ต้นฉบับ
คุณพ่อฝึกหัดรัก
บทที่ 1
“คุณไม่ผ่านโปรฯ!!”
เดวิด แวน จึงเจริญดีหนุ่มลูกเสี้ยวเชื้อสายไทย-อิตาลี สั่งเสียงเข้มขณะที่คิ้วขมวดมุ่นบอกอารมณ์ได้เป็อย่างดีในตอนที่เม้มริมฝีปากเข้าหากันหลังจบประโยคทำให้ผู้หญิงที่แต่งตัวสุภาพด้วยสูทสีขาวเนี้ยบทันสมัย รวบผมยาวตึงเป็หางม้ากลีบปากสีแดงสดถึงกับห่อขึ้นลงด้วยความใเช่นกัน
“ทำไมจู่ๆบอสก็บอกว่าดิฉันไม่ผ่านโปรฯคะ”มัดหมี่...เลขาฯคนสวยประจำตัวของเขาถึงกับส่งสายตาตัดพ้อ
“ผมไม่จำเป็ต้องอธิบาย”
“แต่โปรฯที่บริษัทของบอสตามที่แผนกบุคคลแจ้งเอาไว้คือหกเดือนนี่คะนี่ดิฉันเพิ่งจะทดลองงานไปแค่สามเดือนเท่านั้นเอง ยังมีเวลาเหลืออีกตั้งหลายเดือนแล้วที่ผ่านมาดิฉันก็ไม่เคยทำงานผิดพลาดตรงไหน บอสต้องมีเหตุผลอธิบายนะคะ”
“ผมไม่ได้ไล่คุณออกนะ มัดหมี่แต่ผมจะให้คุณย้ายไปแผนกอื่น...เอางี้ คุณเลือกมาว่าจะไปอยู่แผนกไหนในบริษัทที่คุณพอใจ บอกมาเลย”
“ไม่ค่ะ ดิฉัน้าทำงานกับบอสเท่านั้น”
เดวิดซึ่งนั่งพิงหลังอยู่กับเก้าอี้ผู้บริหารบุหนังชั้นดีสีดำหรี่ตามองหญิงสาววัยสะพรั่งราวกับกุหลาบสีขาวสะอาดตรงหน้าสองมือประสานกันพลางเคาะทีละนิ้ว
“ผมให้โอกาสคุณพูดใหม่อีกที”
“ดิฉันยืนยันค่ะว่าจะทำงานเป็เลขาฯของบอสเท่านั้น”
“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวคุณไปติดต่อกับคุณแก้วที่แผนกบุคคลเื่ชดเชยเงินในส่วนที่คุณจะได้รับละกันนะเป็อันว่าคุณหมดหน้าที่ตรงนี้ละ นับั้แ่ตอนนี้เป็ต้นไป”
แล้วเดวิดก็คลายมือที่ประสานออกมือข้างหนึ่งเลื่อนซองสีขาวตรงหน้าขยับจนเกือบจะหล่นไปจากโต๊ะ
“แต่บอสค่ะ”
“ตามนั้น”
สีหน้าของมัดหมี่เผือดลงก็จริงแต่ยังไม่ละความพยายาม
“บอสจะทำแบบนี้กับดิฉันไม่ได้นะคะ”
เขายังคงสั่งเสียงเฉียบ“คำสั่งผมถือเป็ที่สิ้นสุด”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงขึงขังแววตาคมกริบยามมองมาที่ตัวเอง แถมท่าทางของบอสหนุ่มยังคงมาดสุขุมเ็าไว้ทีเหินห่างอย่างที่ไม่ควรจะเป็ ในที่สุดเลขาฯสาวก็ต้องใช้ไม้ตายเพื่อต่อรอง
มัดหมี่ไม่เสียเวลาคิดเดินย้อนไปที่ประตูห้องแล้วกดล็อกทันที!
