ตอนที่ 34: สัจธรรมของเงินตรา
แผ่นกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้าขอบหยักที่มีลวดลายละเอียดอ่อนซับซ้อนและพิมพ์ตราสัญลักษณ์ของสถาบันการเงินชั้นนำระดับประเทศ วางเรียงรายอยู่เบื้องหน้าของฉันบนพื้นผิวโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งขัดเงาสีดำสนิท สะท้อนแสงไฟดาวน์ไลท์สีนวลตาจนเกิดเป็นภาพเงาเลือนราง ลายเซ็นของคุณเกริกที่ตวัดปลายปากกาอย่างมั่นคงและทรงพลังประทับเด่นหราอยู่บนช่องลงนามของเช็กเงินสดมูลค่าแปดหลัก ตัวเลขอาราบิกที่แสดงจำนวนเงินนับสิบล้านบาทปรากฏเด่นชัดอยู่เคียงข้างตราประทับหมึกสีน้ำเงินเข้มที่เพิ่งแห้งสนิทได้ไม่นาน ถัดไปไม่ไกลคือแผ่นโฉนดที่ดินผืนงามที่ได้รับการโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อของฉันอย่างสมบูรณ์แบบ ตราครุฑสีแดงชาดบนหัวกระดาษดูสง่างามทว่าแฝงความน่าสะพรึงกลัว มันคือหลักประกันความมั่นคงทางวัตถุที่ผู้คนในสังคมเมืองใหญ่ต่างดิ้นรนเข่นฆ่าและยอมทรยศหักหลังกันเพียงเพื่อให้ได้ครอบครอง
ฉันทอดสายตามองกองทรัพย์สมบัติเหล่านั้นด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ความตื่นเต้นยินดี ไร้ความกระตือรือร้น มีเพียงความรู้สึกเบื่อหน่ายอันลึกซึ้งที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในก้นบึ้งของจิตใจ นิ้วมือเรียวสวยที่ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันหยิบต่างหูเพชรเม็ดโตขึ้นมาพินิจ แสงไฟตกกระทบเหลี่ยมมุมของอัญมณีน้ำงาม สะท้อนประกายระยิบระยับจับตาประหนึ่งเกล็ดน้ำค้างแข็งใต้แสงจันทร์ เพชรคู่นี้เป็นของกำนัลล่าสุดจากคุณธนาที่ส่งมาง้อขอคืนดีหลังจากคดีหย่าร้างที่แสนตึงเครียดของเขาเสร็จสิ้นลง เขายอมทุ่มเทเงินทองมากมายมหาศาลเพียงเพราะต้องการให้ฉันกลับไปยืนเคียงข้างในฐานะผู้หญิงที่เขาภาคภูมิใจและสามารถอวดโฉมในสังคมชั้นสูงได้
มันช่างง่ายดายและไร้ความท้าทายเหลือเกิน
ฉันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีครีมนุ่มละมุน สูดกลิ่นอายความหรูหราที่อบอวลอยู่ในเพนต์เฮาส์ลอยฟ้าแห่งนี้ ห้องพักขนาดใหญ่ที่มีราคาสูงลิ่วจนคนธรรมดาต้องทำงานหนักตลอดทั้งชีวิตก็ไม่อาจเอื้อมซื้อได้แม้แต่เศษเสี้ยวผนังห้อง ทว่าสำหรับฉันในตอนนี้ สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นเพียงเครื่องตกแต่งฉากชีวิตที่จืดชืดและน่าเบื่อหน่าย เงินตราที่เคยกดดันชีวิตของฉันในอดีต เงินตราที่เคยทำให้ฉันต้องนอนร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวในห้องเช่าซอมซ่อผุพังที่หลังคารั่วซึมยามฝนตก ยามนี้มันกลับมากองอยู่ตรงหน้าอย่างเหลือล้น จนหมดสิ้นความศักดิ์สิทธิ์และคุณค่าในตัวของมันเอง
