บทที่ 3 เื่ก็เป็เช่นนี้
เจียวเสี่ยวผิง บุตรสาวเพียงคนเดียวของใต้เท้าเจียว ผู้ยืนตำแหน่งกั๋วจวิน หรือที่รู้จักกันดีในมาดเซิ้งกั๋วจวิน สรรพนามนี้มาจากยศเ้าเมือง หรือบ่งบอกถึงขั้นอำนาจระดับท้องถิ่น หากเป็เ้าเมืองเซิ้งเทียนไห่ ก็จะเรียกคำว่า 'เซิ้ง' นำหน้า แล้วตามด้วยตำแหน่งกั๋วจวิน เป็เซิ้งกั๋วจวิน
เพราะบิดาเลี้ยงดูแบบผิด ๆ เจียวเสี่ยวผิงผู้เป็บุตร จึงกลายเป็สตรีที่ร้ายกาจ เอาแต่ใจ และ้าเอาชนะอยู่เสมอ ทั้งที่ในความเป็จริง ชีวิตของเจียวเสี่ยวผิง สุขสบายล้นพ้น ไม่ใกล้กับคำว่าขาดเขินหรือลำบากลำบนแม้แต่นิดเดียว
เหตุของเื่ก็เกิดจาก มู่เถิงเสอสอบเข้ารับตำแหน่งขุนนาง เป็คนของสังกัดซือคงในเมืองหลวงอย่างเต็มตัว ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบ คือตรวจสอบการก่อสร้าง ภายใต้งบประมาณหลวงของฮ่องเต้ผู้ปกครองแผ่นดิน
ด้วยเหตุนี้จึงต้องเดินทางไปมาระหว่างเมืองซีเหลียง ที่เป็เมืองบ้านเกิดกับเมืองหลวงอยู่บ่อยครั้ง ท้ายที่สุดก็ถูกมอบหมายให้มีที่อยู่เป็หลักเป็แหล่งเสียที งานแรกของมู่เถิงเสอ คือประจำการที่เมืองข้างเคียง อย่างเมืองเซิ้งเทียนไห่
ครั้งแรกที่พบกันกับขุนนางหน้าละอ่อนอย่างมู่เถิงเสอ เจียวเสี่ยวผิง ก็ถูกใจถึงขั้นอยากแต่งเข้าจวนสกุลมู่จนตัวสั่น แน่นอนว่าสิ่งแรกที่เสี่ยวผิงทำ คือขอร้องบิดาให้ช่วยสนับสนุนความปรารถนาของตนเอง โดยไม่สนความเหมาะสมใด ๆ
ด้านใต้เท้าเจียวเห็นว่า มู่เถิงเสอหัวอ่อนควบคุมง่าย หวังชักใยให้กลายเป็หมากในกำมือ หลังได้เกี่ยวดองกันจริง คงยิ่งทำอะไรได้ง่ายขึ้น เื่เงินก่อสร้างที่แอบคดโกงเงียบ ๆ ก็คงไม่ถูกขุดคุ้ย
ในขณะเดียวกัน มู่เถิงเสอเพิ่งเข้ารับตำแหน่งในวังได้ไม่ถึงปี ก็ได้รับมอบหมายให้ทำงานใหญ่ ไม่รู้ว่าถูกกลั่นแกล้ง หรือถูกใครกำลังหมายหัวอยู่หรือเปล่า ขุนนางวัยละอ่อนทั้งยังหน้าใหม่แบบเถิงเสอ ไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่คอยหนุนหลัง
ต่อให้เซิ้งกั๋วจวิน หรือใต้เท้าเจียวไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แต่เมืองเซิ้งเทียนไห่ที่อยู่ใต้ความดูแลของคนตระกูลเจียว ก็อยู่ห่างเมืองหลวงแค่ไม่กี่สิบลี้เท่านั้น ทุกเดือนใต้เท้าเจียวจะเข้าเมืองหลวง สนองคำเรียกประชุมขุนนางในท้องพระโรงตามรับสั่งและจารีตเดิม ตามหลักแล้วใต้เท้าเจียวก็สามารถเป็กำแพงเหล็กทั้งหนาและใหญ่ กุมกะลาหัวมู่เถิงเสอได้ในอนาคต
หลังถูกเรียกไปพูดคุยเป็การส่วนตัว การจะให้แต่งเจียวเสี่ยวผิงเข้าบ้าน ออกจะดูฉุกละหุกเกินไป ซ้ำยังชี้แจงอย่างโปร่งใสแล้วว่า บ้านสกุลมู่มีภรรยาหนึ่งคน มีลูกน้อยเพศหญิงแล้วหนึ่งคน เขาแต่งงานมาแล้วราวสามสี่ปี ทั้งยังมีธรรมเนียมแปลก ๆ จำพวกไม่มีลำดับเมียเล็กเมียใหญ่ให้ใครต้องเทิดทูนใคร ไม่ทราบว่าคุณหนูเจียวจะรับเงื่อนไขข้อนี้ได้หรือไม่
แน่นอนว่าไม่ได้!
