เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 116 ตระกูลเดียวมีปัญหามีคนช่วยทั้งหมู่บ้าน


             ครั้นเฉิงจื่อเหิงและหลิวปู๋ชี่ได้ยินก็พากันตกตะลึงไป มองลู่เชียนอยู่นาน จนในที่สุดหลิวปู๋ชี่ก็ถามขึ้นว่า “เต๋อจิ้ง เสี่ยวหมี่...ทำเช่นนี้ ไม่กลัวว่าเราสองตระกูลจะเอาสูตรไปทำเองแล้วขายแข่งกับนางหรืออย่างไร”

             “พวกเจ้าจะทำเช่นนั้นหรือ?”

             ลู่เชียนถามกลับอย่างขำๆ หลิวปู๋ชี่และเฉิงจื่อเหิงประสานเสียงกันทันที “ไม่มีทางอยู่แล้ว”

             คนทั้งสามยามปกติสนิทสนมกัน ลู่เชียนเองก็รู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี จึงเอ่ยต่อไปอย่างไม่เกรงใจว่า 

             “เช่นนั้นก็ดี พวกเรามาปรึกษากันดีกว่าว่าจะแบ่งงานอย่างไร? ที่บ้านจื่อเหิงมีโรงเตี๊ยมร้านอาหารอยู่หลายที่ ก็ให้รับผิดชอบงานขาย ส่วนบ้านปู๋ชี่มีสวนหลายแห่ง ก็รับผิดชอบหาพื้นที่และแรงงานในการสร้างโรงทำแป้ง พี่ชายและพี่สะใภ้ของข้าจะนำคนจำนวนหนึ่งมา ถึงตอนนั้นจะกระทำการตามขั้นตอนอย่างไรก็ให้ฟังพี่ชายพี่สะใภ้ข้า ส่วนกำไร บ้านข้าสี่ส่วน พวกเจ้าสองตระกูลเอาไปคนละสามส่วนเป็นอย่างไร?”

             เฉิงจื่อเหิงและหลิวปู๋ชี่ขมวดคิ้วทันที เอ่ยประสานเสียงว่า “ไม่ได้”

             เฉิงจื่อเหิงแย่งพูดก่อน “กิจการร้านอาหารและโรงเตี๊ยมบ้านข้า หากมีอาหารชนิดใหม่ขึ้นโต๊ะ รับรองว่าโด่งดังทำกำไรได้มากมายแน่นอน การจะขายแป้งและเฟิ่นเถียวถือเป็นงานง่าย หากคำนวณเช่นนี้ข้าว่ากำไรส่วนเดียวก็พอแล้ว สามส่วนมากเกินไป”

             “บ้านข้าก็เช่นกัน แค่พื้นที่สวนภายใต้ชื่อมารดาข้าก็มีตั้งสามสี่แห่งเข้าไปแล้ว เลือกมาสักที่ก็พอสร้างโรงทำแป้งได้ บ่าวรับใช้ที่บ้านยังมีอยู่มากมาย จะเอาออกมาช่วยงานสักร้อยคนยังไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องง่ายๆ เช่นนี้กลับได้ส่วนแบ่งถึงสามส่วน มากเกินไปจริงๆ”

             หลิวปู๋ชี่ยิ่งส่งเสียงปฏิเสธดังลั่น ทำเอาพี่รองลู่ที่นอนอยู่บนเตียงขมวดคิ้วแล้วพลิกตัวเบาๆ เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ อันที่จริงก็ได้ยินตั้งแต่พวกลู่เชียนเข้ามาแล้ว แต่เพราะเป็นคนกันเองทั้งนั้น อีกทั้งเขายังไม่สนใจจะร่วมประชุมหารือเรื่องการค้าด้วย จึงตัดสินใจนอนต่อ

             หลิวปู๋ชี่เอ่ยเสียงเบา ยังคงส่ายศีรษะ “ไม่ได้ นี่ไม่เท่ากับว่าเสี่ยวหมี่ให้เงินครอบครัวเราเปล่าๆ หรือ?”