ในอดีต ความยากจนคือแส้ที่คอยหวดแผ่นหลังของฉันให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร้ทางเลือก มันบังคับให้ฉันต้องเรียนรู้จิตวิทยาของมนุษย์ เรียนรู้กลไกการป้องกันตัวเอง และการแสดงออกเพื่อความอยู่รอด ฉันเรียนรู้ศาสตร์เหล่านี้ไม่ใช่เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ตามอุดมการณ์สวยหรูในตำราเรียน แต่เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง เพื่อเรียนรู้วิธีการหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดและกลายเป็นผู้ควบคุมเกมที่อยู่เหนือผู้อื่น ฉันจำความรู้สึกยามที่ท้องกิ่วด้วยความหิวโหยจนปวดร้าวและต้องมองดูสายตาดูถูกเหยียดหยามของพวกคนรวยที่มองมายังเด็กสาวไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างฉันได้อย่างแม่นยำ ในวันเหล่านั้น ฉันเคยคิดว่าหากวันใดที่ฉันมีเงินทองล้นฟ้า มีความมั่นคงที่ไม่มีวันสั่นคลอน ฉันคงจะมีความสุขอย่างแท้จริงและหลุดพ้นจากความทรมานทั้งปวง
ทว่าเมื่อวันนั้นมาถึง สัจธรรมที่ฉันได้ประจักษ์แจ้งกลับเป็นความจริงที่แสนโหดร้าย ความอิ่มตัวทางวัตถุไม่ได้นำพาความสงบใจมาให้ แต่มันกลับนำพาความรู้สึกว่างเปล่าอันแห้งแล้งมาแทนที่ เมื่อความต้องการขั้นพื้นฐานได้รับการตอบสนองจนเกินพอดี จิตวิญญาณของมนุษย์ก็เริ่มมองหาแรงกระตุ้นที่ลึกซึ้งและท้าทายกว่าเดิม ความโลภและความอยากมีอยากได้ของมนุษย์ไม่ได้หยุดลงที่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร แต่มันเป็นความกระหายในอำนาจ การควบคุม และความรู้สึกเหนือกว่าผู้อื่นต่างหากที่ขับเคลื่อนจิตใต้สำนึกของพวกเรา
พวกผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นยอดคนในวงการธุรกิจและการเมืองอย่างคุณเกริกและคุณธนา ในสายตาของคนภายนอก พวกเขาคือผู้กุมชะตาชีวิตของคนนับพัน มีสติปัญญาเฉียบแหลมและมีกลยุทธ์เหนือชั้นในการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่สนามพิศวาสและเกมจิตวิทยาที่ฉันเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ พวกเขากลับกลายเป็นเพียงหมากตัวเล็กๆ ที่ไร้ความสามารถในการป้องกันตนเอง เพียงแค่ฉันใช้คำหวานหูเคลือบหน้ากากแสนดี ใช้สัมผัสทางกายที่ผ่านการคำนวณมาอย่างประณีต หรือส่งสายตาเว้าวอนระคนตัดพ้อ ชายผู้ทรนงในศักดิ์ศรีและอำนาจเหล่านั้นก็พร้อมจะคุกเข่าลงแทบเท้า ยอมยกทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ และชื่อเสียงในสังคมให้ฉันอย่างง่ายดายราวกับคนเสียสติ
ความง่ายดายนี้เองที่ทำให้ฉันเริ่มเบื่อหน่ายจนแทบหมดความอดทน
ไม่มีความท้าทายเชิงสติปัญญาหลงเหลืออยู่ในตัวของพวกเขาอีกต่อไป ทุกปฏิกิริยาตอบสนองของพวกเขาเป็นไปตามหลักจิตวิทยาที่ฉันเคยศึกษามาอย่างถูกต้องแม่นยำ ราวกับเป็นสมการทางคณิตศาสตร์ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เมื่อพวกเขาโกรธ ฉันเพียงแค่เงียบและแสดงความอ่อนแอเพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณการปกป้องของเพศผู้ เมื่อพวกเขาเหงาและอ้างว้างจากมรสุมชีวิต ฉันเพียงแค่แทรกตัวเข้าไปเป็นความอบอุ่นชั่วคราวและผู้รับฟังที่ดี เมื่อพวกเขาต้องการแสดงอำนาจเหนือ ฉันเพียงแค่แสร้งทำเป็นยอมจำนนใต้ร่างหนาเพื่อปลุกเร้าความภาคภูมิใจในความเป็นชายของพวกเขา ทุกอย่างช่างไร้รสชาติ ซ้ำซากจำเจ และดำเนินไปตามวงจรเดิมๆ จนฉันรู้สึกเหมือนกำลังเล่นละครลิงฉากเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฉันลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างบางในชุดคลุมผ้าไหมซาตินสีเทาหม่นพลิ้วไหวตามจังหวะการย่างก้าวที่แช่มช้า ฉันเดินไปที่ประตูกระจกบานเลื่อนที่เปิดออกสู่ระเบียงกว้างขวางภายนอก ลมราตรียามค่ำคืนพัดผ่านเข้ามาหอบเอาความเย็นเยือกมาสัมผัสผิวเนื้อ ลัดเลาะผ่านเนื้อผ้าบางเบา ฉันก้าวออกไปยืนเกาะราวระเบียงเหล็กดัดสีดำขลับ พลางมองทอดสายตาออกไปเบื้องหน้าเพื่อชมทัศนียภาพของเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีวันหลับใหล
ภาพตึกระฟ้านับร้อยพันที่ตั้งตระหง่านเสียดฟ้าดูประหนึ่งแท่งคริสตัลขนาดมหึมาที่ประดับประดาด้วยแสงไฟระยิบระยับ แสงไฟสีส้มทองและสีแดงจากถนนสายหลักถักทอเป็นสายริบบิ้นเรืองแสงที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าของรถยนต์นับหมื่นคันที่เบียดเสียดกันอยู่เบื้องล่าง เสียงอื้ออึงของเมืองใหญ่ลอยขึ้นมาตามกระแสลมจางๆ ผสมผสานกับเสียงหวีดหวิวของลมบนตึกสูง ฉันมองเห็นมนุษย์นับล้านที่อยู่เบื้องล่างกำลังดิ้นรนอยู่ในกรงขังคอนกรีตแห่งนี้ พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อความร่ำรวย เพื่อปากท้อง หรือเพียงเพื่อตอบสนองตัณหาความต้องการของตนเองในแต่ละวัน โดยไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังตกเป็นทาสของมายาการที่สังคมอุปโลกน์ขึ้น
แสงสีเหล่านั้นช่างงดงามทว่ากลับไร้ชีวิตชีวา มันเป็นเพียงเปลือกนอกที่ฉาบทาความเน่าเฟะและความโลภของมนุษย์เอาไว้ใต้ความหรูหราอลังการ
ในความเงียบสงัดของราตรีที่ครอบคลุมเมืองใหญ่ ความคิดของฉันตกผลึกกลายเป็นบทกวีรำพึงรำพันถึงสัจธรรมชีวิตและกิเลสอันไร้ที่สิ้นสุดของมนุษย์ ฉันเอื้อนเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นออกมาแผ่วเบาท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านประหนึ่งเป็นการทบทวนจิตวิญญาณและปลอบประโลมความว่างเปล่าในใจของตนเอง
กระดาษวาดลวดลายสลักค่า
คนเสาะหาหวังยศและสรรเสริญ
มนุษย์เขลายื้อแย่งวิ่งเผชิญ
ยอมเหยียบเดินบนไฟเพื่อครอบครอง
เมื่อได้มากลับพบความว่างเปล่า
ใจเหน็บหนาวร้าวรานน้ำตานอง
เครื่องเพชรพลอยเลอค่าที่จับจอง
เป็นเพียงกล่องขังใจให้ตรอมตรม
สายตาฉันทอดมองขอบฟ้ากว้าง
ไร้หนทางกิเลสหนาพาทับถม
อยากกระชากหน้ากากที่ชื่นชม
ให้ระทมจมดิ่งนักบุญลวง
บทกวีนี้สะท้อนความรู้สึกจริงแท้ในใจของฉัน มันไม่ใช่ความเศร้าโศกเสียใจหรือการสำนึกผิดในศีลธรรมความดีงาม เพราะสำหรับฉันแล้ว ศีลธรรมเป็นเพียงกฎเกณฑ์ที่คนอ่อนแอนิยามขึ้นเพื่อปกป้องตนเองจากผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ทว่าบทกวีนี้เป็นตัวแทนของความเปลี่ยวเหงาทางสติปัญญา ความต้องการที่จะเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แท้จริง ไม่ใช่เหยื่อที่ยอมจำนนเพียงแค่โดนล่อลวงด้วยเรือนร่างและวาจาประโลมโลกอันตื้นเขิน
ฉันรู้สึกอิ่มตัวกับชัยชนะที่ได้มาง่ายดายเกินไป ความมั่นคงทางการเงินทำให้ไร้กังวลต่ออนาคต ทว่ามันก็พรากความเร้าใจไปจากชีวิตเช่นกัน ฉันต้องการเป้าหมายใหม่ที่ยากขึ้น ท้าทายยิ่งขึ้น และการวางแผนที่ซับซ้อนแยบยลกว่าเดิม
เป้าหมายต่อไปของฉันต้องไม่ใช่ผู้ชายที่อ่อนไหวต่อสิ่งเร้าทั่วไป หรือพวกบ้าตัณหาที่ไร้การควบคุม
