เวลาค่อยๆผ่านไปอย่างช้าๆหอโอสถของนิกายบุปผากลับพัฒนาขึ้นอย่างมากเม็ดยาที่เหล่าศิษย์ได้รับมีคุณภาพที่ดีทำให้พลังบ่มเพาะของเหล่าศิษย์พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วต่างจากตอนที่ไคหวนเป็ผู้นำหอโอสถ เหล่าศิษย์หลายคนต่างชื่นชมในตัวของหัวหน้าผู้าุโอย่างฉางเฟิงที่ทำการเปิดโปงความชั่วของไคหวนและพัฒนานิกายให้ดีขึ้น
ส่วนศิษย์ชายที่อยู่ฝ่ายของถั่วป้านั้นกลับเกิดความลังเลขึ้นมาเห็นได้ชัดว่าเม็ดยาของหอโอสถในครั้งนี้มันยอดเยี่ยมจริงๆแม้แต่พวกเขาก็ยังได้ประโยชน์จำนวนมากและสำหรับศิษย์ที่ออกไปทำภารกิจกลับมาและยื่นคำร้องขอให้ฉางเฟิงหลอมยาให้พวกเขาเ่าั้ยิ่งได้รับประโยชน์มากกว่าคนทั่วไป
แม้แต่เหล่าผู้าุโก็พากันออกไปทำภารกิจเพื่อที่จะได้รับเม็ดยาจากฉางเฟิงสถานะของฉางเฟิงในตอนนี้สูงมากเพียงแต่ฉางเฟิงไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็น แม้แต่บรรดาศิษย์เองก็ยังไม่เคยเห็นใบหน้าของฉางเฟิงเลย
“นายน้อยท่านอยู่หรือไม่” วันหนึ่งมู่หลานตัดสินใจมาหาฉางเฟิงด้วยตัวเอง
ถึงอย่างไรนางก็จำเป็ต้องเผชิญหน้ากับฉางเฟิงอยู่ดีตลอดเวลาที่ผ่านมาฉางเฟิงทำการศึกษาบัญญัติโกลาหลอย่างตั้งใจไม่ได้สนใจสิ่งอื่นแม้แต่การหลอมยาฉางเฟิงก็ใช้เวลาไม่นาน
“เข้ามาได้”เสียงของฉางเฟิงดังขึ้น
มู่หลานสูดลมหายใจและเปิดประตูเข้าไปและตรงหน้าของนางคือฉางเฟิงที่นั่งบ่มเพาะพลังอยู่
“ทำไมพลังบ่มเพาะของนายน้อยถึงไม่เพิ่มขึ้น”มู่หลานตื่นตระหนก
เป็เวลาอีก1 เดือนแล้วที่นางไม่ได้พบหน้าฉางเฟิงปกติย่อมใกับความเร็วในการพัฒนาของฉางเฟิงถึงจะถูกแต่ตอนนี้พลังบ่มเพาะของฉางเฟิงกลับหยุดนิ่ง
“ในขั้นหลอมรวมคือการวางรากฐานของตันเถียนจำเป็ต้องหลอมรวมพลังปราณเพื่อขยายตันเถียนของตนเองและทำให้ตันเถียนใหญ่ที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดดังนั้นมันจึงเป็่เวลาที่ต้องใช้เวลานานที่สุดแม้แต่ตัวข้าเอง” ฉางเฟิงกล่าว
“แสดงว่าตันเถียนของนายน้อยจะต้องใหญ่มากแน่ๆ”มู่หลานกล่าว
“ใช่ข้าในตอนนี้ได้ขยายตันเถียนให้ใหญ่กว่าเดิม 20เท่าแล้วและจะต้องทำให้ใหญ่กว่านี้เพื่อที่จะได้วางรากฐานในอนาคต” ฉางเฟิงกล่าว
“แต่ข้าได้ยินมาว่าถ้าตันเถียนใหญ่เกินไปจะทำให้การบ่มเพาะนั้นยากลำบาก”
“มันก็จริงยิ่งตันเถียนใหญ่เท่าไหร่ทรัพยากรที่ต้องใช้ก็ยิ่งมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าแต่ว่ามันก็แสดงให้เห็นว่าในระดับเดียวกันจะไม่มีใครเทียบกับข้าได้”ฉางเฟิงกล่าว
“สมกับเป็นายน้อยจริงๆที่คิดไปใกลขนาดนั้น”
“การที่เ้ามาหาข้าแบบนี้แสดงว่าคิดได้แล้วใช่หรือไม่ว่าจะตัดสินใจยังไงแต่ก่อนที่ข้าจะฟังคำตอบของเ้าข้าขอพูดให้ชัดเจนเลยว่า ในอนาคตข้าจะต้องออกเดินทางออกจากอาณาจักรจงเย่ ออกไปจากทวีปจงโจวหรือแม้แต่ออกไปจากโลกใบนี้” ฉางเฟิงจ้องมองไปยังหน้าต่างและกล่าวขึ้น
มู่หลานตกตะลึงนางพอจะเดาได้ว่าฉางเฟิงจะต้องออกจากอาณาจักรแห่งนี้เพราะสถานที่แห่งนี้มันคับแคบเกินไปสำหรับัอย่างฉางเฟิงแต่ว่านางไม่คิดว่าฉางเฟิงคิดอยากจะออกไปจากโลกใบนี้ด้วย
“ข้าจะตามไปข้าจะติดตามนายน้อยไปทุกที่” มู่หลานแสดงสีหน้าเด็ดเดี่ยว