มู่เถิงเสอราวพลาดท่าก้าวเข้าถ้ำเสือ จะขัดก็ไม่ได้ จะิ่ก็ไม่ดี ได้แต่ไหลตามน้ำไปเรื่อย ๆ เื่ของรูปโฉมเจียวเสี่ยวผิงไม่ถือว่าน่าเกลียดจนลูบไล้ไม่ลง แต่หากเทียบกับเหยาหลันเฟิงก็ห่างชั้นกันอยู่มาก แต่ดุลพินิจของบุรุษที่อยากไต่เต้าเติบโตในหน้าที่การงาน ย่อมต้องเห็นความก้าวหน้าสำคัญกว่าความรักอยู่แล้ว
เจียวเสี่ยวผิงบิดหน้าจนหงิกงอ ทั้งกอดอกพูด กดดันให้ท่านพ่อออกคำสั่ง นางจะแต่งกับมู่เถิงเสอ แล้วสกุลมู่จำเป็ต้องให้นางเป็เมียใหญ่ และเป็เมียเดียวเท่านั้น ระดับคุณหนูเสี่ยวผิงที่ถูกตามใจั้แ่เกิด นางชอบเป็ที่หนึ่ง ชอบเอาชนะ ขี้หึงขี้หวง เ้าคิดเ้าแค้นเอาอารมณ์เป็ใหญ่ ไหนเลยจะยอมใช้ผู้ชายร่วมกับสตรีอื่น!
ผู้เป็บิดารู้ว่านางอารมณ์ร้ายเหมือนมารดาที่เพิ่งตายไป แค่คิดว่าบุตรสาวจะต้องพบเจอกับความไม่สมหวัง ผู้เป็บิดาก็ปวดใจแทบทนไม่ไหวแล้ว ท้ายที่สุดใต้เท้าเจียวก็ใช้อำนาจบารมีในทางที่ผิด กดดันให้บัณฑิตหนุ่มรูปหล่ออย่างมู่เถิงเสอ ยอมตามใจเจียวเสี่ยวผิงให้จงได้
ซึ่งเื่ที่ว่าก็ไม่ได้จะให้กันง่าย ๆ โดยไม่ตอบแทนน้ำใจ ใต้เท้าเจียวรับปากว่าหากไม่สะดวกใจที่จะแต่งบุตรสาวในตอนนี้ ก็ลองคบหากันสักปีก่อนจะเป็ไรไป ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้นเกิดเสี่ยวผิงเปลี่ยนใจไม่อยากแต่งขึ้นมา ก็ไม่ใช่ว่าเส้นทางนี้มู่เถิงเสอจะเดินง่ายขึ้นมิใช่หรือ
โบราณว่าไว้ คนฉลาดจะไม่ทำเื่ง่ายให้เป็เื่ยาก ระหว่างนี้สองฝ่ายก็ดูแลเกื้อกูลกัน ทั้งการเงิน การงาน ทั้งความก้าวหน้าในทางที่แสวงหา เป็อย่างไรข้อเสนอนี้ดูคุ้มค่าที่จะทำการค้าใช่หรือไม่
ดวงตาของผู้อ่อนประสบการณ์ลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งความหวัง หลังยกชาในจอกสีมรกตดื่มฉันใด เท่ากับว่ามู่เถิงเสอยอมรับข้อเสนอของคนตระกูลเจียวไปโดยปริยาย หลังกลับจวนในรอบสัปดาห์ มู่เถิงเสอเล่นละครฉากใหญ่ กลายเป็คนอารมณ์แปรปรวน สีหน้าดูฉุนเฉียวง่ายกว่าแต่ก่อน จากที่เคยอ่อนโยนก็ไม่อ่อนโยนแล้ว สิ่งใดที่หลันเฟิงเคยทำแล้วถูก ก็กลายเป็ผิดมหันต์
แววตาที่มองบุตรกับภรรยาล้วนฉวัดเฉวียนจ้องจะหาเื่ ท้ายที่สุดก็ลั่นวาจาขับไล่นางกับลูกออกไปให้พ้นชายคา โดยมอบเงินขวัญถุงให้เพียงห้าสิบตั๋วเงิน นั่นคงเพียงพอสำหรับประทังชีวิตใน่แรกกระมัง
อันที่จริงเถิงเสอก็รู้ดีแก่ใจว่าตนผิดกับภรรยาและลูก แต่จะทำไงได้เล่า ในเมื่อเลือกเดินบนเส้นทางนี้แล้ว ก็ต้องเดินต่อไปให้ถึงฝั่ง ราชสำนักไม่ใช่สถานที่ที่ให้ใครเข้าไปวิ่งเล่นก็ได้ หากไม่รู้จักเอาตัวรอด และมีทางหนีทีไล่ วันดีคืนดีได้ตายยกตระกูลขึ้นมา ใครจะไปรับมือไหว อย่างไรความมั่นคงและความก้าวหน้าในชีวิตก็ต้องมาก่อน
“หลันเฟิง ข้าสารภาพต่อฟ้าดิน ข้าแต่งกับเ้าเพราะความงามของเ้าล้วน ๆ บุรุษก็เป็เช่นนี้ชอบของสวย ๆ งาม ๆ ความรักหลายปีนี้...ให้มันจบลงเท่านี้เถอะ ส่วนชูอิ๋งนางเป็สตรี เลี้ยงไว้ก็ไร้บทบาท เ้าร่างกายอ่อนแอเพราะให้กำเนิดบุตรั้แ่อายุยังน้อย เท่ากับว่าเ้าให้บุตรชายแก่ข้าไม่ได้ ข้ามู่เถิงเสอก็ไม่รู้จะเก็บเ้ากับลูก ไว้ขวางทางการขึ้นสู่อำนาจบาตรใหญ่ของตัวเองไปทำไมกัน”
มู่เถิงเสอระบายเสียงพูดแ่เบาแทนคำอำลา วาจาที่ใช้ทั้งเห็นแก่ตัวและไร้หัวคิด บุรุษที่ยอมแลกทุกอย่างได้เพื่ออำนาจอย่างมู่เถิงเสอ ไม่สมควรได้เป็บุรุษของใคร หลันเฟิงเองก็จากไปพร้อมกับลูก และไม่ลืมฝากคำสาปแช่งไล่หลังให้สามีผู้เป็ที่รัก
ตัวนางเลี้ยงลูกอยู่บ้านท่าเดียว จึงไม่รู้ว่าสามีทำงานที่เมืองเซิ้งเทียนไห่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง หลังพาลูกเดินเท้าเข้าเขตคัดกรอง หลันเฟิงก็พบเข้ากับหญิงชราที่้าขายบ้านหลังเก่า ซึ่งเป็ราคาที่หลันเฟิงจับต้องได้ จึงใช้ตั๋วเงินหมดไปกับการซื้อบ้านหลังเล็กเท่ายุ้งฉาง
ชาตินี้ทั้งชาตินางเจ็บแล้วจำและยึดติดกับสามีเก่าอยู่มากโข จึงไม่คิดจะมีสามีใหม่ อยู่กับลูกสองคนก็พอแล้ว ไม่รู้จะ้าบ้านหลังใหญ่ไปทำไม เงินที่เหลือก็เก็บไว้ซื้อข้าวปลาอาหารประทังชีวิต แต่ระหว่างที่ชีวิตของสองแม่ลูกกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี
ก็ดันมารู้ภายหลังว่ามู่เถิงเสอย้ายมาประจำการที่เมืองเซิ้งเทียนไห่แบบไม่มีกำหนดการ ซ้ำยังได้เปิดหูเปิดตาเื่สตรีหน้าหนานามว่า เจียวเสี่ยวผิง เหตุผลที่แท้จริงของมู่เถิงเสอมันน่ารังเกียจ เกินกว่าที่หลันเฟิงจะทำใจยอมรับได้ นางเข้าใจมาโดยตลอด ว่าสามีนางเป็คนที่ดี ฝักใฝ่ความเที่ยงธรรมและทำเพื่อปากท้องประชาชี
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็แค่ละครฉากหนึ่ง และเป็สิ่งที่เถิงเสอ้าแสดงให้นางได้เห็นเพียงด้านเดียวเท่านั้น เสี่ยวผิงนางไม่ใช่สตรีงามอะไรขนาดนั้น แต่เถิงเสอยอมทิ้งทุกอย่าง แล้วฝืนใจตัวเองที่ชมชอบสตรีงาม เพื่อมาคอยเกี้ยวพานสตรีที่หน้าตาธรรมดา ๆ คนหนึ่ง เช่นนั้นเสี่ยวผิงคงมีความสำคัญและมีบทบาทต่อความก้าวหน้าของสามีนางไม่น้อย
หลันเฟิงกับลูกอยู่ลำพังไม่ได้คิดไปเบียดเบียนใคร แม้ลึก ๆ ยังเ็ปมาก แต่อยู่คนละชายคาแล้ว ย่อมไม่หวนไปเกี่ยวข้องอีก จะเห็นก็แต่เจียวเสี่ยวผิงเท่านั้นที่คอยราวีนางกับลูกไม่เลิก ความที่เสี่ยวผิงล่วงรู้ว่าหลันเฟิงคืออดีตภรรยาของเถิงเสอ เื่อะไรสตรีใจั์แบบนาง จะยอมเมินเฉยแล้วปล่อยผ่าน อย่างน้อย ๆ ก็ขอให้ได้กลั่นแกล้งจิกกัดเพื่อความสบายใจก็ยังดี
???
“ให้ตายเถอะ ไม่คิดว่าจะมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นจริง เห็นผ่านตาแค่ในละครเท่านั้น โลกนี้ไม่ได้ใจร้ายแค่กับหลันเฟิงเพียงอย่างเดียว นับว่าใจร้ายกับชูอิ๋งด้วย มู่เถิงเสอไอ้คนสารเลว!”
ตอนแรกหลันเฟิงก็ตำหนิร่างเดิม ว่าอ่อนแอไร้หัวคิด ถึงขั้นตรอมใจตายเพราะผู้ชายคนเดียว มันใช้ได้ที่ไหนกันล่ะ แต่หลังจากได้เจาะลึกในความทรงจำที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจ หลันเฟิงคนใหม่ก็พลอยเห็นใจคนที่ตายไป และเข้าใจว่าทำไมร่างเดิมถึงได้ห่อเหี่ยวลงทุกวันถึงขั้นล้มป่วยแล้วตรอมใจตาย
ก็เจียวเสี่ยวผิงเล่นตามรังควานทุกวัน แล้วไหนจะต้องตื่นมาเห็นหน้าอดีตสามีอย่างมู่เถิงเสออีก หากจะขายบ้านแล้วหอบลูกหนี ก็ต้องรอคนมาซื้อต่อจากนางอีกทอดหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าจะขายได้หรือไม่ และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะขายได้ ป้ายก็ติดประกาศที่กลางเมืองั้แ่ครึ่งเดือนก่อน จนป่านนี้ก็ยังไร้วี่แววผู้ทาบทามขอซื้อ
“น้องสาว เ้าหลับให้สบายเถอะ หากวาสนามีจริง ได้สลับร่างกันก็คงดี เป็นักข่าวสาวที่โลกอนาคตก็คงไม่ได้แย่สักเท่าไหร่ ส่วนกายหยาบของเ้าที่ข้าสวมิญญา ก็ไม่ต้องกังวล ข้าจะดูแลอย่างดีและยังจะเป็มารดาที่แข็งแกร่งให้ชูอิ๋งได้พึ่งพา”
หลันเฟิงหวนระลึกไว้อาลัยให้กับร่างเดิมที่ตายอย่างน่าเวทนา อาหารในหม้อก็สุกพร้อมรับประทาน แป้งจี่ก็หอมฉุยจนชูอิ๋งตื่นจากหลับใหล แล้วเดินเตาะแตะมาเกาะขอบประตู รอทานอาหารแสนอร่อยพร้อมท่านแม่คนสวย