ฉันต้องการใครสักคนที่มีจิตใจแข็งแกร่งดั่งหินผา ผู้ชายที่สังคมยกย่องว่าเป็นคนดีมีศีลธรรมอันสูงส่ง ชายผู้ซื่อสัตย์รักเดียวใจเดียวต่อภรรยาและครอบครัวอย่างหาที่สุดไม่ได้ คนที่มีกำแพงศีลธรรมหนาแน่นเสียจนไม่มีใครคิดว่าจะสามารถสั่นคลอนหรือทำลายได้ การได้เห็นคนดีเหล่านั้นค่อยๆ พังทลายลงมาทีละชั้น การได้เฝ้ามองแววตาที่เคยเปี่ยมด้วยคุณธรรมเปลี่ยนเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความใคร่กระหายและราคะอันเร่าร้อน การได้เห็นพวกเขาละทิ้งคำสัตย์ปฏิญาณและยอมจำนนต่อกิเลสที่ฉันเป็นผู้ปลุกเร้า นั่นต่างหากคือความบันเทิงระดับสูงที่คู่ควรกับสติปัญญาและความสามารถของฉัน
การล่อลวงจิตวิญญาณของนักบุญให้กลายเป็นคนบาป และการกระชากหน้ากากคนดีของสังคมให้หลุดลอกเพื่อเผยเนื้อแท้แห่งราคะ ช่างเป็นศิลปะที่งดงามและน่าตื่นเต้นเร้าใจยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก
ฉันหมุนตัวกลับเข้ามาภายในห้องทำงานที่มีอุณหภูมิเย็นฉ่ำกำลังดีจากเครื่องปรับอากาศ แสงไฟสลัวขับเน้นให้เห็นใบหน้าสวยคมของฉันที่สะท้อนอยู่ในกระจกเงาบานใหญ่ ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่มีแววของความอ่อนโยนหรือความเมตตาหลงเหลืออยู่ มีเพียงความมุ่งมั่นและเปลวไฟแห่งความท้าทายครั้งใหม่ที่กำลังลุกโชนอย่างเงียบๆ ฉันเดินไปที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง ก่อนจะจัดเก็บเช็กเงินสดและโฉนดที่ดินลงในตู้เซฟนิรภัยที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาดราคาแพงอย่างเป็นระเบียบและรอบคอบ
จากนั้น ฉันก็หยิบกล่องเครื่องเพชรหรูหราที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมา ปลายนิ้วลากไล้ผ่านฝากล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม ก่อนจะเปิดมันออกเพื่อมองดูสร้อยคอเพชรระยิบระยับที่บรรจุอยู่ภายใน ฉันหยิบมันขึ้นมาถือไว้ในมือ ความเย็นของทองคำขาวและเม็ดเพชรสัมผัสกับผิวฝ่ามือ ทว่าความระยิบระยับและมูลค่าของมัน กลับไม่อาจสร้างความปีติยินดีให้แก่ฉันได้อีก
ฉันโยนเครื่องเพชรราคาแพงชิ้นนั้นลงในกล่องเก็บของมีค่าที่เปิดกว้างอยู่ข้างๆ อย่างไร้ความไยดี เสียงโลหะและอัญมณีกระทบกันดังสะท้อนท่ามกลางความเงียบงัน มันเป็นเพียงเศษหินที่ถูกเจียระไน ไร้คุณค่าและไร้ความหมาย มากไปกว่าเครื่องมือล่อลวงพวกคนโง่เขลาเบาปัญญา
ฉันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินยาวๆ ไปยังห้องนอนกว้างขวางที่อยู่ถัดไป เตียงนอนหลังใหญ่หนานุ่มปูลาดด้วยผ้าไหมสีไข่มุกดูเย้ายวนใจ ฉันเตรียมตัวที่จะพักผ่อนเพื่อเก็บออมพลังงานไว้สำหรับวันสำคัญที่กำลังจะมาถึง วันที่หมากกระดานใหม่กำลังจะเริ่มต้นเปิดฉากอย่างเป็นทางการ
ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนแผ่วเบาจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงก็ดังขึ้น ฉันหยิบมันขึ้นมาเปิดดู หน้าจอสว่างวาบเผยให้เห็นข้อความแจ้งเตือนสีเหลืองทอง มันคือจดหมายเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์ระดับชาติที่เป็นการต้อนรับคณะทูตต่างประเทศและเหล่านักธุรกิจชั้นนำของประเทศ งานนี้จะจัดขึ้นในโรงแรมหรูระดับห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ข้อความนั้นแนบข้อความส่วนตัวจากคุณเกริกที่ส่งมาอย่างกึ่งร้องขอและกึ่งวิงวอน
"พราวครับ งานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์ครั้งนี้มีความสำคัญกับธุรกิจและภาพลักษณ์ของผมมาก ผมอยากให้คุณให้เกียรติควงแขนไปร่วมงานกับผมในฐานะคู่รักอย่างเป็นทางการ การปรากฏตัวของคุณเคียงข้างผมจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และบารมีของผมในแวดวงสังคมชั้นสูงได้อย่างมาก ได้โปรดอย่าปฏิเสธผมเลยนะคนดี ผมเตรียมชุดราตรีสั่งตัดพิเศษและเครื่องประดับชุดใหม่ไว้รอคุณแล้ว หวังว่าจะได้พบคุณในค่ำคืนที่แสนพิเศษนั้นนะครับ"
ฉันจ้องมองข้อความนั้นพลางเหยียดยิ้มบางเบาที่มุมปาก นัยน์ตาคู่สวยทอประกายความเยือกเย็นไร้ความรู้สึก คุณเกริกยังคงคิดว่าตนเองสามารถใช้สิ่งของเงินทองและเกียรติยศชื่อเสียงทางสังคมมาดึงดูดใจฉันได้ เขาไม่เคยรู้เลยว่าตนเองกำลังทำหน้าที่เป็นเพียงใบเบิกทางให้ฉันได้ก้าวเข้าสู่สังคมชั้นสูงระดับชาติ ซึ่งเป็นแหล่งรวมเหยื่อรายใหม่ที่มีความท้าทายและมีกำแพงศีลธรรมที่หนาแน่นกว่าเดิมหลายเท่า
งานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์ครั้งนี้จะเป็นเวทีเปิดตัวฉันอย่างสง่างามท่ามกลางแสงแฟลชและสายตาอิจฉาริษยาของพวกสังคมไฮโซ และที่สำคัญที่สุด มันจะเป็นสถานที่ที่ฉันจะได้เริ่มต้นกวาดสายตามองหาเป้าหมายรายใหม่ บุรุษที่หลงคิดว่าตนเองมีศีลธรรมมั่นคงและซื่อสัตย์ที่สุดในงาน ชายที่ฉันจะใช้เล่ห์มารยาและกลยุทธ์จิตวิทยาฉุดกระชากเขาลงมาสู่ห้วงนรกสวาทอันไร้ก้นบึ้ง เพื่อพิสูจน์ว่าแท้จริงแล้วกิเลสและตัณหาของมนุษย์นั้นไม่มีสิ่งใดสามารถต้านทานได้
ฉันวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะหัวเตียงช้าๆ ดับไฟในห้องนอนจนเหลือเพียงแสงสลัวสีนวลตาจากโคมไฟมุมห้อง ฉันล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ปล่อยให้ห้วงคิดล่องลอยไปกับสายลมราตรีที่พัดผ่านระเบียงเข้ามาแผ่วเบา รอยยิ้มเยือกเย็นยังคงประดับอยู่บนใบหน้ายามที่ดวงตาค่อยๆ ปิดลง ค่ำคืนนี้ช่างยาวนาน ทว่าจิตวิญญาณของฉันกลับตื่นตัวเต็มที่ พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายบทใหม่ที่รอคอยอยู่เบื้องหน้าในงานเลี้ยงหรูหราที่กำลังจะมาถึง
ในความมืดมิดของค่ำคืนอันเงียบสงบ ฉันตระหนักดีว่าเงินทองอาจซื้อความสะดวกสบายและหลักประกันทางกายภาพได้ แต่มันไม่สามารถดับความกระหายในอำนาจและการทำลายล้างที่ซ่อนอยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจฉันได้เลย สัจธรรมของเงินตราคือมันเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่ง และตัวฉันเองก็เป็นผู้กุมเครื่องมือนั้นอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อเปิดประตูสู่อเวจีแห่งตัณหาบทใหม่ที่ไม่มีใครสามารถหลบหนีได้พ้น
เกมกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ เหยื่อจะยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ฉันรอคอยมานานแสนนาน