เซียวสิงเยี่ยนผู้นี้ช่างทำตามใจชอบ เขาไม่มีแิเื่สถานะเลย สำหรับเขาสถานะภรรยาหรือสามี ไม่สามารถจำกัดเขาได้เลย
หากมิใช่เพราะถูกบังคับอย่างช่วยไม่ได้ เขาคงไม่อยู่ที่นี่แน่นอน
“ตอนนี้ถือได้ว่าเรามีผลประโยชน์ร่วมกันใช่ไหม? หากเกิดอะไรขึ้นจริงกับสบู่ เกรงว่าตระกูลอันคงล่มสลายภายในหนึ่งวัน ถึงตอนนั้นคงรักษาตระกูลอันไว้ไม่ได้แล้วจริง ๆ”
ถือได้ว่าอันเยว่ใช้ความรู้สึกมาโน้มน้าวใจผู้อื่น ใช้เหตุผลทำให้ผู้อื่นเข้าใจเช่นกัน ในสายตาของเซียวสิงเยี่ยนแฝงความเอือมระอาอย่างเห็นได้ชัด แต่เขายังคงพยายามระงับอารมณ์ของตัวเองและเอ่ยเสียงเบา “เ้า้าให้ข้าทำอะไร?”
“เมื่อครู่ข้าเห็นว่ามีคนตามเหล่าสู่ไป เวลาที่ต้องส่งมอบสบู่คือพรุ่งนี้ และคนที่ไม่อยากให้เราส่งสินค้าที่สุดในยามนี้คงมีเพียงตระกูลชุย ฉะนั้น…”
“ง่ายนิดเดียว”
เซียวสิงเยี่ยนพูดจบก็เดินไปข้างนอก แต่อันเยว่กลับร้อนใจเล็กน้อยจึงรีบะโตามหลัง “ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องรับรองความปลอดภัยของเ้าด้วย”
จากนั้นก็เห็นร่างของเขาชะงักเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้พูดอะไรแม้แต่ครึ่งคำแล้วเดินออกไปทันที
สำหรับตระกูลอัน คนเดียวที่สามารถทำให้ผู้อื่นใกลัวได้ก็มีเพียงเซียวสิงเยี่ยน
หากเกิดอะไรขึ้นกับเขา คนอื่น ๆ ในตระกูลอันต่างก็ไร้ประโยชน์ ไม่ว่าใครก็สามารถมารังแกพวกเขา
“ฮูหยินไม่วางใจหรือ?”
“ข้าเป็ห่วงนิดหน่อย ข้ารู้ว่าเขามีวิชามวยติดตัว ไม่ว่าจะโดนใครทำร้ายหรือเป็ฝ่ายทำร้ายผู้อื่นจนาเ็สาหัส ก็น่าเป็ห่วงทั้งนั้น”
หัวคิ้วของอันเยว่ขมวดเข้าหากันยามที่นางเอ่ยคำพูดดังกล่าว นางกลัวว่าตัวเองจะเข้าไปพัวพัน ยิ่งกว่านั้น นางไม่แน่ใจ แม้คนของชุยต้าเหนียนจะตามมา แต่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะลงมือในวันนี้หรือไม่
เมื่อสองสามวันก่อนชุยต้าเหนียนประพฤติตัวดีเกินไป มักทำให้ผู้คนรู้สึกว่านี่คือความสงบก่อนพายุจะเข้า
่หัวค่ำ อันเยว่เฝ้าอยู่ที่ประตูทางเข้าห้องนอนและมองไปยังประตูใหญ่ ป่านนี้แล้วเซียวสิงเยี่ยนยังไม่กลับมา
นางไม่สามารถทนรอต่อไปอย่างสงบได้อีก ในตอนที่นางกำลังออกแรงเข็นรถไปที่ข้างนอก ซูจือฉือก็คว้าที่จับรถเข็นแล้วพูดเสียงเบาข้างหูอันเยว่ “ข้าจะพาเ้าไป เราจะเดินอ้อม เพื่อไม่เป็การแหวกหญ้าให้งูตื่น”
“จือฉือ”
อันเยว่มองคนข้างกายและอยากกล่าวคำพูดรู้ใจสักสองคำ แต่เห็นได้ชัดว่าซูจือฉือไม่ได้ใส่ใจอันเยว่ ที่เขายังคงออกมาเดินเตร่ในยามนี้คงเพราะเป็ห่วงเซียวสิงเยี่ยนเช่นกัน
ในฐานะพี่ใหญ่ของพวกเขา เซียวสิงเยี่ยนถือได้ว่าเป็คนเอาใจใส่และพิถีพิถัน
เื่จุกจิกในบ้านได้มอบหมายให้ซูจือฉือเป็คนจัดการ ฉะนั้น เขาจึงรู้จักบ้านหลังเล็กหลังนี้ดีที่สุด แม้สลักประตูที่ประตูหลังจะไม่ได้เปิดมาหลายปีแล้ว ยามนี้เมื่อใช้ค้อนทุบเบา ๆ สองครั้งก็ยังสามารถเปิดออกได้
“เราไปดูกันเถอะ”
อันเยว่นั่งอยู่บนรถเข็นที่ซูจือฉือเข็น ทั้งสองคนมาถึงบ้านที่ซื้อไว้สำหรับผลิตสบู่ ก็พบว่าข้างในมืดสนิท เวลานี้ยังมีบางครอบครัวที่ยังไม่นอน และมองเห็นดวงดาวและแสงเทียนอยู่บ้าง
ปกติคนงานที่รับเข้ามาจะทำสบู่จนดึกดื่น แต่วันนี้กลับดับไฟเร็วเป็พิเศษ
เดิมที้าเดินดูรอบ ๆ แต่เดินได้เพียงสองก้าวก็เห็นคนสองสามคนรวมตัวและพูดคุยกันอยู่ที่นั่น อีกทั้งยังถือคบไฟไว้ในมือ
ดูเหมือนกำลังวางแผนร้าย และคนที่ยืนอยู่ใต้คบไฟไม่ใช่ใครอื่น แม่บ้านใหญ่ตระกูลชุย!
“พวกเขาคิดจะทำบางอย่างจริง ๆ ด้วย”
อันเยว่เอ่ยเสียงเบา นางโบกมือให้ซูจือฉือ จากนั้นเขาเข็นอันเยว่ไปทางด้านหลังเล็กน้อย และมองไปข้างหน้าจากด้านหลังกำแพง
“จะให้พวกเขาเห็นเราตอนนี้ไม่ได้ เราต้องระวัง จากนั้นจับพวกเขาให้ได้แบบคาหนังคาเขา! ครั้งนี้ตระกูลชุยต้องจ่ายค่าชดใช้ถึงจะถูกต้อง”
อันเยว่พูดจบก็มีมือข้างหนึ่งวางลงบนตัวนาง ทำให้นางใจนเกือบกรีดร้อง
เมื่อหันศีรษะกลับไปก็เห็นเซียวสิงเยี่ยนยืนอยู่ข้างกายนาง และยังดึงนางไปทางด้านหลัง เขาคงกลัวว่านางจะถูกพบเข้า และทุกสิ่งในคืนนี้จะไร้ประโยชน์หากโดนจับได้
เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของเซียวสิงเยี่ยนบังอยู่ตรงหน้าพวกเขา อันเยว่ก็ไล่มองขึ้นไปตามร่างของเขา ชายที่สามารถบังลมบังฝนเพื่อตัวเองมักเต็มไปด้วยแรงดึงดูดสำหรับสตรีทุกคน
เพียงแต่ในราชวงศ์ต้าโจวนี้ บุรุษล้วนเป็นกคีรีบูนที่ถูกกักตัวอยู่แต่ในบ้าน
“พวกเขากำลังจะลงมือแล้ว”
เซียวสิงเยี่ยนหันกลับมาและสบเข้ากับสายตาของอันเยว่ ทั้งสองคนต่างชะงักไปครู่หนึ่ง และเบนสายตาไปทางอื่นพร้อมกัน
“พวกเขา…เอ่อ พวกเขาจะทำอะไรหรือ?”
“หากไม่เหนือความคาดหมาย คงคิดจะวางเพลิง”
ทันทีที่เซียวสิงเยี่ยนพูดจบก็เห็นแม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยเป็คนนำในการขว้างคบไฟเข้าไปในลานกว้างหน้าเรือน เมื่อเซียวสิงเยี่ยนผิวปากหนึ่งครั้งก็พุ่งเข้าใส่ทันที
“เร็ว รีบตามไปกันเถอะ!”
อันเยว่รีบโบกมือ ซูจือฉือจึงเข็นอันเยว่ไปข้างหน้า ไม่ว่านางจะร้อนใจเพียงใด แต่ซูจือฉือกลับไม่เร่งรีบ
“จือฉือ เรารีบหน่อยเถอะ”
“ฮูหยิน มันอันตรายหากเราเข้าใกล้เกินไป”
ซูจือฉือเข็นรถเข็นและเอ่ยขึ้นช้า ๆ เห็นได้ชัดว่าคำพูดนั้นแสดงความเป็ห่วงนาง แต่อันเยว่กลับไม่รู้สึกกังวล มิหนำซ้ำยังเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จือฉือ เ้าสนใจข้าขึ้นเรื่อย ๆ แล้วใช่ไหม?”
“ในฐานะสามีคนที่สี่ของฮูหยิน ข้าย่อมเป็ห่วงภรรยาเป็ธรรมดา”
คำพูดนี้ช่างตรงประเด็นจริง ๆ ทำให้คนไม่สามารถพบสิ่งผิดปกติใด ๆ กลับไม่เห็นอารมณ์ใด ๆ บนสีหน้าของเขา ราวกับว่าคนที่เอ่ยเมื่อครู่ไม่ใช่เขา
อันเยว่เองเงียบไปเช่นกัน นางมองดูจากระยะไกล ก็เห็นเซียวสิงเยี่ยนกดคนลงกับพื้นแล้ว
“จวนโจวกำลังมาถึงแล้ว พวกเ้าแค่รอเวลา”
“จวน…จวนโจวหรือ?” ตอนที่แม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยเงยหน้าขึ้นมาเห็นอันเยว่ นางใจนเบิกตากว้าง น้ำเสียงของนางเริ่มสั่นเครือ “อันเยว่?”
“แม่บ้านใหญ่ตระกูลชุย ไม่เห็นหน้าแค่ไม่กี่วัน เ้ายังคงชอบลักเล็กขโมยน้อยเหมือนเดิม”
อันเยว่กล่าวเหน็บแนม จากนั้นก้มลงมองแม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยจากบนรถเข็น โดยไม่ต้องถามก็รู้ว่าใครเป็คนส่งนางมาที่นี่
“นี่เป็เื่เข้าใจผิด เป็การเข้าใจผิดเท่านั้น”
“นี่คงไม่ใช่เื่เข้าใจผิดหรอกกระมัง? แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเ้าได้ค่าตอบแทนจากตระกูลชุยเท่าไร แต่อย่างน้อยข้าก็รู้ว่าการที่เ้าก่อเื่ในครั้งนี้ เ้าต้องใช้ชีวิตอยู่ในคุกสองสามปีเป็อย่างต่ำ”
ราชวงศ์ต้าโจวให้ความสำคัญอย่างมากกับกฎหมายบ้านเมือง หากประพฤติผิดร้ายแรง แม้จะได้รับการปล่อยตัวออกจากคุก ก็จะถูกคนรอบข้างดูิ่เหยียดหยาม และหาก้าหางานทำอีกครั้งก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก
“ข้าหน้ามืดไปชั่วขณะถึงได้ทำผิดไป ขอแค่เ้ายอมยกโทษ ต่อให้ข้าเป็วัวเป็ม้าข้าก็ยอม!”
เมื่อเห็นท่าทางวิงวอนของแม่บ้านใหญ่ตระกูลชุย อันเยว่ก็นึกถึงเมื่อคราที่นางเคยถูกอีกฝ่ายดูถูกเหยียดหยามที่ตระกูลชุย ขนาดน้ำชาที่ยกมาให้ยังเป็ชาค้างคืน สิ่งนี้เป็การกระทำที่ดูถูกอย่างยิ่ง