[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 102 งานเลี้ยงหมื่นวิถีซึ่งรวมอัจฉริยะจากทั่วหล้า ย่อมมาเพื่อพบกับคู่หมั้นโดยเฉพาะ

    ตอนที่ 102 งานเลี้ยงหมื่นวิถีซึ่งรวมอัจฉริยะจากทั่วหล้า ย่อมมาเพื่อพบกับคู่หมั้นโดยเฉพาะ

            ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ยอดเขาไร้พ่าย

            ในขณะที่แสงศักดิ์สิทธิ์พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าจากส่วนลึกของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ กู้ฉางเกอก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติในทันที

            ทว่าเขารู้ดีว่านี่มิใช่สัญญาณการปรากฏของเส้นทางสู่มรรคาเซียนอย่างแท้จริง

            เพราะหากเส้นทางนั้นปรากฏเผยตัวขึ้นจริงแล้วละก็ ภาพเหตุการณ์ที่บังเกิดย่อมสะท้านสวรรค์สะเทือนปฐพี ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ผู้อาวุโสเพียงผู้เดียวจะสามารถปิดบังซุกซ่อนปรากฏการณ์นี้ได้ ครั้งนี้จึงน่าจะเป็นเพียงสัญญาณบ่งบอกล่วงหน้าถึงการปรากฏตัวเท่านั้น

            อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ย่อมทำให้ข่าวลือเรื่องที่สมบัติเซียนกำลังจะปรากฏขึ้นแพร่กระจายออกไป และยิ่งทำให้ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์กลายเป็นเป้าสายตาของเหล่ามหาอำนาจจากทั่วทุกสารทิศ

            ถึงแม้ผู้อาวุโสสูงสุดจะทรงพลังเพียงใด ทว่าก็มิอาจแบกรับแรงกดดันจากเหล่าขุมกำลังอำนาจภายในแดนสวรรค์ชั้นในทั้งหมดได้เพียงลำพัง

            เพียงแค่เหล่าสำนักอมตะนิรันดร์และสำนักมรรคาสูงสุดที่มิอาจประมาทได้ก็มีมิน้อยแล้ว ยังมินับรวมตระกูลเซียนแห่งยุคบรรพกาล และตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงผู้เฝ้ามองอย่างกระหายรอคอยโอกาสอยู่เบื้องหลัง

            ด้วยโอกาสอันมหาศาลเช่นนี้ ผู้ใดกันเล่าจะยอมปล่อยมือได้

            พวกเขาล้วนแล้วแต่หวังเข้ามาแบ่งส่วนแห่งโชควาสนาอันล้ำค่า

            แม้แต่ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงเองด้วยแล้วก็หาได้ยกเว้นไม่

            สุดท้ายแล้ว ผู้อาวุโสสูงสุดก็มิอาจหลีกเลี่ยงการประนีประนอมได้เลย

            พื้นที่ลึกสุดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ อีกมินานก็คงจะถูกเปิดให้กับเหล่าขุมกำลังอำนาจทั้งหลาย

            สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว นี่นับว่าเป็นข่าวดีมิน้อย เขายังครุ่นคิดหาหนทางจะลอบเข้าไปอยู่แท้ๆ ทว่าโอกาสก็กลับมาวางให้เขาอยู่ถึงตรงหน้าโดยมิต้องลงแรงสืบหา

            แม้ผู้อาวุโสสูงสุดจะชิงชังเขาเพียงใด พยายามจะกลั่นแกล้งเขาอย่างไร ทว่าก็มิอาจทำสิ่งใดได้มากนัก

            ตรงกันข้าม ครานั้นเกรงว่าผู้อาวุโสเองคงต้องมาเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเขาเสียด้วยซ้ำ

            “ถึงตอนนั้น หากศิษย์จากสำนักนิกายต่างๆ มาถึง ก็คงมิพ้นต้องพึ่งข้าคอยประคับประคองสถานการณ์เอาไว้”

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ รอยยิ้มเจือความเย้ยหยันก็พลันผุดขึ้นบนมุมปากของกู้ฉางเกอ

            บัดนี้ ในบรรดาศิษย์ทั้งหมดของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เกรงว่าคงมิมีผู้ใดกล้าหาญถึงขั้นมาท้าทายเขาได้อีกแล้ว

            แม้แต่ในบรรดาห้าศิษย์เอกสืบทอด ศิษย์ทั้งสี่ที่เหลือซึ่งถือว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด ก็ยังมิอาจเทียบเคียงกับเขาได้

