเมื่อได้รับฟังสิ่งที่นางกล่าว...
นั่นนับเป็สัญญาณที่ดีที่นางจะได้ทำข้อตกลงกับพระสวามี...
นับว่าการเสี่ยงตายในครานี้ของนางนั้นเป็ประโยชน์แก่ตนเองอยู่บ้างลอบชื่นชมตนเองอยู่ภายในใจและกล่าวต่อไป...
“ฝ่าาเคยรับสั่งกับหม่อมฉันว่าความรุ่งโรจน์ขององค์ชาย จะเป็ความรุ่งโรจน์ของหม่อมฉันเช่นกันดังนั้นความภักดีของหม่อมฉันจะเป็เช่นดังกระจกที่สะท้อน...เมื่อองค์ชายเว้นที่ว่างและให้เกียรติหม่อมฉันในฐานะพระชายาสตรีผู้ยืนเคียงข้างองค์ชายก็จะทำเช่นเดียวกันเพคะ”
เมื่อกระจกคือการสะท้อน...นางเองก็มิคิดจะดื้อดึงหากองค์ชายเมตตาเว้นทางเดินให้
“สำหรับสตรีผู้อยู่ในพระทัยขององค์ชายหม่อมฉันขอองค์ชายอดทนรอให้เวลาเหมาะสมแล้วหม่อมฉันจะแต่งนางให้กับองค์ชายอย่างแน่นอนเพคะ”
ความแปลกใจฉายชัดอยู่ในพระเนตรคมของผู้ฟัง...
“นี่เ้า...”
นางขยับยิ้มก่อนจะชูจอกสุรามงคลให้กับเขาอีกครา...
“หม่อมฉันเป็สตรี...เป็สตรีที่ั้แ่เล็กจนโตก็ถูกปลูกฝังว่าต้องทำเช่นไรเพื่อเป็สตรีผู้ควรคู่กับการเคียงข้างบุรุษที่คู่ควร”
นางกล่าวพร้อมกับเว้นจังหวะเมื่อเห็นพระเนตรคมหรี่ตามองจอกสุราในมือที่ยังคงถูกประคองอยู่เช่นเดิมพระเนตรคู่นั้นก็เริ่มอ่อนลง สตรีผู้มีวาจาเป็เลิศลอบยิ้มเมื่อจอกสุราที่มิได้รับการแยแสจากเ้าบ่าวถูกมือใหญ่เอื้อมมือมารับเอาไว้...
เมื่อเห็นว่าเขายังคงรอฟังสิ่งที่นางจะกล่าวต่อไปนางก็เริ่มฉีกยิ้มให้มากขึ้น
‘บุรุษต่อให้ใจแข็งมากเพียงใดย่อมใจอ่อนหากเ้ารู้จักใช้ ความเป็สตรีเข้าปลอบประโลม...ใช้ความฉลาดทางวาจาของเ้าทำให้ตำแหน่งพระชายาของเ้ามั่นคง’
สตรีผู้มีวาจาเป็เลิศยังคงจดจำสิ่งที่มารดาสั่งสอนได้ ทุกประโยค
‘เขามิรักก็มิเป็อันใดแต่เขาต้องเว้นทางให้เ้าได้เชิดหน้า ในฐานะพระชายาของเขาจำเอาไว้ว่าอย่าได้เป็สตรีโง่งมที่เอาแต่คิดอยากได้หัวใจจากบุรุษ’
ท่านแม่ย้ำเตือนกับนางด้วยความจริงจังว่าอย่าได้เป็สตรีผู้ไขว่คว้าและยึดติดกับความรัก
แต่จงเป็สตรีผู้ได้รับเกียรติจากสวามีของตนเอง...
‘องค์ชายรักเ้าได้แต่เ้าห้ามรักองค์ชายมากกว่าตัวของเ้าเองเด็ดขาด...’
คำพร่ำสอนของท่านแม่นางยังคงจดจำได้ทุกประโยค...
เขาจะแต่งผู้ใดเข้าย่อมได้ตราบใดที่นางยังคงเป็พระชายา...คิดได้ดังนั้นก็ปรับสีหน้าของตนเองให้เริ่มแสดงบทละครโศกครั้งใหญ่
“หากองค์ชายเมตตาหม่อมฉันสักนิดพระองค์ก็จะเห็นว่า หม่อมฉันเองก็มิมีทางเลือกเมื่อเกิดมาเป็สตรีย่อมต้องแต่งออกจากสกุลเก่าละทิ้งสกุลเดิมเพื่อยึดเหนี่ยวสามีเป็ที่พึ่ง...”
บุรุษผู้รับฟังนางอยู่นั้นยังคงนิ่งสงบแต่แววตาที่เคยแข็งกร้าวกับอ่อนลงมากกว่าเดิม...สตรีผู้เป็เลิศในการเจรจาจึงได้กล่าวต่อ
“ทางเลือกของหม่อมฉันเองก็มีมิมากพอที่จะกล้านำโทษปะามาสู่สกุลจ้าวหากปฏิเสธตำแหน่งพระชายาเพื่อหลีกทางให้กับความรักขององค์ชายและคุณหนูสกุลฟ่าง”
บทละครโศกครั้งใหญ่นี้หากท่านแม่มาเห็นจะต้องภาคภูมิใจในตัวนางเมื่อวันนี้นางสามารถทำการแสดงบทละครโศกต่อหน้าพระพักตร์ได้อย่างดีเยี่ยม...
“เ้าเป็สตรีฝีปากกล้า...ฉลาดสมกับที่เสด็จพ่อเลือกเ้า”
เสียงทุ้มที่คล้ายจะชื่นชมทำเอานางนึกขัน...ก่อนที่ั์ตากลมจะปรากฏร่องรอยของความชอบใจเมื่อเห็นสุรามงคลถูกดื่ม
ร่างบอบบางขยับลุกขึ้นจากการคุกเข่าเมื่อองค์ชายเก้าให้สัญญาณให้ขยับลุกขึ้น...
จ้าวเหม่ยอิงเลือกที่จะนั่งลงยังเก้าอี้บริเวณโต๊ะอาหารมากกว่ากลับไปนั่งบนเตียงที่นางจากมาและแสร้งมองมิเห็นพระเนตรคมที่ฉายแววมิพอใจเมื่อเห็นว่านางนั่งห่างออกไป...
“แล้วองค์ชายรู้หรือไม่เพคะว่าคำถามที่ฝ่าาถามในด่านสุดท้ายของการคัดเลือกตำแหน่งพระชายาขององค์ชายเก้า คือคำถามใด”
เขายังคงมิคาดเดาเมื่อปล่อยให้นางเป็ผู้ผูกขาดบทสนทนาระหว่างเราสอง...
นางขยับยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจเมื่อได้กล่าวถึงสิ่งที่ตนนั้นถูกถามเมื่อครานั้น...
“ฝ่าาถามว่าสิ่งใดคือสิ่งที่พระชายาจะโอบกอดเอาไว้ในฐานะสตรีผู้อยู่เคียงข้างองค์ชาย”
ผู้เป็องค์ชายยังคงให้ความสนพระทัยกับสิ่งที่นางกล่าวเป็อย่างมาก...
ผู้กล่าวจึงรอฟังคำตอบที่สามารถคาดเดาได้ว่าคำตอบจากบุรุษตรงหน้านั้นจะเป็สิ่งใด
ล้วนต้องเป็ข้อพึงปฏิบัติของเชื้อพระวงศ์หญิงที่พึงมี...
“ย่อมต้องเป็เกียรติของสตรีของชนชั้นสูงธรรมเนียมปฏิบัติของราชวงศ์หญิง ในฐานะพระชายาขององค์ชายเ้าควรจะโอบกอด สิ่งนั้นเอาไว้มิใช่หรือ...แต่ดูจากนิสัยที่แสนดื้อรั้นของเ้าแล้วคำตอบเ่าั้คงมิถูกเขียนมันโดยคุณหนูสกุลจ้าว”
จ้าวเหม่ยอิงเลือกที่จะปล่อยผ่านคำเหน็บแนมเ่าั้เมื่อสิ่งที่องค์ชายตรัสมาล้วนถูกต้อง...
มีเพียงรอยยิ้มชอบใจจากสตรีผู้ดื้อดึงเพียงเท่านั้นที่บ่งบอกว่านางยังคงรับฟังเขา
“หม่อมฉันตอบไปว่าสิ่งเดียวที่พระชายาควรโอบกอดเอาไว้คือ‘พระสวามี’ ของตนเองเพคะ”
นางเห็นความสั่นไหวจากสายพระเนตรคู่คมที่ยังคงทอดมองตนเอง...
ก่อนที่มันจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็พึงพอใจมากยิ่งขึ้นเมื่อได้ รับฟังคำอธิบายเพิ่มเติมของนาง
“...ที่ต้องโอบกอดพระสวามีเพราะเขาคือที่พึ่งหนึ่งเดียวของนางต่อให้สกุลเดิมละทิ้งต่อให้ทั้งใต้หล้าจะหันหลังให้ แต่สิ่งเดียวที่ พระชายาควรจะโอบกอดเอาไว้คือบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็สวามีของตนเอง” วาจาที่แสนจะฉลาดเฉลียวทำลายความอึดอัดระหว่าง คู่บ่าวสาวลง...
จ้าวเหม่ยอิงยังคงลอบชื่นชมตนเองอยู่ภายในใจที่สามารถกล่าวทุกอย่างได้ด้วยท่าทีเป็ปกติ...
“เกียรติของเขาคือเกียรติของนางความรุ่งโรจน์หรือความตกต่ำของเขานางย่อมต้องร่วมแบกรับเมื่อนางและเขากราบไหว้ดินฟ้าร่วมกัน เมื่อตายจากย่อมต้องถูกฝังอยู่เคียงข้างกันมิมีวันพรากจาก”
ความเงียบดำเนินไปอยู่ชั่วอึดใจเมื่อต่างคนต่างปล่อยให้ตนเองนั้นจมลงสู่ภวังค์ของความคิดเพื่อไตร่ตรองและใคร่ครวญทุกสิ่งให้รอบคอบแล้วองค์ชายเก้าก็เป็ผู้ทำลายความเงียบที่ดำเนินไปอยู่นั้นลงก่อนที่นางจะได้เอ่ยสิ่งใดอีก
“เปิ่นหวางจะรอดูว่าการกระทำของเ้าจะดีได้เท่าวาจาที่เ้านั้นเอื้อนเอ่ยหรือไม่...”
รับสั่งด้วยเสียงที่อ่อนลงจนผู้ฟังฉีกยิ้มกว้างหน้าระรื่นตามนิสัยเดิมที่มิเคยแก้หายแม้ว่ามารดานั้นจะพยายามสั่งสอนให้รู้จักกักเก็บ สีหน้าเอาไว้เสียบ้าง
“เช่นนั้นเริ่มเลยดีหรือไม่เพคะ”
“เริ่ม?”องค์ชายเก้ายังคงทอดมองนางด้วยความตกตะลึงเมื่อได้ฟังคำยืนยันจากนาง...
นางฉีกยิ้มให้กับเขา
ใช่แล้ว...เราสองควรเริ่มกันได้แล้วเพคะ
คิดได้ดังนั้นก็เอียงหน้าตอบกลับเสียงใสแสร้งมองมิเห็นแววตาตื่นตะลึงของผู้เป็สวามี...
“ก็เริ่มหน้าที่ของพระชายาอย่างไรเล่าเพคะ”
“!!”
เสียนเฟยผู้ขึ้นชื่อถึงเื่ความงามกุมมือพระชายาพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน...
“คงต้องฝากองค์ชายเก้าไว้กับเ้าแล้ว”
และแม้พระนางนั้นจะมิได้มาจากสกุลใหญ่ที่กุมอำนาจ ในเมืองหลวง สิ่งเดียวที่ทำให้พระนางยังคงสามารถเชิดหน้าและมีที่ยืนอย่างมั่นคงก็เพราะนางนั้นยังมีน้ำหนักอยู่ในพระทัยของโอรส์
“...แม่เอ็นดูเ้าเสมอพระชายา”
บุปผางามผู้ผ่านาวังหลังมาหลายสิบปีกวาดตามองใบหน้างดงามของสตรีผู้ที่ฝ่าาเลือกให้กับพระโอรสด้วยพระองค์เองด้วยความพึงพอใจเมื่อเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความฉลาดเฉลียวและความงามล้ำมิได้กล่าวเกินจริงนัก...
และที่สำคัญไปมากกว่าสิ่งอื่นใดคือนางมีสกุลจ้าวอันรุ่งเรืองหนุนหลังเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการได้รับการเอ็นดูจากมารดาเช่นนาง
คิดแล้วก็ขยับยิ้มให้อ่อนโยนมากกว่าเดิมเมื่อได้รับฟังเสียงอันนุ่มนวลของพระชายาองค์ชายเก้าตอบกลับมาด้วยความนอบน้อมเปี่ยมไปด้วยความฉลาดเฉลียวในการวางตัว
“หม่อมฉันจะทำหน้าที่พระชายาให้ดีที่สุดเพื่อมิให้เกียรติขององค์ชายนั้นหม่นหมองและมิให้เสด็จแม่นั้นเป็กังวล...เหม่ยอิง ขอบพระทัยเสด็จแม่ที่เมตตาเพคะ”
แววตาของเสียนเฟยเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจเมื่อเห็นแล้วว่าลูกสะใภ้นั้นงดงามและเปี่ยมไปด้วยความเหมาะสมกับตำแหน่งมากเพียงใด
นางยังคงเชื่อเสมอว่าบุรุษผู้หนึ่งนั้นจะไปได้ไกลหากมีสตรีที่เฉลียวฉลาดอยู่เคียงข้าง
และหลังจากที่ได้พบและสนทนากับจ้าวเหม่ยอิงแล้วนั้น สตรีผู้ผ่านาของบุปผามาหลายสิบปีล้วนเข้าใจแล้วว่าพระชายาองค์ชายเก้าที่ฝ่าาเป็ผู้เลือกมาด้วยพระองค์เองผู้นี้นั้นเหมาะสมกับตำแหน่งสตรีผู้เคียงข้างบุตรชายของตนเองมากเพียงใด
“เ้าต้องดีกับพระชายาให้มากเข้าใจหรือไม่องค์ชาย”
หลังจากได้พูดคุยกับลูกสะใภ้จนพอใจ...สตรีผู้เลี้ยงเขาให้เติบใหญ่ก็หันมารับสั่งกับเขา
ท่ามกลางการกลั้นรอยยิ้มของสตรีข้างกายผู้ที่เสด็จแม่นั้น ชื่นชมว่าช่างเป็สตรีผู้พร้อมไปทุกด้าน
หลังจากที่นางและเขาได้เข้าเฝ้าโอรส์และฮองเฮาตามธรรมเนียมตำหนักของเสียนเฟยก็เป็อีกที่ที่องค์ชายเก้าและพระชายาต้องแวะเพื่อทำความเคารพ
และดูเหมือนว่าผู้เป็พระชายาของเขานั้นจะสามารถเรียกความเมตตาจากเสียนเฟยได้มากกว่าที่เขาคาดเอาไว้...
คิดแล้วพระเนตรขององค์ชายเก้าก็ลอบมองเสี้ยวหน้างดงามของพระชายาตนเองพร้อมกับภาพความทรงจำของเมื่อคืนยังคงปรากฏเด่นชัด
‘...ให้สุราได้ปลอบโยนองค์ชายในคืนนี้เถิดเพคะหม่อมฉันยินดีจะดื่มร่วมกับองค์ชายเพื่อทำหน้าที่ของพระชายาเองเพคะ...’
นางกล่าวด้วยใบหน้าระรื่นถึง‘หน้าที่ของพระชายา’ที่ควรจะเริ่มทำ...
‘เ้าอายุเท่าใดกันจึงคิดใช้สุราในการปลอบใจเปิ่นหวาง’
ร่างสูงลอบถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงเมื่อเห็นว่านางยังคงยืนยันคำกล่าวของตนเองที่จะทำหน้าที่ปลอบใจพระสวามี
‘สิบเจ็ดปีเต็มเพคะและหม่อมฉันมิได้ไร้เดียงสาจนมิอาจ ดื่มสุราเป็เพื่อนพระองค์ได้’
เสียงใสยังคงโต้ตอบด้วยท่าทีจริงจังเพื่อยืนยันว่านางสามารถดื่มสุราได้...
‘เ้าดื่มไปหลายจอกแล้วยังกล้ากล่าวว่าจะดื่มเป็เพื่อน เปิ่นหวางอย่างนั่นหรือ’
ผู้ถูกกล่าวประชดเพียงฉีกยิ้มไร้เดียงสาพร้อมตอบกลับ
‘เช่นนั้นองค์ชายก็รีบดื่มเถิดเพคะเมื่อครู่หม่อมฉัน้าความกล้านิดหน่อยจึงต้องใช้สุราในการปลุกความกล้า...’
ช่างเป็สตรีผู้มีวาจาเป็เลิศ...
ถ้อยคำที่นางกล่าวมาล้วนดูไร้เดียงสาแต่ทว่าแววตาคู่งามนั้นกลับเต็มไปด้วยความรื่นรมย์ยามได้แสร้งตีหน้าซื่อใส่พระสวามีของตนเอง
‘หม่อมฉันจะร่วมแบกความทุกข์ทรมานร่วมกับองค์ชายเอง’จอกสุราที่ถูกใช้เป็เครื่องมือในการปลอบโยนถูกรินถวาย...
เมื่อเห็นแล้วว่านางนั้นอยากที่จะหลีกเลี่ยงบางสิ่งจึงได้แต่ยอมปล่อยผ่านแสร้งมองมิเห็นความเ้าเล่ห์...
มิรู้ว่าภายในใจนั้นอ่อนลงั้แ่เมื่อใดยามที่นางกราบทูลถึงทางเลือกที่มีมิมากของตนเองด้วยแววตาของผู้ที่เข้าใจทุกอย่างเป็อย่างดี
อายุเ้าก็เพียงเท่านี้แต่กล้ากล่าวว่าเข้าใจทุกสิ่งเป็อย่างดีอย่างนั้นหรือพระชายา...
“เ้าต้องเป็บุรุษผู้รู้จักถนอมบุปผางาม”
รับสั่งของเสด็จแม่ดึงให้องค์ชายเก้าผู้จมลงสู่ความคิดดึงตนเองกลับมา
เมื่อกวาดตาไปมองสตรีข้างกายก็ได้แต่ลอบกระตุกยิ้ม เมื่อยามนี้ใบหน้างดงามของพระชายาตนนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน...
หึ...อ่อนหวานอย่างนั้นหรือ
ผู้คนที่มองเ้าจะรู้หรือไม่ว่าพระชายาผู้อ่อนหวานเช่นเ้านั้นเป็นักแสดงชั้นยอด...
“องค์ชายเก้าย่อมเป็บุรุษผู้รู้จักถนอมบุปผาเพคะเสด็จแม่”
วาจาที่แสนจะอ่อนน้อมของพระชายาองค์ชายเก้าเรียกเสียงหัวเราะจากสตรีผู้มีองค์ชายเก้าเป็ที่ยึดเหนี่ยวได้เป็อย่างดี
“วาจาของเ้าล้วนทำให้ผู้คนหลงใหลพระชายา...เ้าเห็นด้วยกับแม่หรือไม่เล่าองค์ชาย”
ผู้ถูกถามเพียงกระตุกยิ้มก่อนตอบกลับ...
“พระชายาย่อมเป็สตรีที่หายากยิ่งในเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
จบคำกราบทูลของเขาคิ้วเรียวสวยของพระชายาก็ขยับเข้าหากันด้วยความมิมั่นใจนักว่านั่นคือคำชื่นชมจากผู้เป็สวามีหรือไม่...
“นางย่อมเป็สตรีผู้เหมาะสมที่จะเคียงข้างเ้า”
องค์ชายเก้าเลือกที่จะยิ้มรับมิโต้กลับสิ่งใดนอกจากลอบไปมองเสี้ยวหน้าที่กำลังยิ้มแย้มของพระชายาข้างกายตนเองอีกครั้ง
สตรีผู้เหมาะสมจะเคียงข้างเขาอย่างนั้นหรือ...
สตรีใดกล้าลงมือ‘ตีพระสวามี’ ของตนเองในตอนเช้ากันเล่า?
‘องค์ชายตื่นได้แล้วเพคะ!’
เขายังคงความรู้สึกเจ็บบริเวณหน้าอกของตนเองที่ถูกนางลงแรงตีเขาได้ดี...
ท่ามกลางความสับสนและมึนงงเมื่อสติยังคงมิกลับมา เขาลืมตาขึ้นมองพระชายาที่ขยับขึ้นมานั่งข้างกาย...
‘เ้ากล้าตี...!’
สตรีผู้กล้าลงมือกับองค์ชายยังคงมิแสดงสีหน้าสำนึกผิด
ซ้ำร้ายนางยังกล้ากล่าววาจายืนยันว่าสิ่งที่ตนทำนั้นมิผิดกับเขาได้อย่างต่อเนื่อง
‘ก็หม่อมฉันเรียกองค์ชายแล้วแต่พระองค์มิตื่นนี่เพคะ”
‘นั่นมิใช่ข้ออ้างที่สามารถทำร้ายเชื้อพระวงศ์ได้!’
ร่างสูงถอนหายใจก่อนจะขยับลุกขึ้นเมื่อเห็นแล้วว่ารุ่งอรุณของวันใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้น...
พระเนตรคมก้มมองชุดมงคลของตนที่ยังคงมิถูกถอดออกด้วยความสับสนก่อนจะหันกลับไปตวัดสายตามองพระชายาที่ยามนี้ ชุดมงคลของนางนั้นถูกถอดออกไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ย่อมมิใช่เขาที่เป็ผู้ถอดให้กับนาง...
คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความหนักใจเมื่อรับรู้ว่าตนเองนั้นพลาดให้นางมอมเหล้าจนหลับไปเสียแล้ว
พระชายาที่เสด็จพ่อเป็ผู้เลือกมาด้วยพระองค์เองนั้นช่างเป็สตรีร้ายกาจสมกับที่นางสามารถเอาชนะพระทัยของโอรส์
‘องค์ชายลืมไปแล้วหรือเพคะว่าหม่อมฉันเองก็ถือเป็ เชื้อพระวงศ์เช่นเดียวกัน’
นางยังคงโต้กลับเมื่อถูกเขากล่าวหา...
ผู้เป็องค์ชายจึงทำได้เพียงเรียกสติของตนให้กลับคืนมา และต้องนิ่วหน้าด้วยความหวาดระแวงเมื่อร่างบอบบางของสตรีข้างกายเคลื่อนเข้ามาใกล้
‘เ้าจะทำสิ่งใดกัน?’
ใบหน้างดงามฉายแววร้ายเมื่อได้ยินคำถามจากเขา...
‘อีกมินานคนจากฝ่ายในจะเข้ามาเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ของพระชายา...’
นางเว้นจังหวะพูดก่อนจะหยิบมีดพกที่มิรู้ว่านางไปหยิบมาั้แ่เมื่อใดขึ้นมาส่งให้กับเขา...
เมื่อเห็นแววตาของสตรีตรงหน้าเขาก็สามารถคาดเดาได้เป็อย่างดีถึงสิ่งที่นาง้า...
‘เ้าจะให้เปิ่นหวางกรีดเืตนเองเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของเ้า?’
เพียงเท่านั้นั์ตากลมโตก็เริ่มเป็ประกายชอบใจขึ้นมาทันทีเมื่อเขาเข้าใจโดยมิต้องเอ่ยอธิบายให้มากความ
‘มิรู้หรือว่าสวามีของเ้าเป็ผู้ใด’
นางฉีกยิ้มก่อนจะพยักหน้าด้วยท่าทีใสซื่อ...ซึ่งพระสวามีเช่นเขานั้นรู้ดีว่านางกำลังแสดงบทละครโศกครั้งใหญ่ให้ได้ชมต่างหาก
‘หน้าที่ของพระสวามีคือรักษาเกียรติของพระชายามิใช่หรือ เพคะ เพราะฉะนั้นโลหิตที่รินไหลขององค์ชายก็เพื่อเป็เกียรติของ พระชายาของพระองค์’
หึ...
นอกจากนางจะได้โลหิตของพระสวามีเพื่อรักษาเกียรติของตนเองแล้วนางยังหน้าระรื่นฉีกยิ้มต่อหน้าผู้คนน้อมรับคำชื่นชม โดยมิสำนึกว่าทำเขาเจ็บตัวอีกด้วย!
“พระชายา...”เสียงของเสียนเฟยเป็ผู้ดึงองค์ชายเก้าให้กลับมาอีกครา
“หม่อมฉันอยู่นี่เพคะเสด็จแม่”
“สิ่งที่พวกเ้าควรทำมากกว่าการมาเยี่ยมเยียนคนแก่อย่างแม่คือการมีทายาท...เพิ่มบุตรหลานให้กับราชวงศ์”
ท่ามกลางความเงียบหลังจากที่พระชายานั้นสามารถรับมือกับคำพูดของเสด็จแม่ได้แล้วรอยยิ้มอ่อนหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้างาม...
“หม่อมฉันจะทำหน้าที่พระชายาให้ดีที่สุดเพคะ...”
นั่นเป็การรับปากเพียงเพื่อเอาตัวรอดของนางเพียงเท่านั้น...บุรุษหนึ่งเดียวที่เห็นแววดื้อเงียบของพระชายาได้แต่ลอบยิ้มขัน
“แม่เอ็นดูเ้าเสมอ”
“เหม่ยอิงขอบพระทัยเสด็จแม่เพคะ”
สตรีผู้เป็ที่โปรดปรานของโอรส์และสามารถเอาชนะใจเสียนเฟยได้ใน่เวลาสั้นๆในฐานะพระชายาองค์ชายเก้ายังคงสีหน้าอ่อนน้อมและแสดงบทบาทของเชื้อพระวงศ์หญิงได้ดีเสียจนผู้ที่เห็นตัวตนของนางได้แต่ลอบส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ...
“หน้าระรื่นเช่นนั้นสวามีของเ้าเห็นแล้วย่อมมีสิ่งหนึ่งเพื่อประทานให้”
คิดได้ดังนั้นร่างสูงสง่าก็หยุดฝีเท้าของตนเองลง...
รั้งให้สตรีผู้เดินเคียงข้างหยุดตามรวมถึงผู้ติดตามที่เริ่มเว้นระยะห่างจากองค์ชายและพระชายาเมื่อเห็นพระเนตรคมสั่งทางสายตา
“ของพระราชทานอย่างนั้นหรือเพคะ?”
คิ้วเรียวของผู้ฟังขยับเข้าหากันก่อนจะเริ่มถอยห่างออกไปอีกก้าวเมื่อผู้เป็พระสวามีก้าวเข้าหา...
ใบหน้างามถูกมือใหญ่รั้งเอาไว้ท่ามกลางการหลบสายตาของเหล่าข้ารับใช้...
“องค์ชาย...”
พระเนตรคมลดสายตาลงมองริมฝีปากสีสดที่เม้มเข้าหากัน...ปราศจากรอยยิ้มระรื่นเช่นเคยเมื่อเ้าของอยู่ในสภาวะหวาดระแวง
นิ้วเรียวเริ่มไล้กรอบหน้างามเล่นพร้อมกับที่รอยยิ้มพึงพอใจของตนเองเผยให้นางได้เห็นเมื่อได้แกล้งให้พระชายาตัวแสบนั้นสิ้นฤทธิ์ เสียบ้าง
“เปิ่นหวางยังคงจดจำสิ่งที่เ้าทำไปเมื่อคืนและเมื่อยามเช้าตรู่ได้เป็อย่างดี”
ใบหน้างามเริ่มมีร่องรอยของความกังวลเมื่อได้ยินดังนั้น...
พระสวามีที่ดีเช่นเขาจึงได้แต่ปลอบใจ
“เพราะเ้ากล่าวว่าจะทำหน้าที่พระชายาให้ดี...เช่นนั้นก็กลับไปคัดธรรมเนียมปฏิบัติของเชื้อพระวงศ์หญิงมาให้เปิ่นหวางหนึ่งร้อยจบภายในสามวันนี้...”
เขากล่าวพร้อมกับกระตุกยิ้มด้วยความพึงพอใจเมื่อได้เห็นสีหน้าสิ้นฤทธิ์ของสตรีผู้ต้องกลับไปคัดธรรมเนียมปฏิบัติมาให้กับตน
“!!”
ลอบขันกับท่าทีก่อนจะกล่าวย้ำเตือนให้สตรีตรงหน้านั้นได้ เข่นเขี้ยวอยู่ภายในใจ
“นั่นล้วนเป็หน้าที่ของพระชายาที่ดี...”