“ไม่ค่ะไม่มีอะไรจบง่ายๆ”
เขาเอื้อมมือไปหยิบถ้วยกาแฟดำขึ้นจิบซึ่งเลขาฯนำมาบริการให้เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วต่ออีกหน่อยหลังปล่อยให้มันชืดเกินควร แต่ท่าทีก็ยังเมินเฉยแสดงออกอย่างไม่ปิดบัง
“ผมเป็คนพูดคำไหนคำนั้น”
“ไม่ค่ะ...” น้ำเสียงเธอเริ่มออดอ้อนอ่อนหวานกว่าทีแรก และเปลี่ยนสรรพนามทันทีจาก ‘ดิฉัน’ มาแทนตัวด้วยชื่อ ‘มัดหมี่’ อย่างที่ใช้คุ้นเคยกับเขาในยามอยู่ตามลำพัง“มัดหมี่จะไม่ยอมให้บอสทำแบบนี้”
เลขาฯสาวดึงผมยาวที่รวบหางม้าออกปล่อยให้เส้นผมยาวสลวยคลอเคลียไหล่ สะบัดไปมาอย่างที่คิดว่าเซ็กซี่ยั่วยวนตาที่สุดนิ้วเรียวที่เคลือบสีแดงสดทับเงามัน กำลังไล้ไปตามสาบเสื้อสูทที่ตัวเองสวมค่อยๆปลดกระดุมลงทีละเม็ดอย่างอ้อยอิ่งขณะที่สายตายังจับมองมาที่ชายหนุ่มทุกขณะ
เสื้อสูทสีขาวรัดรูปค่อยๆหลุดไปจากไหล่ผ่านท่อนแขนแล้วลู่ผิวเนื้อลงไปสู่พื้นพรมสีดำในห้อง่บนจึงเหลือเพียงเสื้อสีแดงสดเป็ผ้าชีฟองเนื้อบางที่คล้องสายเส้นเล็กพาดไหล่สองข้างซึ่งสายตาของเดวิดเองก็จับจ้องอยู่ทุกการเคลื่อนไหวของเธอ
เขาเห็นชัดว่ามัดหมี่โนบราเพราะทรวงอกอิ่มที่ล้นทะลักนั้นกำลังกระเพื่อมเข้าออกในยามที่เธอหายใจรอยนูนเด่นสองจุดแทบจะทะลุเนื้อผ้าพุ่งมาทิ่มลูกั์ตาเขา...จึงหรี่ตามองผ่านๆเพราะรู้ว่าลูกไม้ที่หญิงสาวตรงหน้ากำลังใช้มันก็แค่เื่ตื้นเขินที่เธอใช้บ่อย
ก็เขากับเธอใช่เ้านายกับเลขาฯทั่วไปเสียเมื่อไหร่!
ซัมธิงรองบนเตียงเคยเป็เื่ที่วิเศษสุดในยามที่คลิกกัน!
แต่ชั่วโมงนี้มันไม่ใช่เสียแล้ว!!
มัดหมี่ไม่หยุดอยู่เพียงแค่ถอดเสื้อสูทออกแต่จงใจวางท่ายั่วยวนเพื่อหวังจะใช้เื่บนเตียงลับๆมานำเสนอปลายนิ้วเรียวจึงไล้ไปตามเนินอกตัวเอง ปาดขึ้นไปยังลำคอระหงเกลี่ยลูกผมม้วนขณะเผยอปากนิดหน่อยให้เซ็กซี่
“บอสเคยบอกว่าชอบเวลามัดหมี่ปล่อยผมนี่คะ”
เขายิ้มมุมปาก “ใช่แต่ผมก็ชอบเวลาผู้หญิงทุกคนมัดผมเป็หางม้านะ”
คราวนี้คิ้วของมัดหมี่ขมวดตึง
“ผู้หญิงทุกคน?”
“ถูก ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงผมไม่เคยบอกว่าหมายถึงแค่คุณคนเดียว”
“แปลว่าที่บอสให้มัดหมี่ไว้ผมหางม้าเวลาอยู่ในที่ทำงานต้องสวมเสื้อสูทสีขาวอยู่ทุกวันทั้งที่บางทีก็รู้สึกมันเชยมาก แถมยังชอบให้ทาปากสีแดงสดเพราะบอกว่าเซ็กซี่แต่ก็ชอบให้ปล่อยผมยาวเวลาเจอกันสองต่อสอง...อะไรต่อมิอะไรที่บอสเคยพูดถึงไม่ใช่เฉพาะมัดหมี่คนเดียวหรอกเหรอคะ”
เขาเลิกคิ้วเป็คำตอบก่อนจะย้ำเสียงหนัก
“ก็ผมชอบแบบนั้นผู้หญิงทุกคนก็ต้องเป็แบบนั้น”
“แล้วสิ่งที่มัดหมี่ทำให้บอสมาตลอดบอสไม่ชอบเหรอคะ?”