            ส่วนบรรดาศิษย์สืบทอดผู้อื่น แม้พวกเขาจะมีเล่ห์กลมิน้อย ทว่าเมื่อเทียบกับศิษย์เอกหลักทั้งห้าแล้ว ก็ยิ่งมิอาจนำมาเปรียบเทียบได้

            เว้นเสียแต่ว่าจะมีผู้ลึกลับซึ่งแฝงเร้นตัวตนดังเช่นอิ่นเหมย เทวีแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง ซึ่งมีวิชาอันล้ำลึกและซุกซ่อนเล่ห์กลเอาไว้มากมาย

            ทว่าผู้ใดเล่าจะรู้ว่า แม้แต่อิ่นเหมยเองก็เป็นคนของกู้ฉางเกอเช่นกัน

            “จินโจ้วปิดด่านบำเพ็ญเพียร ส่วนเถียนหยางและจงเทียนหยวน หลังจากวันนั้นก็ต่างปลีกตัวปิดด่านเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรเช่นกัน กล่าวได้ว่าข้าแทบจะคุมตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นี้ไว้ได้ทั้งหมดแล้ว”

            “ตอนนี้ขาดเพียงแค่ยังมิอาจแทรกคนของข้าเข้าไปในกลุ่มผู้อาวุโสได้เท่านั้น”

            กู้ฉางเกอคิดพลางก้าวออกจากสำนัก พร้อมเหล่าผู้ติดตามซึ่งเรียงรายอยู่เบื้องหลัง มิเว้นแม้แต่อิ่นเหมยและศิษย์สืบทอดคนอื่นๆ ก็เดินตามเขาออกไปยังประตูภูผา

            ส่วนทางฝั่งของกู้เซียนเอ๋อร์นั้น ในช่วงเวลานี้ผู้อาวุโสสูงสุดได้ส่งตัวนางไปยังยอดเขา และมีคำสั่งเด็ดขาดว่าหากยังมิบรรลุถึงขอบเขตพลังระดับเจ้าครองแคว้นก็ห้ามออกมาโดยเด็ดขาด

            กู้ฉางเกอเองย่อมมิคิดจะไปหาเรื่องให้ตนเองต้องเสียหน้า

            ด้วยนิสัยของผู้อาวุโสสูงสุดแล้ว เกรงว่าย่อมมิปล่อยให้เขาผ่านไปง่ายๆ และอาจถึงขั้นตบเขากระเด็นออกมาจากยอดเขาเสียด้วยซ้ำ

            ถึงตอนนั้น หากกู้เซียนเอ๋อร์รู้เรื่องเข้า ก็เกรงว่านางคงจะอดรนทนมิไหวและเป็นฝ่ายออกตามหาเขาเอง

            ทุกเรื่องย่อมต้องมีขอบเขตที่พอดี หากมากเกินไปย่อมกลับกลายเป็นเรื่องที่มิดี

            บัดนี้ นครโบราณมรรคาสวรรค์นั้นมีบรรยากาศที่คึกคักเป็นพิเศษ ขุมพลังอำนาจและนิกายต่างๆ ทั่วทั้งแดนสวรรค์ต่างส่งคนมาเยือน นี่ก็นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้ไปพบปะกับสหายเก่าทั้งหลาย

            พร้อมกันนั้น กู้ฉางเกอก็อยากรู้เช่นกันว่า ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตที่ระบบได้แจ้งเตือนขึ้นมาอย่างกะทันหันนั้นคือผู้ใดกันแน่

            นี่จึงนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้สืบหาข่าวคราวไปพร้อมกัน

            เมื่อมาถึงบริเวณที่ระบบได้ส่งสัญญาณเตือน ก็หมายความว่าเป้าหมายย่อมอยู่มิไกลจากเขานัก

            ขณะกู้ฉางเกอเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังนครโบราณมรรคาสวรรค์ เสียงอึกทึกในเขตประตูภูผาก็พลันดังขึ้น บรรดาศิษย์มากมายต่างถูกดึงดูดความสนใจ สายตาทอดมองไปไกลจับจ้องมองเขาที่นำขบวนเหล่าผู้ติดตามเคลื่อนออกไป

            หลายคนอดมิได้ที่จะเผยแววชื่นชมและหลงใหล

            บุรุษผู้นี้แม้จะขัดแย้งกับผู้อาวุโสสูงสุด ทว่ากลับยังสามารถวางอำนาจเหนือศิษย์ทั้งปวงได้ อีกทั้งแม้แต่เหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็ยังมิอาจทำสิ่งใดกับเขาได้เลย

            เรื่องเช่นนี้เกรงว่าจะมีเพียงกู้ฉางเกอเท่านั้นที่สามารถทำได้

            ในเวลามินาน ข่าวของกู้ฉางเกอผู้เป็นศิษย์เอกอันดับหนึ่งซึ่งได้เดินทางออกจากตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ก็ได้แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของเขามิอาจรอดพ้นจากสายตาของผู้คนจำนวนมาก

            ทุกย่างก้าวของกู้ฉางเกอ ล้วนถูกจับจ้องจากทั่วทุกสารทิศ

            …

            ตำหนักทิวาสวรรค์

            ที่แห่งนี้คือกลุ่มตำหนักอันยิ่งใหญ่ในนครโบราณมรรคาสวรรค์ เป็นสถานที่ที่สังกัดอยู่ภายใต้สหพันธ์การค้าหมื่นวิถี ซึ่งเบื้องหลังได้รับการสนับสนุนจากบรรดาสำนักอมตะนิรันดร์หลากหลายฝ่าย จึงมีรากฐานที่มั่นคงและทรงพลัง

            โดยปกติแล้วสถานที่แห่งนี้จะเปิดไว้ต้อนรับเฉพาะผู้ทรงอำนาจและเหล่าผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศเท่านั้น

            ทั่วทั้งบริเวณนั้นงดงามประหนึ่งดินแดนอัญมณีผลึกใสบริสุทธิ์ รอบบริเวณปกคลุมไปด้วยต้นสมุนไพรหอมกรุ่น กลิ่นหอมอบอวลชวนให้จิตใจสงบสุข อีกยังมีเหล่าสัตว์วิเศษหายากเดินย่างกรายไปมาอย่างรื่นเริง

            เทือกเขาศักดิ์สิทธิ์สูงตระหง่านหลายลูกถูกปกคลุมด้วยหมอกจางๆ ละอองพลังงานแห่งสรวงสรรค์และปฐพีหมุนวนรอบภูผา ประหนึ่งสถานที่บำเพ็ญเพียรอันสมบูรณ์แบบ

            ตำหนักน้อยใหญ่ตั้งตระหง่านอย่างโอ่อ่าตระการตา อยู่บนผืนแผ่นปฐพีซึ่งเต็มไปด้วยรากวิญญาณ กลืนกินแสงรุ่งอรุณแห่งทิพยสถาน แผ่ไอพลังลอยอวล ราวกับเป็นราชวังแห่งสรวงสวรรค์

            ขณะนี้ เหล่าผู้เยาว์ผู้ทรงอำนาจจากทุกสารทิศต่างมารวมตัวกันที่นี่ พวกเขาล้วนมาจากขุมกำลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น

            บางคนเดินอย่างสง่างามดุจมังกรเหินพยัคฆ์ก้าว พลังปราณส่องประกายแผ่ทั่วร่าง เต็มไปด้วยความมั่นใจและทรงอำนาจ

            บางคนเผยให้เห็นหน่วยก้านอันโดดเด่น ดวงหน้าทระนงแฝงความหยิ่งผยอง พลังชีวิตพวยพุ่งแผ่คลุมทั่วกายราวกับเปลวเพลิง

            บางคนงดงามสง่าประหนึ่งเซียนธิดาผู้เลอโฉม โอบล้อมด้วยกลิ่นอายอันเหนือปุถุชน ดูสูงส่งและลึกล้ำเกินหยั่งถึง

            เหตุการณ์ที่สมบัติเซียนแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ปรากฏขึ้นในครั้งนี้ สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่ขุมกำลังอำนาจทั้งหลาย

            ทว่าด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของแต่ละฝ่าย จึงมิอาจส่งผู้แข็งแกร่งระดับสูงมาได้ ทว่าก็ได้เลือกส่งเหล่าผู้สืบทอดอัจฉริยะและศิษย์ชั้นยอดจากตระกูลและนิกายต่างๆ มายังที่แห่งนี้แทน

            ผู้คนที่มารวมตัวอยู่ในที่แห่งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นยอดอัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในโลกภายนอก กระทั่งยังมีเหล่าคนรุ่นเยาว์ผู้เป็นยอดแห่งยุคปรากฏตัวขึ้นและเร่งรุดเข้าไปยังตำหนักเบื้องหน้า ภาพนี้สร้างความฮือฮาและความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คนโดยรอบเป็นอย่างยิ่ง

            บัดนี้ ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เรียกได้ว่ากลายเป็นศูนย์รวมความสนใจของผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจากทั่วทุกสารทิศ

            เพียงแค่ภายในนครโบราณมรรคาสวรรค์ ก็ปรากฏแสงสายรุ้งอันศักดิ์สิทธิ์มากมายพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า อีกทั้งยังมีเรือศึกขนาดมหึมา สูงตระหง่านเกินหมื่นจั้ง บดบังแสงตะวัน ทยอยเร่งรุดมาอย่างมิขาดสาย

            เบื้องหลังของตำหนักทิวาสวรรค์นั้นหนุนหลังไว้ด้วย สหพันธ์การค้าหมื่นวิถี

            ที่แห่งนี้มิได้มีเพียงแค่โรงประมูลที่ใหญ่ที่สุดในนครเท่านั้น ทว่ายังมีหอการค้าขนาดมหึมาที่จำหน่ายโอสถศักดิ์สิทธิ์ โอสถอายุวัฒนะ คัมภีร์วิชาเทพศักดิ์สิทธิ์ วัสดุสร้างศาสตราเทพทั้งหลาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของหายากยิ่ง

            ยิ่งไปกว่านั้น สถานที่แห่งนี้ยังนับว่าเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงหมื่นวิถีอันเลื่องชื่อไปทั่วทั้งแดนสวรรค์ งานเลี้ยงนี้รวบรวมเหล่าผู้เป็นยอดอัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศมาประชันฝีมือ ถกวิถีแห่งมรรคา ประลองปัญญาและพลัง เพื่อช่วงชิงเกียรติยศอันสูงสุด

            ทุกครั้งที่จัดงานเลี้ยงหมื่นวิถี ย่อมมีสิ่งล้ำค่าอุบัติขึ้น มิว่าจะเป็นพรสวรรค์และทักษะลับสุดยอด หรือคัมภีร์วรยุทธ์สวรรค์อันเร้นลับ ล้วนเป็นสิ่งที่เย้ายวนใจเหล่าผู้เป็นยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์เป็นอย่างยิ่ง

            นอกจากนี้ งานเลี้ยงนี้ยังเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ที่ต้องการ ประกาศศักดาให้เลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศ เป็นที่กล่าวขานสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลกหล้า

            เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ต่างพากันพูดคุยกันอย่างคึกคัก แววตาของพวกเขาล้วนเปล่งประกายเจิดจ้า

            “สมบัติเซียนแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ปรากฏขึ้น ในครั้งนี้ที่สำนักส่งพวกเรามา เกรงว่าคงมั่นใจว่าจะสามารถเปิดทางให้พวกเราเข้าไปได้” บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น ร่างของเขางดงามพิสดาร มีปีกสีเงินคู่หนึ่งแผ่ประกายส่องสว่างอยู่เบื้องหลัง

            “หากมิใช่ศิษย์ของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์แล้วนั้น โดยปกติแล้วผู้คนทั่วไปย่อมมิอาจย่างกรายเข้าไปได้” อีกผู้หนึ่งพยักหน้าเห็นพ้อง

            “พวกเจ้านี่ช่างคิดอะไรตื้นเขินเกินไปนัก”

            เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา บุรุษหนุ่มผู้พูดมีเปลวเพลิงสีม่วงจางพวยพุ่งล้อมรอบทั้งร่าง ใบหน้าของเขาดำทมิฬดุจเงามืด ราวกับมาจากดินแดนแห่งความมืดมิด

            “ว่ากันว่าพื้นที่ลึกสุดของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นั้น คือแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคเซียนโบราณ ที่ซุกซ่อนโอกาสวาสนามหาศาลเอาไว้ พวกเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าในนั้นมีสิ่งใดบ้าง หากเป็นข้า ย่อมต้องการครอบครองแต่เพียงผู้เดียว เหตุใดจึงต้องแบ่งปันให้กับผู้อื่นด้วยเล่า อย่าลืมว่าโดยปกติแล้ว มีเพียงผู้อาวุโสและศิษย์สืบทอดแห่งตำหนักเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าสู่พื้นที่แห่งนั้นได้ แม้แต่ศิษย์สืบทอดชั้นรองเองก็ยังมิอาจเข้าไปได้”