             เฉิงจื่อเหิงเองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ต่อให้คนทั้งสามจะเป็นสหายกัน แต่เมื่อเป็นเรื่องผลประโยชน์ของสามตระกูล จะเอาผลประโยชน์มาปนกับความรู้สึกไม่ได้ อีกอย่างใจคนมักไม่รู้จักพอ พวกเขาเองก็กลัวว่าครอบครัวของตนจะถูกความละโมบครอบงำ ไม่สู้กำหนดสถานะผู้นำผู้ตามให้ชัดเจนไปเลยตั้งแต่แรก จะได้ลดปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง

             ลู่เชียนคิดถึงอีกวิธีหนึ่งที่เสี่ยวหมี่เขียนมาในจดหมาย จึงพยักหน้าน้อยๆ ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อพวกเจ้าไม่เห็นด้วยเช่นนี้ เสี่ยวหมี่ยังมีความคิดอื่น ก็คือพวกเจ้าสองตระกูลให้รับกำไรคนละสองส่วน บ้านข้าหกส่วน แต่สองปีให้หลัง พี่ชายและพี่สะใภ้ข้าจะกลับเป่ยอัน โรงทำแป้งนั้นก็ยกให้พวกเจ้าสองตระกูล”

             ยกโรงทำแป้งให้?

             ไม่รอให้พวกเขาปฏิเสธอีกครั้ง ลู่เชียนก็โบกมือน้อยๆ “โรงทำแป้งนี่ใช่ว่าจะเก็บเป็นความลับไปได้นาน นี่เป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบได้ง่ายมาก ต่อให้พวกเจ้าสองตระกูลไม่เอา สองปีให้หลังเกรงว่าคงมีคนอื่นแทรกเข้ามาอยู่ดี ไม่สู้ยกให้พวกเจ้าไปเสีย และยังต้องรบกวนพวกเจ้าช่วยดูแลพี่ชายและพี่สะใภ้ของข้าด้วย หากพวกเจ้ายังไม่ตกลงอีก เสี่ยวหมี่ก็จะไปร่วมมือกับคนอื่นแทนแล้ว”

             หลิวปู๋ชี่และเฉิงจื่อเหิงเงียบไปนาน พวกเขาเข้าใจสิ่งที่ลู่เชียนอธิบายมา การค้าที่ทำกำไรแน่นอนเช่นนี้ เสี่ยวหมี่หาคนร่วมมือได้ง่ายๆ ไม่ต้องง้อพวกเขา แต่ที่เลือกพวกเขา ประการแรกก็เพราะเชื่อใจ ประการที่สองเป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาและลู่เชียนกระมัง หากพวกเขายังคิดปฏิเสธอีก ก็ออกจะไม่เหมาะสม

             คนทั้งสองสบตากันทีหนึ่ง แล้วจึงลุกขึ้นคารวะลู่เชียนอย่างจริงจัง “พวกเราขอเป็นตัวแทนของตระกูลขอบคุณสกุลลู่ที่ไว้วางใจ พวกเราจะไม่ทำให้เต๋อจิ้งและน้องเสี่ยวหมี่ต้องผิดหวัง”

             “เอาล่ะ ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจเช่นนี้”

             ลู่เชียนรีบเข้าไปประคองคนทั้งสองให้นั่งลง คนทั้งสามกินไปคุยไป ปรึกษากันว่าจะสร้างโรงทำแป้งอย่างไร จะจัดการกำลังคนอย่างไร ถึงแม้ทั้งสามจะไม่เคยทำการค้ามาก่อน แต่คนรู้หนังสือก็ได้เปรียบเช่นนี้ อีกทั้งพวกเขาล้วนเฉลียวฉลาด เพียงไม่นานก็ปรึกษากันจนได้ข้อสรุป

             หลิวปู๋ชี่และเฉิงจื่อเหิงขอกระดาษ หมึก และพู่กันจากเด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยมทันที เดิมคิดจะเขียนจดหมายไปให้ที่บ้าน แต่เมื่อคิดดูอีกทีก็พบว่าเป็นเรื่องใหญ่ เกรงว่าจะเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้นมา จึงจบที่ขอให้ลู่เชียนไปขอวันหยุดกับอาจารย์ใหญ่ให้ เพื่อจะได้รีบกลับบ้านไปด้วยตัวเองสักรอบ

             ลืมเรื่องของพวกเขาทางนี้ไปก่อนชั่วคราว ตอนนี้ทางเสี่ยวหมี่ก็กำลังวุ่นวายกับการสอนให้พวกผู้หญิงเพาะเลี้ยงต้นกล้า

             การปลูกพืชก็เหมือนเป็นรางวัลจากความขยันขันแข็ง เพราะจากเมล็ดพันธุ์น้อยๆ หากรดน้ำพรวนดินอย่างสม่ำเสมอ เพียงไม่นานมันก็จะผลิดอกออกผลให้ชื่นใจ

             ถึงแม้คนในหมู่บ้านเขาหมีจะเป็นนายพราน แต่ยามปกติหากสภาพอากาศเอื้ออำนวยก็สลับผลัดเปลี่ยนมาปลูกธัญญาหารบ้างอยู่แล้ว

             ดังนั้นเดิมทีพวกผู้หญิงก็คุ้นเคยกับงานพวกนี้อยู่ เพียงแค่เปลี่ยนมาทำในฤดูหนาว ต้องมาปลูกพืชในเรือนกระจกจึงไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง

             ถมดิน เพาะพันธุ์ หว่านคลุมดิน รดน้ำ ใส่ถ่านสุมไฟควบคุมอุณหภูมิ เปิดหน้าต่างรับแสงแดด...

             เพราะมีเรื่องให้ยุ่งทั้งวันเช่นนี้ เวลาจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในเรือนกระจกของแต่ละบ้าน ลังไม้พวกนั้นเริ่มมีสีเขียวอ่อนปรากฏให้เห็นแล้ว

             พวกผู้หญิงดีอกดีใจกันเป็นอย่างยิ่ง ทั้งรักทั้งถนอมต้นกล้าพวกนี้จนอยากจะย้ายมากินนอนในเรือนกระจกให้รู้แล้วรู้รอด

             แน่นอน สิ่งที่คาดไม่ถึงมักมาถึงอย่างไม่ทันตั้งตัว

             ลูกสะใภ้สกุลกัวเหมือนว่าจะเหน็ดเหนื่อยเกินไป จึงเลินเล่อปิดหน้าต่างไม่สนิท ส่วนบุรุษในบ้านก็ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ตกกลางคืนจึงไม่มีใครคอยไปตรวจตรา ลมหนาวในยามค่ำคืนจึงพัดจนหน้าต่างเปิดออก ทำให้ผ้าทะเลฉีกขาด...

             ครั้นตื่นเช้ามา สะใภ้สกุลกัวพบว่ามีน้ำค้างแข็งเกาะอยู่เต็มทั้งนอกและในเรือนกระจก ต้นกล้าที่อยู่ด้านในล้มพับ...

             “ฮือๆ จะทำอย่างไรดี ข้ามีชีวิตต่อไม่ได้แล้ว”

             เสียงร้องไห้นี้ทำเอาคนทั้งหมู่บ้านเขาหมีลืมตาตื่นด้วยความแตกตื่น คนที่ตื่นแต่เช้ามาดูแลเรือนกระจกได้ยินก็รีบวิ่งมาดู 

             เมื่อเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นทุกคนก็ร้อนใจทันที

             “รีบไปเรียกเสี่ยวหมี่มา ดูว่าจะช่วยต้นอ่อนพวกนี้ได้หรือไม่”

             “เสี่ยวหมี่ฉลาดมากก็จริง แต่นางก็ไม่ใช่เทพยดาอะไร ต้นอ่อนพวกนี้แข็งตายไปแล้วจะทำให้รอดกลับมาได้อย่างไร”

             “เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี พืชพวกนี้อย่างน้อยๆ ก็ราคาหลายสิบตำลึงอยู่นะ”

             ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงดัง ครั้นได้ยินเช่นนี้ สะใภ้สกุลกัวก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม

             ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลกัวอุ้มหลานชายหลานสาวยืนมองอย่างโง่งม คิดจะเอ่ยปลอบแต่นางเองก็น้ำตาไหลไม่หยุด เด็กน้อยทั้งสองยามปกติก็ชอบมาเขียนอักษรที่เรือนกระจกนี้ เห็นเช่นนี้ก็อดร้องไห้ตามไม่ได้

             ตอนที่เสี่ยวหมี่มาถึงได้เห็นฉากตรงหน้า นางก็อดปวดใจไม่ได้

             หลายวันมานี้นางนั้น ประการแรกเพื่อให้ลืมเรื่องเสียใจบางเรื่อง ประการที่สองก็เพราะอยากจะช่วยให้คนในหมู่บ้านร่ำรวยมีชีวิตสุขสบาย นางจึงออกมาเดินตรวจตราดูเรือนกระจกของแต่ละครอบครัวทุกๆ สองวัน กลัวว่าจะเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้นมา คิดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นจริงๆ ช่างน่าหงุดหงิดใจยิ่งนัก แต่ดูจากสภาพของคนสกุลกัวแล้วก็ไม่เหมือนว่าตั้งใจ

             นางทำได้เพียงเข้าไปปลอบโยน “พี่สะใภ้อย่าร้องไห้เลย มาร้องไห้เอาตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ไม่สู้รีบจัดการน้ำค้างแข็งพวกนี้เสีย รีบเพาะปลูกใหม่ให้ได้โดยเร็ว อีกครึ่งเดือนก็เอาออกไปขายได้แล้วเจ้าค่ะ”

             ครึ่งเดือน?

             ทั้งๆ ที่อีกสามสี่วันก็จะเก็บเกี่ยวได้แล้วแท้ๆ ยามนี้จู่ๆ กลับหายวับไปกับตา ผู้หญิงสกุลกัวย่อมไม่อาจทำใจยอมรับได้ พากันกอดลังไม้ร่ำไห้

             เสี่ยวหมี่ปวดศีรษะยิ่ง ขบคิดเล็กน้อยก็ตะโกนว่า “เกาเหริน เข้ามาช่วยข้า...”

             ตะโกนออกไปแล้วนางถึงเพิ่งคิดได้ว่าเกาเหรินไปแล้ว ไปพร้อมกับคนคนนั้น แม้แต่ท่านลุงหยางที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอก็จากไปด้วย จู่ๆ ก็พลันรู้สึกเสียใจจนแสบจมูก น้ำตาแทบจะไหลออกมา

             แต่ยามนี้ทุกคนกำลังมองอยู่ นางจะแสดงความอ่อนแอออกมาไม่ได้ จึงพยายามฝืนยิ้มแล้วเอ่ยว่า “พี่ชายท่านใดพอจะช่วยข้าได้บ้างเจ้าคะ?”

             ยามนี้บุรุษในหมู่บ้าน คนที่สามารถขึ้นเขาไปล่าสัตว์ได้ต่างขึ้นไปกันหมดแล้ว แต่พรานหนุ่มที่เข้าเมืองไปกับเสี่ยวเตานั้นเนื่องจากเมื่อคืนกลับมาเอาของ จึงพักอยู่ที่นี่หนึ่งคืน ยามนี้เมื่อได้ยินก็รีบปรากฏตัวทันที

             “เสี่ยวหมี่ มีเรื่องอันใดหรือ?”

             “ไปยกต้นกล้าสองลังที่บ้านข้ามาทีเจ้าค่ะ อย่าลืมบอกให้ชิงฮัวชิงอวี้เตรียมผ้าหนาๆ ไว้ด้วยนะเจ้าคะ จะให้ต้นกล้าต้องลมหนาวไม่ได้”

             “นี่...”

             ได้ยินวาจาของเสี่ยวหมี่ อย่าว่าแต่พรานหนุ่มทั้งสองเลย แม้แต่คนอื่นในหมู่บ้านก็อึ้งไปเช่นกัน จากนั้นก็พากันร้องห้าม “ไม่ได้เด็ดขาด”

             ผักสดปีนี้คงไม่แพงเท่าปีที่แล้วเป็นแน่ แต่ก็คงจะราคาสูงมากอยู่ดี ผักสดสองลัง อาจจะได้ราคาถึงสิบตำลึง ถึงแม้ยามปกติเสี่ยวหมี่จะใจกว้าง แต่ทุกคนก็ไม่อาจเห็นนางขาดทุนเช่นนี้ได้

             “ไม่ได้ พวกเราไม่เอา บ้านเราจะปลูกใหม่”

             ลูกสะใภ้สกุลกัวเองก็เช็ดน้ำตายืนขึ้นปฏิเสธ

             ไม่รอให้เสี่ยวหมี่พูดอะไรอีก นายท่านเฝิงกลับพาลูกสะใภ้และหลานสะใภ้มา ยกลังไม้ที่ถูกคลุมไว้อย่างแน่นหนาเข้ามาในเรือนกระจก

             นายท่านผู้เฒ่าโบกมือ ผ้าหนาที่คลุมไว้ถูกเปิดออก เผยให้เห็นใบสีเขียวสดที่อยู่ภายใน ท่ามกลางแสงแดดยามเช้ามันส่องประกายสดใส

             ทุกคนเห็นเช่นนั้นก็อดตกตะลึงไปไม่ได้ นายท่านเฝิงกลับยิ้มเอ็ดว่า “ยืนโง่งมทำอันใดกันอยู่ ยังไม่รีบไปปิดหน้าต่างอีก รีบไปจุดไฟเพิ่ม คิดจะให้พืชผักตายเพิ่มอีกลังหรืออย่างไร”

             “อา ใช่แล้ว เร็วเข้า รีบมาช่วยกัน”

             ทุกคนดึงสติกลับมาได้ ต่างช่วยกันคนละไม้ละมือ เพียงไม่นานประตูหน้าต่างก็ถูกปิดมิดชิด ฟืนไฟถูกเติมจนกลับมาลุกโชนทำให้ทั้งห้องอบอุ่น

             นายท่านเฝิงกระแอมออกมาเบาๆ มองทุกคนแล้วเอ่ยว่า “พวกเราหมู่บ้านเขาหมีทั้งสิบแปดครอบครัว แต่ไหนแต่ไรมาก็ถอยหลังเดินหน้าไปพร้อมๆ กัน วันนี้สกุลกัวประสบปัญหา ตอนที่พวกเราเอาผักของบ้านตัวเองขายออกไป ปล่อยให้คนสกุลกัวมองตามตาละห้อย เช่นนี้ไม่ใช่วิถีของคนครอบครัวเดียวกัน ข้าจึงตัดสินใจแบ่งพืชผักมาให้หนึ่งลัง เพื่อใช้ขายแลกเงินมาซื้อกระดาษและพู่กันให้เด็กๆ สกุลกัว วันหน้าหากเด็กๆ สอบรับราชการได้สำเร็จ ถึงตอนนั้นค่อยซื้อยาสูบมาฝากข้าบ้างก็ใช้ได้แล้ว”

             นายท่านเฝิงพูดเช่นนี้ก็เพื่อปลอบใจผู้หญิงสกุลกัว ตอนนี้เขาอายุหกสิบกว่าแล้ว ต่อให้จะอายุยืนแค่ไหนก็คงไม่เกินแปดสิบ จะรอจนลูกหลานสกุลกัวสอบรับราชการสำเร็จได้อย่างไร

             ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็ขอบตาแดงก่ำ พลันรู้สึกแสบจมูก

             เมื่อก่อนตอนที่สกุลลู่ยังไม่มีเสี่ยวหมี่คอยดูแล ตอนที่พวกเขายังไม่มั่งมีกันเท่านี้ ไม่ว่าใครบ้านไหนหากกินไม่อิ่มท้อง อาภรณ์ไม่อบอุ่นพวกเขาก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

             ก็เหมือนกับเหตุการณ์ในวันนี้ ต่อให้ตอนนี้พวกเขาจะกินดีอยู่ดีกันแล้ว ก็ไม่ควรหลงลืมหยิบยื่นน้ำใจไมตรีให้ผู้อื่น

             “บ้านข้าก็จะยกพืชผักให้ลังหนึ่งด้วย”

             “บ้านข้าด้วย จะยกมาเดี๋ยวนี้เลย”

             “บ้านข้าด้วย”

             ถึงแม้พวกผู้หญิงจะไม่มีอำนาจตัดสินใจในบ้านเหมือนพวกผู้ชาย แต่ทุกคนก็ตะโกนออกมาอย่างกล้าหาญ เสร็จแล้วก็พากันหันหลังกลับบ้านไป เพียงไม่นานก็ทยอยแบกหามลังไม้กันมา

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน