ตอนที่ 23 ความสงสัยของเพื่อนร่วมงาน
"ก็หมายความว่า... ฉันนี่แหละที่บังเอิญไปเห็นแกเดินออกมาจากทางเดินตรงนั้น ในเช้าวันเสาร์... "
ประโยคนั้นของพี่ท๊อปดังก้องกังวานในโสตประสาทของผมราวกับเสียงระฆังมรณะ หัวใจของผมกระตุกวูบ ร่างกายชาวาบั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ผมพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด แม้ในใจจะเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ผมกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก สายตาของผมประสานกับแววตาเย้ยหยันและจับผิดของซีเนียร์รุ่นพี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"พี่... พี่คงตาฝาดไปแล้วล่ะครับ" ผมพยายามเค้นเสียงออกมาให้ดูเป็ปกติที่สุด แม้ว่ามันจะสั่นพร่าอย่างเห็นได้ชัด "เช้าวันเสาร์ผมก็เดินเล่นอยู่แถวๆ ชายหาดรวมกับคนอื่นๆ นั่นแหละ พี่ท๊อปน่าจะจำคนผิดแล้ว"
พี่ท๊อปหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความหยามเหยียดและรู้ทัน เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวผมอีกก้าว จนผมต้องถอยหลังไปชนกับกรอบประตูห้องประชุม
"ตาฝาดงั้นเหรอ? หึ..." พี่ท๊อปยกมือขึ้นกอดอก จ้องมองผมด้วยสายตาที่เหมือนราชสีห์กำลังจ้องตะครุบหนู "ฉันอาจจะไม่ได้เห็นหน้าแกชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมันยังเช้าตรู่แถมหมอกก็ลงจัด แต่รูปร่าง ท่าทางการเดิน และเสื้อแจ็คเก็ตสีดำตัวเก่งที่แกชอบใส่... ฉันจำมันได้แม่นไอ้ตง แกคิดว่าแกจะรอดพ้นสายตาฉันไปได้งั้นสิ?"
เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดซึมตามไรผม ผมกัดริมฝีปากตัวเองแน่นจนรู้สึกเจ็บ ผมต้องไม่หลุด ผมต้องไม่แสดงความอ่อนแอออกมาให้เขาเห็น
"ผมยืนยันคำเดิมครับพี่ท๊อป ผมไม่ได้ไปแถวโซน VIP แน่นอน ถ้าพี่ไม่มีหลักฐานอะไรที่ชัดเจนกว่านี้ ผมขอตัวกลับไปทำงานก่อนนะครับ" ผมรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ดันตัวออกจากการเกาะกุมทางสายตาของเขา แล้วเดินเบี่ยงตัวหลบออกมาจากห้องประชุมอย่างรวดเร็ว
"จำคำฉันไว้นะไอ้ตง!" เสียงของพี่ท๊อปะโไล่หลังมา ทำให้ผมต้องชะงักฝีเท้า "ความลับไม่มีในโลกหรอกโว้ย! ยิ่งความลับที่มันสกปรกโสมม แกปิดมันไว้ได้ไม่นานหรอก ฉันจะกระชากหน้ากากแกออกมาให้ทุกคนเห็นเอง ว่าแท้จริงแล้วแกมันเป็ตัวอะไร!"
ผมไม่ได้หันกลับไปมองเขา ทำเพียงแค่จ้ำอ้าวเดินหนีออกมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หัวใจของผมยังคงเต้นแรงด้วยความหวาดหวั่น คำขู่ของพี่ท๊อปยังคงดังก้องอยู่ในหัว ผมรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนที่แค่ขู่แล้วจบ เขาเป็คนกัดไม่ปล่อย และถ้าเขากำลังสงสัยในตัวผมจริงๆ ชีวิตการทำงานของผม... และที่สำคัญที่สุด... ชื่อเสียงของคุณรสริน จะต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน
...
่บ่ายวันจันทร์ บรรยากาศในออฟฟิศดูจะอึมครึมและตึงเครียดกว่าปกติ ข่าวลือเื่ที่ผมหายตัวไปในคืนวันศุกร์และเื่ที่ผมถูกสงสัยว่าแอบเข้าไปในโซน VIP ของรีสอร์ท กระจายสะพัดไปทั่วทุกแผนกราวกับไฟลามทุ่ง ผมััได้ถึงสายตาหลายคู่ที่ลอบมองมาที่ผมด้วยความอยากรู้อยากเห็น บ้างก็กระซิบกระซาบกันเสียงเบาเมื่อผมเดินผ่าน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็จำเลยสังคมที่กำลังถูกพิพากษาด้วยสายตาของคนรอบข้าง
ผมนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเหม่อลอย พยายามโฟกัสกับโค้ดโปรแกรมที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า แต่มันก็ไม่เข้าหัวเลยแม้แต่น้อย สมองของผมยังคงวนเวียนอยู่กับคำขู่ของพี่ท๊อปและสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้
"ตง... เป็ไงบ้างวะ?" เสียงกระซิบเรียกของพี่ชัยดังขึ้นข้างๆ หู ทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว ผมหันไปมองก็พบว่าพี่ชัยและพี่ฝ้ายกำลังยืนอยู่ข้างๆ โต๊ะทำงานของผมด้วยสีหน้ากังวลและเป็ห่วงอย่างเห็นได้ชัด
"เอ่อ... ก็... ปกติดีครับพี่ชัย" ผมฝืนยิ้มตอบ พยายามทำตัวให้ดูผ่อนคลายที่สุด แต่ผมรู้ดีว่ารอยยิ้มของผมมันคงดูฝืนเต็มที
พี่ฝ้ายถอนหายใจยาว ก่อนจะลากเก้าอี้จากโต๊ะข้างๆ มานั่งลงใกล้ๆ ผม เธอจับแขนผมเบาๆ ด้วยความเห็นใจ "ตง... เล่าความจริงให้พวกพี่ฟังเถอะ คืนนั้นแกหายไปไหนมาจริงๆ พี่ท๊อปมันเอาไปพูดทั่วออฟฟิศแล้วนะเว้ย ว่าแกแอบไปทำมิดีมิร้ายใครที่โซน VIP หรือเปล่า"
คำถามของพี่ฝ้ายเหมือนเข็มที่แทงทะลุเข้ามาในใจผม ผมรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก ผมอยากจะบอกความจริงกับพวกเขาสักแค่ไหน อยากจะระบายความอึดอัดที่อัดแน่นอยู่ในอกให้ใครสักคนฟัง แต่ผมก็ทำไม่ได้ ผมสัญญาด้วยชีวิตว่าจะปกป้องความลับของคุณรสรินเอาไว้
"ผม... ผมไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดีจริงๆ นะครับพี่ฝ้าย" ผมตอบเสียงสั่น พยายามหลบสายตาที่คาดคั้นของเธอ "ผมก็แค่... รู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อย ก็เลยออกไปสูดอากาศข้างนอก... พอดีพายุเข้า ฝนตกหนัก ผมก็เลยไปหลบฝนอยู่ที่ศาลาพักใจริมหาดน่ะครับ กว่าฝนจะซา กว่าจะได้กลับห้องก็ปาเข้าไปเกือบเช้าแล้ว"
ผมรู้สึกเกลียดตัวเองที่ต้องโกหกคนที่หวังดีกับผมอย่างพี่ชัยและพี่ฝ้าย คำโกหกของผมมันดูเลื่อนลอยและไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย แต่มันคือสิ่งเดียวที่ผมสามารถคิดออกได้ในตอนนี้
"หลบฝนที่ศาลาริมหาดเนี่ยนะ?" พี่ชัยขมวดคิ้วด้วยความไม่เชื่อ "ตอนพายุเข้าคลื่นลมแรงขนาดนั้น ศาลาริมหาดมันจะไปหลบพ้นได้ยังไงวะตง แกโกหกพวกพี่อยู่ใช่ไหม?"
"ผม... ผมพูดความจริงนะครับพี่ชัย" ผมยืนกรานเสียงแข็ง แม้ในใจจะสั่นระรัว "ผมไม่ได้ไปโซน VIP จริงๆ พี่ท๊อปเขาเกลียดผม เขาเลยพยายามหาเื่ใส่ร้ายผม พี่ก็รู้ว่าเขาชอบแกล้งผมมาตลอด"
พี่ฝ้ายกับพี่ชัยมองหน้ากันอย่างชั่งใจ พวกเขาคงกำลังประเมินว่าควรจะเชื่อคำพูดของผมดีหรือไม่ บรรยากาศรอบโต๊ะทำงานของผมเต็มไปด้วยความอึดอัดและกดดัน ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกบีบคั้นจากทุกทิศทาง ทั้งจากศัตรูอย่างพี่ท๊อป และจากความหวังดีของเพื่อนร่วมงาน
ในขณะที่ผมกำลังรู้สึกเหมือนจนมุมและกำลังจะถูกซักไซ้จนหมดหนทางหนีอยู่นั้นเอง...
"ตง! เข้ามาพบฉันที่ห้องเดี๋ยวนี้!"
เสียงประกาศิตที่เฉียบขาดและดุดันดังทะลุออกมาจากอินเตอร์คอมบนโต๊ะทำงานของผม ทำเอาทั้งผม พี่ชัย และพี่ฝ้ายสะดุ้งโหยงพร้อมกัน เสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน... เป็เสียงของคุณรสริน ผู้จัดการสาวสุดเฮี้ยบที่กำลังแผ่รังสีอำมหิตออกมาจากห้องทำงานส่วนตัวของเธอ
ผมรีบหันไปมองที่ห้องกระจกฝ้าของคุณรสริน ผมเห็นเงารางๆ ของเธอยืนอยู่หลังกระจก มือข้างหนึ่งกำลังกดปุ่มอินเตอร์คอม ท่าทางของเธอดูขึงขังและทรงอำนาจจนผมเผลอกลืนน้ำลายลงคอ
"ซวยแล้วมึงไอ้ตง... คุณรสเรียกพบด่วนเลยว่ะ" พี่ชัยกระซิบหน้าถอดสี "สงสัยเื่ที่พี่ท๊อปเอาไปแฉกลางห้องประชุมเมื่อเช้าแน่ๆ คุณรสแกคงไม่ปล่อยมึงไว้แน่"
"แกเตรียมตัวโดนเชือดได้เลยตง พี่เอาใจช่วยนะ" พี่ฝ้ายตบไหล่ผมเบาๆ อย่างเวทนา ก่อนจะรีบลุกกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองราวกับกลัวจะโดนลูกหลงไปด้วย
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมความกล้า คว้าสมุดจดและปากกาขึ้นมาแนบอก ก่อนจะก้าวเดินไปยังห้องทำงานของผู้จัดการด้วยหัวใจที่เต้นระทึก ผมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การเรียกไปตำหนิเื่งานอย่างที่คนอื่นคิด แต่นี่คือความช่วยเหลือจากผู้หญิงที่ผมรัก เธอเห็นว่าผมกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และเธอก็กำลังยื่นมือเข้ามาช่วยดึงผมออกจากวงล้อมของคำนินทาและสายตาจับผิด
ผมเคาะประตูห้องทำงานสามครั้งเป็มารยาท ก่อนจะผลักประตูเข้าไป
บรรยากาศภายในห้องทำงานของคุณรสรินเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ผมคุ้นเคยเป็อย่างดีลอยมาแตะจมูก ทำให้หัวใจของผมเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ คุณรสรินนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เธอสวมแว่นตากรอบดำ กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและเป็ทางการ
เมื่อผมก้าวเข้ามาในห้องและปิดประตูลง เธอก็เงยหน้าขึ้นมองผม สายตาคมกริบของเธอที่เคยมองผมอย่างเ็าเมื่อเช้านี้ บัดนี้กลับแฝงไปด้วยความห่วงใยและความกังวลอย่างปิดไม่มิด
"นั่งลงก่อนสิตง" เธอเอ่ยเสียงเรียบ แต่ความนุ่มนวลในน้ำเสียงนั้นมีไว้สำหรับผมเพียงคนเดียวเท่านั้น
ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานของเธอ มือของผมสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นและความรู้สึกหลากหลายที่ประดังประเดเข้ามา ทั้งความโล่งใจที่หลุดรอดจากสถานการณ์กดดันภายนอก และความประหม่าที่ต้องมาอยู่ตามลำพังกับเธออีกครั้ง
"ขอบคุณครับ... คุณรส" ผมกระซิบตอบเสียงแ่ ไม่กล้าสบตาเธอตรงๆ กลัวว่าความรู้สึกในใจมันจะสะท้อนออกมาทางสายตาจนเธอจับได้
คุณรสรินถอดแว่นตาออก วางมันลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เธอจ้องมองผมด้วยสายตาที่อ่านยาก แต่ผมรับรู้ได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอ
"ฉันเห็นว่าเธอกำลังแย่ ก็เลยหาข้ออ้างเรียกเธอเข้ามา" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับความทางการลง "ท๊อปเขากำลังตามกัดเธอไม่ปล่อยใช่ไหม?"
ผมพยักหน้ารับช้าๆ "ครับ... เขาบอกว่าเขาเห็นผมเดินออกมาจากโซน VIP เมื่อเช้าวันเสาร์ เขาขู่ว่าจะแฉเื่นี้ให้ทุกคนรู้"
คุณรสรินขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ใบหน้าสวยหวานของเธอฉายแววเคร่งเครียด "ฉันรู้ว่าเขากำลังสงสัยเื่ของเรา ท๊อปเป็คนฉลาดและเ้าเล่ห์ เขาคงปะติดปะต่อเื่ราวได้ไม่ยาก ถ้าเขาหาหลักฐานมามัดตัวเราได้... ทุกอย่างจะจบเห่แน่"
"แล้วเราจะทำยังไงดีครับคุณรส?" ผมถามด้วยความร้อนรน ความกลัวเริ่มเข้ามาเกาะกุมหัวใจอีกครั้ง "ถ้าเขาเอาเื่นี้ไปบอกเบื้องบน หรือปล่อยข่าวลือจนทุกคนเชื่อ... คุณรสจะแย่นะครับ"
เธอถอนหายใจยาว แววตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะโน้มตัวเข้ามาหาผม ข้ามโต๊ะทำงานตัวใหญ่มาจนระยะห่างระหว่างเราลดน้อยลง กลิ่นหอมของเธอชัดเจนขึ้นจนผมเผลอสูดหายใจเข้าลึกๆ
"เราต้องหาทางรับมือกับเื่นี้" เธอกระซิบเสียงเบา แต่หนักแน่น "เย็นนี้... หลังเลิกงาน เธอไปรอฉันที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน โซน C ฝั่งที่ไม่มีคนพลุกพล่าน ตอนทุ่มตรงนะ ห้ามเลท ห้ามให้ใครเห็นเด็ดขาด"
ผมเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ การนัดแนะลับๆ แบบนี้มันชวนให้ใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก "ลานจอดรถชั้นใต้ดิน? ทุ่มตรง? คุณรสจะ... จะให้ผมไปทำอะไรครับ?"
"ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เองน่าเด็กดื้อ" เธอแกล้งทำเสียงดุ แต่ริมฝีปากของเธอกลับเหยียดยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็ยิ้มที่เต็มไปด้วยความซุกซนและเย้ายวนใจในแบบของเธอ "จำไว้ว่าทำตัวให้เป็ปกติที่สุด อย่าลุกลี้ลุกลน และอย่าให้ท๊อปสงสัยว่าเรากำลังวางแผนอะไรกันอยู่ เข้าใจไหม?"
"ข... เข้าใจครับ" ผมรับคำเสียงสั่น หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ััถึงความตื่นเต้นและความอันตรายที่กำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้า
"ดีมาก" เธอกลับไปนั่งตัวตรงตามเดิม สวมหน้ากากผู้จัดการสาวสุดเฮี้ยบอีกครั้ง "เอาล่ะ ออกไปได้แล้ว บอกพวกข้างนอกว่าฉันสั่งให้เธอแก้โค้ดโมดูลใหม่ให้เสร็จภายในวันนี้ ห้ามกลับก่อนงานเสร็จเด็ดขาด เข้าใจไหมคุณตง?"
เสียงของเธอดังและเฉียบขาดขึ้นเพื่อจงใจให้คนข้างนอกได้ยินผ่านอินเตอร์คอมที่เธออาจจะแกล้งเปิดทิ้งไว้ หรือเพื่อให้เสียงลอดออกไปตามช่องว่างของประตู ผมรู้ว่านี่คือการแสดงละครฉากใหญ่เพื่อปกปิดความลับของเรา
"ครับคุณรสริน ผมจะรีบจัดการให้เสร็จตามกำหนดครับ" ผมรับคำสั่งเสียงดังฟังชัด ลุกขึ้นยืนโค้งคำนับเธอหนึ่งที ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องทำงานของเธอ
เมื่อผมก้าวออกมาจากห้องกระจก บรรยากาศภายนอกก็ยังคงตึงเครียด สายตาหลายคู่ยังคงจับจ้องมาที่ผม แต่คราวนี้ผมไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือจนมุมอีกต่อไป ผมเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองด้วยความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้น
พี่ชัยกับพี่ฝ้ายรีบเข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็ห่วง ผมก็ตอบไปตามน้ำว่าโดนคุณรสรินด่าเื่งานและสั่งให้แก้โค้ดใหม่ทั้งหมด ซึ่งก็ทำให้พวกเขาสงสารและเลิกเซ้าซี้เื่ข่าวลือไปได้ชั่วคราว
ผมนั่งลงที่โต๊ะทำงาน เปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแสร้งทำเป็พิมพ์โค้ดอย่างขะมักเขม้น แต่ในหัวของผมกลับไม่ได้สนใจงานตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
ลานจอดรถชั้นใต้ดิน... โซน C... ทุ่มตรง...
คำนัดหมายของคุณรสรินยังคงดังก้องอยู่ในหัวของผม ผมไม่รู้เลยว่าแผนรับมือของเธอคืออะไร และเราจะทำยังไงกับพี่ท๊อปดี แต่สิ่งที่ผมรู้คือ... เย็นนี้ ผมจะได้พบกับเธออีกครั้ง แบบส่วนตัว ในสถานที่ที่ลับสายตาคน ความคิดนี้ทำให้หัวใจของผมพองโตด้วยความตื่นเต้นและความปรารถนาที่ถูกเก็บกดเอาไว้
ผมเหลือบตามองนาฬิกาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์... เวลาเพิ่งจะบ่ายสามโมงครึ่ง... อีกตั้งสามชั่วโมงครึ่งกว่าจะถึงเวลานัด
ทำไมเวลาถึงเดินช้าขนาดนี้นะ...
ความกังวลและความตื่นเต้นผสมปนเปกันจนผมรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว ผมแทบจะรอให้ถึงเวลาทุ่มตรงไม่ไหวแล้ว ผมอยากรู้เหลือเกินว่าผู้หญิงที่ทรงอำนาจและเย้ายวนที่สุดในชีวิตของผม... กำลังเตรียมแผนการอะไรไว้สำหรับค่ำคืนนี้
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*