            คำกล่าวของเขาเต็มไปด้วยความดูแคลน ทว่าก็ทำให้ผู้คนโดยรอบตกอยู่ในความเงียบงัน

            บุรุษผู้นี้มีชื่อเสียงมิน้อย ในร่างของเขามีเปลวเพลิงแห่งความมืดอันเป็นเพลิงอเวจีที่ถือกำเนิดขึ้นมาโดยธรรมชาติ ซึ่งเปลวเพลิงที่เขาควบคุมนี้ ได้คร่าชีวิตศัตรูมามากมายนับมิถ้วน

            ผู้คนต่างจำเขาได้ในทันที และสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยด้วยความหวาดหวั่น

            นี่คือตัวตนระดับอัจฉริยะจากแดนมรณา ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าทรงพลังจนสามารถทัดเทียมกับเหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้เป็นที่สุดแห่งยุคได้

            แม้คำพูดของเขาจะเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ทว่าก็ทำให้หลายคนต้องครุ่นคิดและลอบยอมรับอยู่ในใจ

            ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์มีสถานะพิเศษอย่างยิ่ง ผู้อาวุโสของหลายขุมกำลังอำนาจใหญ่ในยุคนี้ล้วนเคยเป็นศิษย์ของสถานที่แห่งนี้ ทั้งยังมีสายสัมพันธ์เก่าแก่หลงเหลืออยู่

            ด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรี พวกเขาจึงมิอาจลงมือเอ่ยปากได้โดยตรง ทว่าก็เลือกที่จะส่งเหล่าหนุ่มสาวผู้เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์มาแทน ซึ่งนับเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพวกเขาเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

            “หากกล่าวถึงตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ในเวลานี้ ก็ต้องเอ่ยถึงกู้ฉางเกอผู้ซึ่งเป็นคุณชายแห่งตระกูลกู้ หากเขาอยู่ด้วยแล้วละก็ คนหนุ่มสาวรุ่นเดียวกันก็คงอย่าได้หวังเลยว่าจะสามารถช่วงชิงโอกาสใดๆ จากตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ไปได้”

            บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวขึ้นพลางส่ายศีรษะ เขามีเรือนผมสีฟ้ายาวสยาย ลวดลายเกล็ดอันโปร่งแสงระยิบระยับซึ่งประดับบนใบหน้านั้น ชี้ให้เห็นว่าเป็นผู้มาจากตระกูลมหานทีแห่งยุคบรรพกาล

            ถ้อยคำนี้ทำให้บรรยากาศโดยรอบตกอยู่ในความเงียบงันในทันที หลายคนต่างเผยสีหน้าครุ่นคิด ด้วยเพราะต่างก็ได้ยินชื่อเสียงนี้มาพักใหญ่แล้ว

            กู้ฉางเกอ!

            ผู้สืบทอดของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ผู้บรรลุถึง ขอบเขตจอมราชันขั้นกลาง และได้รับการขนานนามว่าเป็นยอดอัจฉริยะแห่งยุค

            เพียงพลิกฝ่ามือเดียวเขาก็สามารถบดขยี้ฉู่อู๋จี๋ องค์ชายแห่งราชสำนักเซียนต้าฉู่ผู้เป็นยอดฝีมือรุ่นเยาว์ได้อย่างง่ายดาย

            พลังของเขาลึกล้ำเกินหยั่งถึง และในสายตาของคนรุ่นเดียวกัน กู้ฉางเกอนั้นคือภูผาสูงตระหง่านที่มิอาจก้าวข้ามผ่านไปได้อย่างแท้จริง

      “ทว่าอย่างไรก็ตาม ได้ยินมาว่าคุณชายแห่งตระกูลกู้ดูจะมิลงรอยกับผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เท่าใดนัก เมื่อหลายวันก่อนยังทำให้ผู้อาวุโสท่านนั้นถึงกับเดือดดาลจนฟ้าดินแปรปรวน…”

            มีผู้หนึ่งแววตาพลันส่องประกาย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงรอยยิ้มเจือความนัย “ดังนั้น มิแน่ว่าคุณชายแห่งตระกูลกู้จะยืนอยู่ฝ่ายตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ในเวลานั้น”

            ทันใดนั้นเอง บริเวณเบื้องนอกของตำหนักทิวาสวรรค์ก็พลันเกิดความวุ่นวายขึ้น

            ทุกคนต่างหันมองไปโดยมิรู้ตัว พลันต่างพากันตกตะลึงจนเอ่ยคำมิออก

            สตรีนางหนึ่งในอาภรณ์สีม่วงย่างเท้าออกมาจากความว่างเปล่า

            ทุกย่างก้าวที่นางก้าวไป ดอกบัวแห่งมหามรรคาก็พลันผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า แย้มบานส่งประกายราวกับรองรับรัศมีของนาง