เขาไม่ตอบคำถามนี้แต่กลับลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงาน อ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอมือข้างหนึ่งเอื้อมไปััลูกผมของเธออย่างเบา ค่อยๆไล้ปลายนิ้วไปตามแก้มเนียนเขี่ยวนจนมาจรดริมฝีปากสีแดงสด ตอนนั้นั์ตาของมัดหมี่หวานพราวแสงชวนให้หวิวไหวซึ่งยามปกติ เขาควรจะตอบสนองสิ่งนั้น
“ชอบ”
เขาตอบเสียงแ่เหมือนกำลังต้องมนตร์ ขณะที่เธอไม่อยากให้่เวลานี้หยุดลงจึงเป็ฝ่ายขยับตัวมาประชิดเพื่อโอบรั้งเอวเขาเอาไว้ จนใบหน้าซุกไปกับแผงอกกว้างนิ้วเรียวของเธอก็เริ่มเคลื่อนไหวหวังจะปลดเสื้อเชิ้ตที่เขาสวมออกเพื่อสานต่อความสัมพันธ์ที่เขาเองก็เคยบอกว่าชอบนักหนาหวังต่อเวลาไม่ให้หมดโปรโมชั่น
เมื่อเธอยื่นข้อเสนอนั้นมาเขาก็รั้งร่างของเธอให้แนบชิดมากยิ่งขึ้น ทำให้เธอเคลิบเคลิ้มตกอยู่ในภวังค์ยิ่งตอนที่เขาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ปลายจมูกโด่งแบบผู้มีเชื้อสายยุโรปคลอเคลียรินรดลมหายใจห่างเพียงคืบริมฝีปากหยักลึกที่เคยบดขยี้จูบมัดหมี่มาหลายครา เหมือนกำลังจะประทับลงบนกลีบปากอิ่มสดอันคุ้นเคย
มัดหมี่หลับตาพริ้มปล่อยตัวให้อ่อนยวบพร้อมจะปรนเปรอรสสวาทในห้องทำงาน!
แต่แล้วภวังค์นั้นก็มลายกลายเป็ฟองสบู่สีสวยแตกโพละ!
เดวิดปล่อยอ้อมแขนออกดึงแขนของเธอให้พ้นตัวจนเป็อิสระต่อกัน ทำให้หญิงสาวที่ผละออกจากแผงอกอุ่นซ่านถึงกับหน้านิ่วคิ้วขมวด
“บอสเป็อะไร ทำไมห่างเหินกับมัดหมี่แบบนี้”
“เื่ของเราสองคนมันก็หมดโปรฯเช่นกัน เชิญ!”
เขาเดินกลับไปนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมสายตาที่มองเลขาฯซึ่งกำลังจะกลายเป็อดีตอย่างว่างเปล่าทำให้เธอได้แต่เม้มปากมองเขามาอย่างตัดพ้อ แต่พอเขายังคงเมินเฉยเธอก็แสดงความไม่พอใจออกมา
“แล้วบอสจะเสียใจที่ทิ้งมัดหมี่แบบนี้”
หญิงสาวคว้าเสื้อสูทตัวนอกที่หล่นกับพื้นขึ้นมาพาดแขนแล้วก้าวเข้ามาชิดขอบโต๊ะคว้าแก้วกาแฟที่เขาวางเอาไว้ขึ้นสาดน้ำสีดำเข้มซึ่งเหลือครึ่งแก้วใส่หน้าเขาจนเปียกซ่ก
เขาขยับตัวอย่างไม่พอใจ แต่ก็ยังคงนั่งที่เดิมเอ่ยปากไล่ทางอ้อมเสียงดุอีกครั้ง
“เชิญ!!”
ส่วนเธอก็หัวเสียจัดเดินกระทืบเท้าออกไปจากห้อง
เดวิดได้แต่ถอนหายใจแรงๆเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเชิญเลขาฯออกในรอบสามปีที่ผ่านมาอย่าถามหาเหตุผลกับเขา เพราะเขาเป็คนไม่มีเหตุผล...ได้แต่ระงับอารมณ์เพราะมัดหมี่เป็ผู้หญิงในไม่กี่คน ที่โต้ตอบรุนแรงกลับด้วยการสาดน้ำกาแฟใส่หน้าเขาแบบนี้
เขาหมุนเก้าอี้หันหน้าออกไปมองยังทิวทัศน์ของเมืองกรุงผ่านกระจกใสแดดข้างนอกสว่างจ้าท่ามกลางท้องฟ้าสีจืดจาง มีกลุ่มเมฆลอยเรี่ยละลิ่วไปตามลม
ในสายตาเขาที่มองไปข้างนอกยังว่างเปล่าคงเดิมแต่ในหัวเขากำลังครุ่นคิดไม่หยุด ก็เพราะสมองสั่งให้เขากำลังนึกถึงผู้หญิงคนนั้นจนเกือบจะทุกลมหายใจเข้าออก
เขาไม่อาจลืมเลขาฯคนโปรดได้เลยแม้เวลาจะผ่านมาสามปีแล้วก็ตาม
/////////////////////////////////
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เสียงโทรศัพท์จากบิดาของเดวิดก็ดังติดๆกันไม่หยุดแต่อารมณ์ไม่คงที่ขนาดนี้ เขาไม่อยากคุยกับใครสักคนจึงได้แต่มองไฟหน้าจอกะพริบอยู่อย่างนั้น จนมันตัดสายไปซ้ำๆกันเป็สิบรอบ
นึกแล้วก็ทุเรศตัวเองถูกผู้หญิงสาดน้ำกาแฟใส่หน้า!
เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้มองเงาตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ที่ฝาผนังห้องด้านหนึ่งซึ่งสะท้อนเห็นชัดผมยังหมาดน้ำกาแฟเป็คราบแข็งแถมเสื้อเชิ้ตสีขาวก็มีรอยด่างเป็ดวงใหญ่สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ...เขาจึงหยิบสูทตัวนอกขึ้นสวมทับเสื้อเชิ้ตตัวในมือเสยผมลวกๆ กะจะแวะเข้าคอนโดฯเพื่อไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ อย่างน้อยก็ไม่ต้องพบหน้าใครต่อใครในชั่วโมงนี้
ทว่าบานประตูถูกผลักเข้ามาเสียก่อน
“ฉันนึกว่าแกติดประชุมด่วนอยู่ซะอีกทำไมไม่รับสาย”
เสียงของบิดาเข้มงวดและแววตานั้นกำลังจับผิด
“ผมก็คิดว่าพ่อคงไม่มีเื่ด่วนอะไร”
“สิบกว่าสาย แกคิดว่าไม่ใช่เื่ด่วนสินะ”
วันชัยผู้เป็บิดาตวัดตามองทรงผมและเสื้อผ้าที่ลูกชายสวมแวบหนึ่งก่อนจะทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟารับแขกทำให้เขาจำต้องหย่อนก้นลงนั่งตามอีกฝั่งหนึ่ง
เดวิดพาดเสื้อสูทไว้ที่พนักนั่งไขว่ห้างอย่างไม่ยี่หระ เขารู้ตัวดีว่าระยะหลังเขาเฉยชาใส่ทุกคนรอบข้างแต่บางทีก็เผลอตัวทำท่าทางแบบนั้นใส่บิดา
“ถ้าด่วน ก็ต้องแบบนี้ไงพ่อจะแวะมาหาถึงที่”
“คุยกับฉันช่วยลดท่าทางยโสพวกนั้นลงบ้างเถอะ”
สีหน้าเขาจึงจืดลง ขณะยกขาลง “ว่าแต่เื่ด่วนที่พ่อพูดถึงมีอะไรเหรอครับ ผมกำลังจะออกไปทำธุระข้างนอก”
“งานยุ่งงั้นสิ”
“นิดหน่อยครับ”
บิดาจึงเริ่มถามเสียงขุ่น“นี่แกไล่เลขาฯออกอีกคนแล้วรึไง รู้ไหมว่าสามปีมานี้แกเปลี่ยนเลขามาแล้วตั้งเท่าไหร่”
“ผมไม่รู้”
“แต่ละคนอยู่ได้ไม่เกินสองเดือน นี่ยังดีหน่อยที่คนล่าสุดอยู่นานจนน่าจะสามเดือนฉันก็นึกว่าแกจะพอใจคนนี้แล้วซะอีก”
“ก็ผมไม่ถูกใจ”
“แล้วคนไหนถึงจะถูกใจแกวะ ไอ้เวร!”
เดวิดขึงตามองบิดา เมื่อถูกด่า“พ่อ ช่วยเรียกชื่อผมว่าแวน นั่นมันชื่อของผม...ส่วนไอ้เวร มันคำด่าหยาบคาย”
“ฉันไม่ได้เรียกชื่อแก แต่กำลังด่าแกว่า ไอ้ลูกเวร ต่างหาก”
เขาหงุดหงิดเมื่อถูกพ่อกวนอารมณ์จึงตัดบทดื้อๆ
“สรุปว่าพ่อมีเื่อะไรนอกจากจะมาบ่นเื่ที่ผมเปลี่ยนเลขาฯอีก ผมกำลังยุ่ง จะได้ออกไปทำธุระให้เสร็จี้เีมานั่งถูกซักฟอก เล่นตอบยี่สิบคำถาม”
คนเป็พ่อทำเป็จุปากประชด
“นับวันนี่แกชักเอาเื่ว่ะเฮ้ย! ฉันเป็ประธานนะคุณรองประธานช่วยพูดกับประธานบริษัทให้สุภาพกว่านี้หน่อยจะได้ไหมครับ”
เขาจึงได้แต่ถอนหายใจเพราะรู้ดีว่าพ่อกับเขามีนิสัยคล้ายคลึงกันราวกับถอดพิมพ์ บ่นมาบ่นกลับเถียงมาเถียงกลับ แต่ส่วนใหญ่คนแพ้ ยอมลงรอยให้จะเป็เขา เพราะอย่างไรก็เป็ลูก
“คร้าบบบ ท่านประธานใหญ่มีอะไรให้รองประธานใต้บังคับบัญชาคนนี้รับใช้มิทราบ”
พอกวนกลับ พ่อเขาก็เลยบอก
“เออ ฉันแค่จะโทร.มาบอกแกว่าฉันเลือกเลขาฯคนใหม่ไว้ให้แล้วนะ เดี๋ยวตอนบ่ายนี้เขาจะมาเริ่มงานเลย”
“ทำไมพ่อหาคนมาไวครับ”
“ขี้คร้านแกจะบอกฉันว่ามันช้าไปไหมต่างหาก”
เขานิ่วหน้ามองบิดาด้วยความรู้สึกแปลกกับประโยคที่ได้ยิน“พ่ออย่ากวนได้ไหมครับ”
“บ๊ะ! แกนี่สิชอบกวนประสาทฉัน นี่ฉันพ่อแกนะโว้ย ไอ้เวร!!”
“เอะอะก็ด่า ไอ้เวรนั่นนี่ เฮ้อ! พ่อมีแค่เื่นี้ใช่ไหมที่จะบอกผม”
“เออ จัดการด้วยละกัน”
เดวิดจึงลุกจากที่นั่งไปกดอินเตอร์คอมหมายจะสั่งงาน แต่ก็ลืมไปว่าตอนนี้ตำแหน่งเลขาฯหน้าห้องยังว่างอยู่เพิ่งจะเชิญกึ่งไล่มัดหมี่คนสวยออกไปอยู่หยกๆ จะมีใครมารับสาย...พอเหลือบตามองบิดาก็เห็นยิ้มมุมปากราวกับจะเยาะ เขาก็เลยเปลี่ยนเป็ยกหูโทรศัพท์ต่อสายภายในไปยังฝ่ายบุคคล
“คุณแก้วเห็นพ่อผมบอกเื่จะมีเลขาฯคนใหม่มาแทนคุณมัดหมี่บ่ายวันนี้ คุณจัดการให้ด้วยนะ”
“ได้ค่ะคุณเดวิดตอนนี้เธอก็มาแล้วนะคะ ให้เธอขึ้นไปรายงานตัวเลยไหมคะ?”
“ไม่ต้อง! คุณจัดการเลย ผมจะออกไปข้างนอกแล้วก็ช่วยจัดการบอกหน้าที่ของเธอแทนผมคร่าวๆไปก่อนละกันอีกพักใหญ่กว่าผมจะกลับเข้ามา”
หลังจากวางสายเขาจึงเหลือบมองบิดาอีกหน
คนเป็พ่อจึงถาม“เรียบร้อยดีไหม?”
แต่เขาไม่ตอบกลับเลี่ยงไปบอกเื่ของตัวเองแทน “ผมจะไปธุระนะครับ พ่อละ”
“ไปเหอะฉันก็ยังมีธุระที่ต้องทำอีก”
เขาเดินออกไปจากห้องรู้สึกเหมือนตาข้างขวาจะกระตุกถี่ยิบเป็ลาง...เอ...มันลางดีหรือลางร้ายกันแน่ไอ้ตาข้างขวาเนี่ย!
///////////////////////////////////////
ตลอดบ่ายที่เดวิดขับรถออกข้างนอก ตามันกระตุกยิกจนหงุดหงิดเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่คอนโดฯก็แล้วแวะนั่งจิบกาแฟที่คาเฟ่ใกล้ๆตึกของบริษัทก็แล้ว แต่ตามันยังไม่หายกระตุกสักที
แค่ตากระตุกก็ว่าแย่พอเขากำลังยกกาแฟขึ้นจิบ จู่ๆก็เกิดสะอึก สำลักกาแฟทันทีราวกับมีคนนินทาแต่ดูเอาเถอะ...ยังสะอึกไม่หยุด จนต้องรีบเช็กบิลแล้วออกจากคาเฟ่แห่งนั้นตรงเข้าบริษัททันทีลางสังหรณ์มันบอกว่าต้องมีต้นเหตุมาจากห้องทำงานเขาแน่ๆ
เมื่อเขาเดินเข้าตึก...พนักงานต้อนรับที่ฟรอนท์ข้างล่างแอบหัวเราะกันคิกคักพอเขาสบตาก็หลบวูบมีพิรุธ จนเข้าไปในโถงลิฟต์แก้วเพื่อจะขึ้นไปชั้นที่สิบห้าทุกคนที่อออยู่ในนั้นต่างยืนตัวเกร็ง ส่งสายตามีเลศนัยชอบกลจนเพิ่มระดับความหงุดหงิดให้กับเขาขึ้นไปอีก
เมื่อมาหยุดยืนที่นอกประตูกระจกสำนักงานจึงมองซ้ายขวาอย่างกังขา เห็นพนักงานแผนกอื่นลอบมองเขาทั้งที่อยู่ไกลหลาย่ตัวกำลังว่าจะดิ่งไปถามแล้ว พอดีประตูบานเลื่อนด้านนอกก็เปิดกว้างเมื่อบิดาของเขากำลังจะเดินสวนออกไป
“อ้าว! แกทำธุระเสร็จแล้วรึ ฉันว่าจะกลับอยู่พอดี”
เขาได้แต่นึกในใจ...หรือว่าพ่อเขากำลังทำอะไรที่สร้างความวุ่นวายให้ในชีวิตเขา
ใช่! พ่อเขาเคยทำ
ถ้าพ่อไม่พาผู้หญิงคนนั้นมาเป็เลขาฯส่วนตัวให้เขาเมื่อสามปีที่แล้วหัวใจเขาก็คงไม่ว้าวุ่นขนาดนี้!!
“ให้ผมไปส่งพ่อไหมครับ”
“แกทำงานของแกต่อเถอะฉันมีเอกสารที่ต้องไปเคลียก่อนกลับอีกหน่อย...อ้อ แล้วเย็นนี้ช่วยกลับไปกินข้าวที่บ้านด้วยนะพรุ่งนี้เป็วันหยุด เผื่อจะอยากกลับไปนอนค้างที่บ้านบ้าง แม่แกบ่นหามาหลายวันละไม่เจอหน้าลูกชายที่บ้านมาจะเป็เดือนแล้วมั้ง”
“พ่อก็พูดเกินไป แค่อาทิตย์เดียวเองครับ”
“แค่นั้นก็นานสำหรับแม่แกละนอนแต่คอนโดฯ บ้านช่องน่ะกลับไปให้แม่แกเห็นหน้าค่าตาบ้างวันนี้แกห้ามเบี้ยวนะ...จะได้อยู่กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว”
แล้วบิดาเขาก็ยิ้มมุมปากประหลาดพิกล
ครั้นเขาหันกลับเดินเข้าไปข้างในส่วนสำนักงานพนักงานสาวทุกคนต่างชะเง้อมองมาที่เขาอย่างสนอกสนใจ จนที่สุดเขาก็เลยหยุดเดินเข้าไปถามพนักงานคนหนึ่ง
“พวกคุณมีอะไรกัน งานการไม่ทำ ผมเห็นมองผมั้แ่เดินเข้ามาละ”
คนถูกถามส่ายหน้าหวือ รีบปฏิเสธ“ไม่มีค่ะบอส”
เขาพยักพเยิดเป็การตอบรับก่อนจะถามขึ้น
“ว่าแต่เลขาฯคนใหม่มาทำงานรึยัง?”
คนถูกถามตอบอึกอัก หันรีหันขวาง“เอ่อ...มาแล้วค่ะ”
“เป็อะไรกัน หรือว่าผมมีอะไรแปลกไป?”
เขาเริ่มสำรวจตัวเองแอบก้มมองว่าลืมรูดซิปกางเกงให้ขายขี้หน้าหรือเปล่า...ก็ไม่ได้เผอเรอขนาดนั้น...จึงมองตามเสื้อผ้าที่สวมก็รีดเรียบกริบไปทั้งตัว แอบยกดูพื้นล่างรองเท้าเผื่อจะเหยียบโดนอุจจาระสุนัขเข้ามา...ก็พบว่าปกติ ได้แต่ถามว่าแล้วมันอะไรกัน
แถมตอนนี้อาการสะอึกก็กำเริบอึ๊กๆ
พนักงานตรงหน้ากลั้นหัวเราะก่อนจะหลบตาวูบ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ตายังกระตุกยิกกลับมาพร้อมกัน...เอาเข้าไปให้มันรำคาญตัวจนหมดวัน
แต่แล้วสายตาเขากลับสะดุดบางสิ่งตรงหน้าเมื่อพื้นที่หน้าห้องทำงานส่วนตัวกลับว่างโล่ง
“โต๊ะทำงานของเลขาฯหน้าห้องผมมันหายไปไหน”
พนักงานสาวคนเดิมรีบตอบ “ย้ายไปแล้วค่ะบอส”
พอเขาหันไปรอบๆทุกคนก็ชี้นิ้วไปทางเดียวกัน
“ย้ายไปไหน”
“ในห้องของบอสค่ะ”
เขาเริ่มฉุนจัดทีเดียวหันไปถามเสียงขุ่น
“ใครสั่ง!”
“ท่านประธานค่ะ”
เขาจึงไม่รีรอ...นี่คงเป็สาเหตุตากระตุกกับสะอึกสินะพ่อของเขาต้องเป็ต้นเหตุแน่ รีบเปิดประตูผลัวะเข้าไปทันทีที่เห็นว่าโต๊ะของเลขาฯหน้าห้องอยู่ตรงไหน ใครคือเ้าของโต๊ะนั้นสายตาของเขาก็ขุ่นขวางขึ้นมาอย่างสับสน
ก็ผู้หญิงผู้เป็เลขาฯคนใหม่
เธอสวมสูทสีขาวรัดรูปเสื้อตัวในคว้านคอจนลึก ขนาดเผลอมองแวบเดียวยังเห็นร่องอกอิ่ม ผมยาวของเธอถูกรวบตึงเป็หางม้าเช่นเดียวกับกลีบปากนั้นเกลี่ยลิปสติกสีแดงสดเรียบเนียน
มันเป็แพทเทิร์นเดียวที่เขาถวิลหามาตลอดสามปี!
เพราะเธอคือคนที่ทำให้เขาเจ็บใจเสียหน้ามาจนทุกวันนี้!!
///////////////////////////////////จบบทที่ 1