“ดีถ้าเ้าตัดสินใจได้จากนี้ไปเ้าก็คือผู้หญิงของข้าฉางเฟิง” ฉางเฟิงกล่าว
ใบหน้าของมู่หลานแดงขึ้นมานางรู้สึกว่าตนเองโชคดีมากจริงๆ ชายหนุ่มอย่างฉางเฟิงนั้นใช่ว่าจะหาได้อีกแล้ว
“เส้นผมของนายน้อยมัน....”มู่หลานพึ่งสังเกตเห็น
“สายเืของข้าตื่นขึ้นมาแล้วทำให้เส้นผมของข้าเปลี่ยนไป”ฉางเฟิงยิ้ม
“มันดีมากมันทำให้ท่านดูดีขึ้นหลายเท่า” มู่หลานรู้สึกหลงใหลทันที
“เอาละตอนนี้ข้าก็บ่มเพาะมานานแล้วได้เวลาไปพักบ้างแล้ว” ฉางเฟิงกล่าว
“นายน้อยคิดจะไปที่ใหน”
“สนามฝึกฝนข้านั้นอ่านตำราทักษะที่เ้านำมาให้ข้าหมดแล้วข้าเลยอยากจะไปทดสอบ” ฉางเฟิงกล่าว
“แบบนี้นี่เอง”มู่หลานก็ติดตามไปด้วย
การปรากฏตัวครั้งแรกของฉางเฟิงในรอบสองเดือนทำให้ผู้าุโหลายคนแปลกใจแต่สำหรับศิษย์หลายคนนี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาเห็นฉางเฟิง ด้วยรูปลักษณ์โดดเด่นนี้ทำให้พวกศิษย์เดาถึงตัวตนของฉางเฟิงได้ไม่ยาก
“นั่นมันผู้าุโมู่หลานและชายหนุ่มข้างๆจะต้องเป็หัวหน้าผู้าุโแห่งหอโอสถผู้าุโฉางเฟิง”
“ยังเด็กอยู่เลยอายุน้อยกว่าข้าด้วยซ้ำ”
“แปลกผู้าุโมีพลังบ่มเพราะแค่ระดับหลอมรวมเองงั้นเหรอ”
“ใครจะสนเ้าดูสิชั่งรูปงามอะไรขนาดนี้ ั้แ่เกิดมาข้ายังไม่เคยเห็นชายใดรูปงามขนาดนี้มาก่อน”
“พวกเขาทั้งสองช่างดูเหมาะสมกันยิ่งคนหนึ่งคือหญิงงามอันดับหนึ่งของนิกายอีกคนคือชายหนุ่มที่รูปงามอันดับหนึ่งเช่นกัน”
เหล่าศิษย์ที่เห็นพวกฉางเฟิงพากันตื่นเต้นขึ้นมาโดยเฉพาะศิษย์หญิงพาส่งเสียงเย้ายวนออกมาไม่ขาดสาย
“หึนั่นหนะเหรอ หัวหน้าผู้าุโ อ่อนแอสิ้นดี คนอ่อนแอแบบนี้จะมาเป็หัวหน้าผู้าุโได้อย่างไร”
“ข้าไม่ยอมรับหรอก”
“แล้วทำไมเราไม่ไปสั่งสอนมันเสียหน่อยจากทิศทางมันน่าจะไปสนามฝึกฝนทักษะพวกเราไปทำให้มันอับอายกันดีกว่า” ศิษย์ชายกลุ่มหนึ่งเป็ศิษย์สายในกล่าวขึ้น
พวกกเขาอิจฉามากที่ฉางเฟิงที่มีพลังอยู่แค่ระดับหลอมรวมแต่กลับได้เป็ผู้าุโและยังเป็ที่สนใหญ่ของหญิงงามทั้งหมด
“ดูท่านายน้อยจะกลายเป็คนดังของนิกายไปแล้ว”มู่หลานกล่าว
ฉางเฟิงยิ้มและเดินต่อไปจากนั้นตรงหน้าของฉางเฟิงก็ปรากฎลานกว้างที่มีต้นท้อและต้นเหมยถูกปลูกเอาไว้ลอบๆลานฝึกฝน
“สมกับเป็นิกายบุปผาจริงๆนั่นแหละทั่วทั้งนิกายเต็มไปด้วยความงดงามของดอกอท้อและดอกเหมย”ฉางเฟิงอดจะชื่นชมไม่ได้
“แน่นอนอยู่แล้วนิกายของเราถูกเรียกว่านิกายที่งดงามที่สุดและเมืองบุปผาเองก็เช่นกันและอีกไม่นานก็จะถึงงานชมบุปผาแล้วซึ่งในงานนี้นิกายของเราจะเป็เ้าภาพในการจัดและขุมอำนาจต่างๆทั่วอาณาจักรก็จะเดินทางมายังเมืองบุปผาเพื่อลิ้มรสสุราบุปผา100 ปีของพวกเรา” มู่หลานกล่าว
“น่าสนใจ”ฉางเฟิงกล่าว
ฉางเฟิงเดินไปยืนมองต้นท้อและยกยิ้มออกมาแต่ขณะนั้นเองก็มีกลุ่มศิษย์ชายเดินเข้ามาหาและยกยิ้มชั่วร้ายขึ้น
“คารวะหัวหน้าผู้าุโฉางเฟิงข้าน้อยเซิงหยวนเป็ศิษย์สายใน ข้าน้อยได้ยินมาว่าผู้าุโมีความสามารถจึงอยากจะขอคำชี้แนะจากผู้าุโ”เซิงหยวนกล่าว
มู่หลานหรี่ตาลงนางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าคนพวกนี้มาหาเื่ฉางเฟิงเพราะเซิงหยวนนั้นเป็ศิษย์ของถั่วป้า