            ทั่วทั้งร่างแผ่แสงเจิดจรัสประดุจแสงสวรรค์ แขนเสื้อพลิ้วไหวอ่อนช้อย ดวงหน้างดงามผุดผ่อง ราวกับหยกขาวบริสุทธิ์ซึ่งปราศจากความรู้สึกใดๆ แผ่ออกมา

            นัยน์ตาคู่นั้นงดงามดุจอัญมณีไร้ที่ติ ทอประกายลึกล้ำงามสง่าเหนือผู้ใด จนถึงขึ้นกล่าวได้ว่าเป็นความงามที่เลิศล้ำไร้ซึ่งผู้ใดเทียมทาน

            “นางเป็นผู้ใดกัน”

            ทันใดนั้น ความวุ่นวายพลันปะทุขึ้นอย่างรุนแรง บรรดาผู้คนที่อยู่ในที่นั้นต่างตกตะลึงและจ้องมองไปยังสตรีในอาภรณ์สีม่วงด้วยแววตาประหลาดใจ

            พวกเขามิเคยพบเห็นหญิงสาวผู้เลิศล้ำผู้นี้มาก่อน

            “นั่นมันเขา! ผู้สืบทอดของตระกูลเย่แห่งเซียนโบราณ เย่หลางเทียน!”

            ในขณะนั้นเอง มีคนผู้หนึ่งร้องขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก ก่อนหันไปมองบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่ก้าวตามหลังสตรีในอาภรณ์ม่วงเข้ามา

            บุรุษหนุ่มผู้นั้นดูองอาจสง่างาม สวมอาภรณ์สีทองเจิดจ้า ทั่วทั้งร่างของเขาเปล่งประกายราวกับปกคลุมไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ เรือนผมแวววาวดุจผลึกทองคำ รอบกายเต็มไปด้วยภาพมายาอันยิ่งใหญ่ ทั้งมังกร หงส์เพลิง และเต่าดำล่องลอยหมุนเวียนอย่างเงียบสงบ

            “นี่มัน… เย่หลางเทียน ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นจักรพรรดิแห่งยุคบรรพกาลผู้กลับชาติมาเกิดใหม่นั่นเอง!”

            “ฮึ! เขามาที่นี่ด้วยหรือ น่าประหลาดใจจริงๆ มิคิดมิฝันเลยว่าเขาจะปรากฏตัวขึ้น และยังมาเยือนถึงดินแดนอนันต์สวรรค์แห่งนี้อีกด้วย”

            “ดูเหมือนว่าตระกูลเย่แห่งเซียนโบราณจะคิดลงมาแทรกแซงเรื่องนี้แล้วสินะ เมื่อยอดอัจฉริยะผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นจักรพรรดิแห่งยุคบรรพกาลผู้กลับชาติมาเกิดอย่างเย่หลางเทียนเริ่มออกท่องหล้า ยุคทองแห่งความรุ่งโรจน์ก็ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว…”

            ภายในตำหนักทิวาสวรรค์ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างเต็มไปด้วยความตกตะลึง สายตาของพวกเขาล้วนจับจ้องไปยังบุรุษหนุ่มผู้แผ่รัศมีศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นด้วยความเคารพยำเกรง

            เพราะนี่คือผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าสามารถทัดเทียมกับกู้ฉางเกอ ซึ่งมีพรสวรรค์ดุจเทพเซียนแท้ อีกทั้งยังเป็นยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้แข็งแกร่งเกินหยั่งถึง

            น้อยคนนักที่จะเคยพบเห็นเขาลงมือ

            แม้บันทึกการต่อสู้จะมีมิมากนัก ทว่าทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวก็กลับเปี่ยมไปด้วยความยิ่งใหญ่และเกรียงไกร

            กระทั่งเขาเองก็เคยสร้างวีรกรรมอันน่าทึ่ง เฉกเช่นเดียวกับกู้ฉางเกอ นั่นคือการเอาชนะผู้ที่มีพลังบำเพ็ญสูงกว่าด้วยพลังอันน่าอัศจรรย์ของตนเอง

            เย่หลางเทียนเป็นผู้ที่แทบจะมิเคยเปิดเผยตัวตนให้ผู้ใดได้พบเห็น ทว่าบัดนี้เขากลับปรากฏกายขึ้น ณ นครโบราณมรรคาสวรรค์อย่างกะทันหัน

            ผู้คนมากมายจึงอดมิได้ที่จะเชื่อมโยงเขากับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อมินานมานี้

            “คารวะคุณชายเย่!”

            ทันใดนั้น เหล่าผู้คนต่างประสานมือคารวะเย่หลางเทียนเพื่อแสดงความเคารพ

            เย่หลางเทียนเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนเผยท่วงท่าซึ่งมิแสดงความหยิ่งผยองหรือวางอำนาจ

            “ท่านพี่ ท่านคิดว่ากู้ฉางเกอจะมาเยือนที่แห่งนี้หรือไม่”

            สตรีน้อยในอาภรณ์สีม่วงที่ยืนอยู่ข้างกายเย่หลางเทียนหาใช่ผู้ใดอื่น นางก็คือเย่หลิวหลี

            ดวงตาคู่งามของนางกวาดมองไปรอบด้าน ครั้นมิพบร่องรอยของกู้ฉางเกอ พลันแววตาก็เผยความผิดหวังเล็กน้อย

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่หลางเทียนก็หัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า

            “ในเมื่อเขาเป็นเจ้าบ้านแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ศิษย์มรรคากู้ก็ย่อมมิอาจเสียมารยาทมิมาปรากฏตัวได้หรอก”

            หลังจากนั้น เขาก็แนะนำตัวเย่หลิวหลีให้กับเหล่าผู้เยาว์ผู้ทรงอำนาจที่อยู่ในที่นั้น

            น้อยคนนักจะรู้ว่าเย่หลิวหลีคือน้องสาวแท้ๆ ของเขา เดิมทีนางถูกฝากเลี้ยงไว้ยังโลกเบื้องล่าง ก่อนจะเพิ่งกลับมายังตระกูลเย่เมื่อมินานมานี้

            ยามได้ยินคำอธิบาย หลายคนพลันเกิดความคิดบางอย่างขึ้นในใจ

            คุณหนูน้อยแห่งตระกูลเย่ เพียงแค่ความงามที่นางมีก็มากพอที่จะทำให้ผู้คนหลงใหลคลั่งไคล้จนมิอาจห้ามใจได้

            ยิ่งไปกว่านั้น หากสามารถเป็นเขยแห่งตระกูลเย่ได้ ก็นับว่าเป็นวาสนาที่หาได้ยากยิ่ง

            เหล่าผู้คนต่างมีความคิดในใจแตกต่างกันไป พลางเริ่มสนทนากันอย่างออกรส

            ทว่าในยามนั้นเอง เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากนอกตำหนักทิวาสวรรค์ พร้อมด้วยเสียงหัวเราะเย้ยหยัน

            “เย่หลางเทียน เมื่อมิกี่วันก่อนได้ยินมาว่าเจ้าได้พ่ายแพ้อย่างยับเยินให้กับศิษย์สายนอกผู้หนึ่งหรือ อีกทั้งสุดท้ายผลของการประลองฝีมือก็ถึงกับออกมาเสมอกัน ข่าวนี้จริงหรือเท็จกันแน่”

            บุรุษร่างกำยำผู้หนึ่งก้าวเข้ามา เขามีลวดลายสีขาวเด่นชัดบนหน้าผาก บนร่างสวมใส่อาภรณ์หนังสัตว์

            ร่างกายแผ่กลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงกลัว ราวกับแผ่คลื่นพลังโลหิตพลุ่งพล่านดั่งเตาหลอมขนาดมหึมาที่ย่างกรายอยู่บนโลกมนุษย์

            “นั่นมันไป๋เลี่ย! คุณชายแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์นี่ เขามาที่นี่ได้อย่างไรกัน!”

            “อีกหนึ่งยอดยุทธ์หนุ่มผู้ยิ่งใหญ่ก็มาเยือนแล้ว!”

            เมื่อเห็นบุรุษผู้นี้ ผู้คนต่างตกตะลึงพลันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความประหลาดใจ

            วันนี้เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้เกรียงไกรกลับปรากฏตัวต่อเนื่องอย่างมิขาดสาย

            ตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์คือสายโลหิตแห่งราชันโบราณ ผู้สืบทอดพลังศักดิ์สิทธิ์โดยกำเนิด

            วิชาเทพประจำตระกูลคือพลังแห่งธาตุทองศักดิ์สิทธิ์อันแข็งแกร่ง ซึ่งสามารถทำลายล้างสรรพสิ่งได้อย่างไร้เทียมทาน แฝงไว้ซึ่งพลังโจมตีที่มิอาจหยั่งถึง

            กระทั่งมีข่าวลือว่าพลังแห่งธาตุทองศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์นั้น รุนแรงถึงขั้นติดอันดับสามของแดนสวรรค์

            สำหรับไป๋เลี่ยแล้ว เขาคือผู้สืบทอดสายโลหิตอันทรงพลังที่สุดแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ในรอบหมื่นปี สายโลหิตบริสุทธิ์แห่งยุคบรรพกาลของบรรพชนก็คล้ายกับจะหวนคืนสู่ร่างกายของเขา

            เมื่อเทียบกับเหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้อื่นแล้ว รากฐานของเขากลับยิ่งล้ำลึกไร้เทียมทาน!

            เมื่อได้ยินคำกล่าวของไป๋เลี่ย ตำหนักทิวาสวรรค์พลันสั่นสะเทือน เสียงอื้ออึงระลอกหนึ่งดังขึ้น

            ข่าวนี้ทำให้ทุกผู้คนต่างตกตะลึงมิอาจเอ่ยคำใดได้

            เย่หลางเทียนผู้ได้รับการขนานนามควบคู่กับกู้ฉางเกอว่าเป็นมหาราชันยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้ยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังมีสมญาว่าจักรพรรดิโบราณกลับชาติมาเกิด ทว่ากลับพ่ายแพ้เสียท่าแก่คนในสายรองของตระกูล อีกทั้งยังจบลงด้วยผลประลองยุทธ์ที่เสมอกันหรือ

            เรื่องนี้สร้างความตื่นตะลึงยิ่งนัก ความนัยที่ซ่อนอยู่ในข่าวนี้ช่างน่าตื่นตระหนกเกินคาด

            เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์จำนวนมิน้อยที่ต่างพากันก้าวออกจากตำหนัก ก็เผยดวงตาฉายชัดถึงแววตกตะลึงออกมา

            เย่หลางเทียนเมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ เขาพลันเงียบไปชั่วครู่ ก่อนดวงตาจะเผยแววขุ่นมัวขึ้นมาวูบหนึ่ง แล้วกล่าวเสียงเรียบว่า

            “มิคิดว่าข่าวจะลือกันไวถึงเพียงนี้ ทว่าเจ้าหมอนั่นนับว่ามีวิธีการที่แปลกประหลาดนัก ข้าเองก็จำต้องกดข่มพลังเอาไว้ จึงลงมือได้มิเต็มที่ หาไม่แล้วเขาจะบังอาจโอหังได้ถึงเพียงนี้หรือ”

            คำกล่าวนี้เป็นการยอมรับถึงความจริงโดยปริยาย ทำให้บรรยากาศในที่นั้นบังเกิดคลื่นกระเพื่อมครั้งใหญ่ราวกับพายุพัดผ่าน

            ชั่วขณะนั้น ภายในตำหนักทิวาสวรรค์พลันตกอยู่ในความเงียบงัน

            มีเพียงเสียงหัวเราะเย้ยหยันของไป๋เลี่ยที่ดังขึ้น “เรื่องนี้ข้าย่อมรู้ดี เพราะเย่หลิงผู้นั้นก็เป็นสหายผู้มีสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับข้า ทว่าแน่นอน ข้ามิได้มาที่นี่เพื่อเรื่องไร้สาระอันใด หากแต่มาเพื่อกระตุ้นแผลเก่าของเจ้าโดยเฉพาะ”

            สีหน้าของเย่หลางเทียนพลันแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเย็นว่า “แล้วเจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุอันใด”

            “ข้าน่ะหรือ ข้าก็ย่อมมาเพื่อพบกับคู่หมั้นของข้าโดยเฉพาะน่ะสิ” ไป๋เลี่ยแสยะยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง

            เมื่อกล่าวจบ หลายคนก็เข้าใจได้ในทันที สีหน้าพลันแสดงความอิจฉาออกมาโดยมิรู้ตัว

            เป็นที่ร่ำลือกันว่าศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ นามว่าอิ่นเหมย เทวีแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง ได้หมั้นหมายกับไป๋เลี่ยเมื่อก่อนหน้านี้

            อิ่นเหมยคือคุณหนูแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง ผู้เลอโฉมจนสะท้านแคว้น อีกทั้งยังบำเพ็ญเพียรอยู่ภายในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์มาโดยตลอด

            ในขณะนั้นเอง เสียงประกาศจากภายนอกตำหนักทิวาสวรรค์ก็ดังขึ้น พร้อมแว่วกังวานไปทั่วบริเวณ “คุณชายของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงมาถึงแล้ว!”

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน