คนทั้งสาม อาชาไนย รวมเป็สี่
เริ่มทันที ออกเดินทาง สู่เป้าหมาย
ถึงแม้รู้ ว่ามีมาร มาย่างกราย
ผลสุดท้าย คนที่ตาย ก็คือมัน
คนเก่งแกร่ง ย่อมรู้ แต่ไม่สน
เพราะ้า ฝึกฝน สองคนนั้น
เพื่อให้สอง รวมเป็หนึ่ง อันเดียวกัน
ผ่าเมฆฝน ทัณฑ์์ ได้ง่ายดาย
ตอนนี้เฟยหลงและอีกสองคนกำลังออกเดินทางไปยังป่าที่กว้างใหญ่ไพศาลเพื่อฝึกฝนให้กับเทียนต้าและสอนความแข็งแกร่งให้กับทาสหนุ่ม
“ว่าแต่เ้าชื่ออะไรอย่างนั้นรึ”
เฟยหลงเอ่ยถามกับทาสหนุ่ม ซึ่งตอนนี้ติดของเขานั้นกำลังหวาดกลัวกับแรงจิตสังหารของเฟยหลง แต่เขายังคงตามหน้าที่ในการขับม้าออกไปได้อย่างไม่ยากเย็นมากนัก
"ข ะๆ ข้าชื่อไป๋หลางขอรับ
น้ำเสียงที่กระตุกกระตักของทาสหนุ่มไม่สิอีกไม่นานเขาคงจะได้กลายเป็รองเ้าสำนักเทพศาสตรา อย่างแน่นอนระดับการบ่มเพาะขนาดนี้
“เ้าอย่าได้หวั่นเกรงข้าไปเลย หยุดม้าก่อน”
หลังจากที่เฟยหลงได้พูดไปนั้นไป๋หลางก็จอดรถมาทันที จากนั้นเฟยหลงก็เดินลงมาจากรถม้าและทางด้านหน้าคนขับทันที และทำมือเหมือนกับว่าให้ไป๋หลางนั้นเดินมาหาเขา
“ท่านอาจารย์จะทำอะไรอย่างนั้นหรือขอรับ”
เสียงของเด็กหนุ่มเทียนต้าได้เอ่ยถามกับอาจารย์ของตน
“เ้าเห็นสัญลักษณ์ที่มือนี่หรือไม่ศิษย์ของข้า”
เฟยหลงบอกพลางชี้ไปที่ข้อมือของไหลหลงซึ่งมีสัญลักษณ์ที่มีรูปร่างแปลกประหลาดเป็ดั่งตัวอักขระที่ดูเหมือนว่าจะติดแล้วไม่มีวันลบออกได้นอกจากความตายเท่านั้น
“เห็นเขารับท่านอาจารย์แล้วท่านพี่ไปโดนอะไรมาอย่างนั้นหรือขอรับ”
เทียนต้าเอ่ยออกมาด้วยคำพูดที่ไร้เดียงสา
“สัญลักษณ์นี้คือสัญลักษณ์ทาส เ้าคงเคยได้ยินมาบ้างนะเด็กน้อย”
เสียงในคราวนี้หาใช่อาจารย์ของเทียนต้าแต่กลับเป็เสียงของไป๋หลางที่ตอนนี้ เริ่มที่จะพูดออกมาเป็เสียงที่ปกติแล้วเนื่องจากเขารู้สึกว่าแม้ชายตรงหน้าเขาจะมีความแข็งแกร่งและความน่ากลัวสักเท่าไรแต่ก็ยังคงไม่มากเท่ากับเมื่อครั้งอดีตที่เขานั้นโดนครอบครัวทำร้าย แล้วบังคับให้เขาฝึกวิชาในสายมาร จนเขาต้องดิ้นรนหนีกระเสือกกระสนออกมายังดินแดนที่อ่อนแอแห่งนี้ เขาได้ตัดสินใจทิ้งชื่อและแซ่ของเขาออกไปเพื่อใช้ชื่อนามใหม่กับวิชาที่เขานั่งคิดขึ้นมาสิ่งที่เขาชอบและสิ่งที่เขารักมันก็คือหมาป่าสีขาว
ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งและความอ่อนโยนไปพร้อมพร้อมกันแสดงถึงความหนาวเหน็บ แต่ก็ยังแสดงความโอบอ้อมอารีของทุ่งหิมะสีขาวที่โอบล้อมทั่วทุกทิศทุกทาง
“เ้าคงมีเื่ทุกข์ใจมากสินะไป๋หลาง”
เฟยหลงเลยถามกลับไป๋หลางหน้าสีหน้าที่ดูจริงจังและหวัง้าคำตอบที่แน่ชัดและ จริงใจ
“ขอรับนายท่าน แม้ข้าจะแข็งแกร่งมากถึงเพียงใด แต่ครอบครัวของข้าน้อยก็ยังคงกดดันข้าบังคับทำร้ายจิตใจ และนั่นจึงเป็เหตุผลที่คาดว่าหนีออกมาจากดินแดนวีรชนขอรับ”
สิ่งที่ไป๋หลางพูดออกมานั้น ทําให้เฟยหลงรู้สึกว่า 8 ดินแดนต่างๆใช้กฎเกณฑ์เดียวกันนั่นก็คือความแข็งแกร่ง ทำไมถึงคิดว่าความแข็งแกร่งนั้นคือทุกสิ่งทุกอย่างของมวลมนุษย์ หากเราคิดให้ถี่ถ้วนและไตร่ตรองดูแล้วนั้นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดนั่นก็คือ ความสุขความแข็งแกร่งนั้นก็คือองค์ประกอบเล็กๆ และยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งนำมารวมกันแล้วจะได้เป็ความสุขออกมา ต่อให้แข็งแกร่งหากไร้ซึ่งพวกพ้องมิตรสหายองค์ประกอบของความสุขก็จะขาดไปหนึ่งอย่างนั่นก็คือ ความโดดเดี่ยวซึ่งมันนั้นก็คือความทุกข์โดยแท้จริง
“เ้าหาใช่ทาสเ้าหาใช่คนใช้ แต่เ้านั่นก็คือรองเ้าสำนักของสำนักเทพศาสตรา นำมือของเ้ามานี่”
หลังจากที่เฟยหลงพูดจบไป๋หลางก็ยื่นข้อมือข้างซ้าย ไปให้กับเฟยหลงจากนั้นเฟยหลงก็จับไปที่ตราประทับทาสและแล้วก็มีแสงสีเหลืองทองปรากฏขึ้นมาจากนั้นสัญลักษณ์ทาสก็ค่อยๆจางหายลงไปเหลือไว้เพียงท่อนกล้ามเนื้อที่ดูแข็งแกร่ง
“ท่านทำได้อย่างไร"
ไป๋หลางเอ่ยถามด้วยความสงสัยเนื่องจากว่าสัญลักษณ์ทาสแห่งนี้ยังไม่เคยมีผู้ใด นอกจากบุคคลที่เป็คนประทับเองสามารถชำระล้างมันได้
“หึ มันก็เป็เพียงแค่ความรู้เบื้องต้นไม่เกิน 2 เดือนเ้าข้าสามารถทำแบบข้าได้อย่างไม่ยากเย็นมากนัก”
เฟยหลงกล่าวออกมา เขาคิดหลักสูตรที่จะสอนให้กับไป๋หลางได้เป็ยอดรองเ้าสำนักที่ยิ่งใหญ่ แล้วคิดหลักสูตรให้กับลูกศิษย์คนแรกของเขาที่จะสอนให้เป็เทพานักรบยอดธนู ศรที่ทิ่มแทงพลังที่กดทับ์
หลังจากที่เฟยหลงได้ลบอักขระธาตุให้กลับไปหลังเรียบร้อยแล้วพวกเขาทั้งสามคนก็เริ่มออกเดินทางต่อโดยทันที โดยจุดมุ่งหมายของเขานั้นหาซึ่งที่สิ้นสุด
1 ปีต่อมา
ณ ดินแดนที่ห่างไกลรถม้าที่เคลื่อนไหวอย่างแข็งแกร่งและหนักแน่นสร้างของชายทั้งสามซึ่งมี รูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลา เกินกว่าจะบรรยายได้ชายหนุ่มผู้ถือธนู อีกคนผู้ถือศาสตราดาบั์ขนาดใหญ่ และชายหนุ่มชุดสีดำ ผมยาวประหน้าตาคิ้วคมเข้มหน้าตาเป็รอยแผลบาปยิ่งเสริมสร้างทำให้เขานั้นดูเป็เทพามือซ้ายถือกิ่งไม้สีดำสนิทพวกเขานั้นก็คือกลุ่มคนจากสำนักศาสตราเทพนั่นเองในตอนนี้ก็ผ่านล่วงเลยเวลา 1 ปีมาแล้ว ฝีมือของไป๋หลางนั้นก้าวหน้าขึ้นมาอยู่ในระดับเซียนนภา ขั้นที่ 4 ซึ่งเขานั้นแม้ในตอนแรกจะอยู่ในวิถีมาร แต่เนื่องจากว่าเฟยหลงได้ทำการใช้พลังอัดกระแทกลดระดับพลังงานของเขาเป็ถึงขั้นทำให้เขานั้นไปอยู่ในขั้นขั้นจักรพรรดิที่ 9 และเริ่มฝึกใหม่ในสาย วิถีเซียน ซึ่งความจริงแล้วเมื่อคนทุกคนฝึกปรือถึงระดับพลังขั้นจักรพรรดิที่ 9 แล้วนั้นจะสามารถเลือกได้ 2 สายนั่นก็คือสายมาและสายเซียนเช่นเดียวกับอสูรที่จะเลือกว่าตนเองจะเป็สายมารหรือสายเซียน
ไป๋หลางต้องฝึกสายมารเนื่องจากว่าเขาโดนครอบครัวบังคับจึงทำให้จำเป็ที่จะต้องตามทางด้านสายเืจักรพรรดิมาร ซึ่งเป็ต้นตระกูลของเขา
ส่วนในระดับฝีมือของเทียนต้านั้นก็ไม่น้อยหน้ารองเ้าสำนักของเขาเลยในตอนนี้เขาอยู่ในระดับราชันย์ขั้นที่8 เป็ที่เรียบร้อย
“ท่านอาจารย์ขอรับเราจะไปยังดินแดนต่อไปได้หรือยัง”
เทียนต้าเอ่ยถามกับเฟยหลงเนื่องจากตอนนี้เขาออกเดินทางอยู่ในดินแดนลึกลับ ซึ่งมีสภาพอากาศที่โหดร้าย กลางวันร้อนดั่งดวงอาทิตย์กลางคืนหนาวดังดินแดนเหมันต์ ซึ่งมันหาได้อยู่ในมิติดินแดนทั้ง 8 บนจักรวาลแต่มันคือสถานที่ลึกลับที่ไร้ซึ่งต้นไม้ลำธารไร้ซึ่งสัตว์มีเพียงแค่ผืนทราย ที่ยาวสุดลูกหูลูกตากับแรงกดดันที่มีมากมายมากกว่าโลกเทวะเสียอีก
“เหลือเวลาอีก 5 ปีแล้วถึงจะออกกันไปข้าจะทำให้เ้าทั้งสองคนพร้อมที่จะเป็ ลูกศิษย์ที่ฉันยอดกับรองเ้าสำนักที่แข็งแกร่งและค้นหาเป้าหมายของชีวิตที่แท้จริง ”
แน่นอนว่าตอนนี้รากฐานของสำนักเขานั้นยังไม่มีแต่เพียงแค่ 3 คนนั้นก็พอที่จะขย่มฟ้าเขย่าปฐีได้อย่างไม่ยากเย็น
ดินแดนทั้ง8ในจักรวาล
ดินแดนปฐี
ดินแดนภูผา
ดินแดนนภา
ดินแดนวีรชน
ดินแดนตำนาน
ดินแดน์
ดินแดนา
ดินแดนเทวะ