ลู่ซือเดินเข้าไปยังตลาดเพื่อซื้อวัตถุดิบในการทำอาหารวันนี้ นางใช้เวลาไม่นานนักก่อนที่จะเดินกลับจวนพร้อมกับผักและเนื้อหมูจำนวนหนึ่ง วันนี้นางจะทำหมูตุ๋นโสม ให้น้องชายและแม่นมของนางได้ทาน
"คุณหนูกลับมาแล้วหรือเ้าคะ "
ประตูจวนปิดลงพร้อมกับเสียงของหญิงชราที่เอ่ยขึ้น ใบหน้าของนางแสดงออกถึงความรู้สึกโล่งใจ พร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับไว้บนหน้า
"คุณหนูรอก่อนนะเ้าคะ บ่าวจะไปทำอาหารมาให้"
"วันนี้ข้าจะเป็คนทำอาหารเองเ้าค่ะ แล้วอีกอย่างแม่นมก็เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ของลู่ซือและอาเฉิง ท่านอย่าได้แทนตนเองว่าบ่าวอีกเลยนะเ้าคะ"
"แต่ว่า...เ้าค่ะ ต่อไปนมจะจำไว้"
นางยิ้มตอบไป ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังห้องครัว เพื่อเตรียมอาหาร
"นมจุดไฟให้นะเ้าคะ ที่เหลือคุณหนูทำเองได้ใช่ไหมเ้าคะ"
แม่นมกล่าวอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ทั้งชีวิตตลอดสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา เนี่ยลู่ซือไม่เคยแม้แต่เดินเข้ามาในครัวเลยสักครั้ง เื่ทำอาหารจึงแทบเป็ไปไม่ได้เลย แล้วมาวันนี้คุณหนูของนางเป็คนเอ่ยปากเองว่าจะเป็คนทำอาหาร นางจะไม่รู้สึกห่วงได้อย่างไร
หลังจากที่จุดไฟเสร็จ แม่นมก็ขอตัวออกไปทำงานบ้านที่ยังทำค้างเอาไว้ ทำให้ตอนนี้ภายในห้องครัวจึงเหลือนางเพียงผู้เดียว นางล้วงมือเข้าไปในมิติ ก่อนที่จะนำโสมอายุกว่าสามพันปีออกมา โสมถือว่าเป็ยาบำรุงกำลัง บำรุงอวัยวะภายในร่างกาย ทั้งยังช่วยปรับสมดุล อีกทั้งโสมหัวนี้ไม่ใช่โสมคนธรรมดา แต่เป็โสมคนที่มีพลังปราณและมีอายุกว่าสามพันปี
เมือได้โสมมาแล้ว นางจึงได้นำไปล้างน้ำเพื่อเตรียมการที่จะเอามาทำอาหารในขั้นตอนต่อไปเมื่อวัตถุดิบทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มทำอาหารกันแล้ว
พร้อมกับที่น้ำในหม้อเริ่มเดือดขึ้นมา ใช้เวลาอยู่ไม่ถึงครึ่งชั่วยามหมูตุ๋นโสมของนางก็เสร็จแล้ว คล้ายกับเพิ่งนึกบางสิ่งได้ ลู่ซื้อหันไปมองที่โต๊ะทำอาหารอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเมื่อนมได้หุงข้าวเอาไว้แล้ว นางจึงรู้โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก จะให้พูดได้อย่างไรว่านางตั้งใจทำอาหาร เสียจนลืมหุงข้าว!!
ใน่เที่ยงของวัน คนทั้งสามได้ร่วมกับทานอาหารอย่างพร้อมเพรียง แม่นม และน้องชายของนางต่างชมไม่ขาดปาก ทำเอาคนทำยิ้มไม่หุบ
"อีกไม่นานพวกเราจะขายบ้านหลังนี้และออกไปอยู่ข้างนอกกัน"
"ขอแค่มีท่าน ข้าอยู่ที่ใดก็ได้ขอรับ ข้าไม่กลัวความลำบาก ข้าจะใช้ความรู้ที่ตนได้ร่ำเรียนมา ทำให้พวกเราไม่ต้องลำบากเช่นนี้อีก"
"ขอแค่เพียงคุณหนูไม่ทิ้งนม ต่อให้บุกน้ำลุยไฟ นมก็พร้อมที่จะไปกับคุณหนู"
คำพูดของทั้งสองคนทำนางชะงักไป ก่อนที่จะนึกขึ้นมาได้ว่าการเงินของพวกนางในตอนนี้อยู่ใน่ติดขัด การที่นางกล่าวออกไปเช่นนี้ พวกเขาคงคิดว่านางขายจวนเพื่อเอาเงินมาซื้ออาหารประทังชีวิตแน่แต่หากขายจริง ๆ เงินที่ได้จากการขายจวนก็พอที่จะใช้ทั้งชีวิตจริง ๆ
"ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าเพิ่งซื้อที่ดินมาผืนหนึ่ง และคิดที่จะสร้างเหลาอาหารขึ้นมา เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราคงไม่ได้กลับมาที่จวนหลังนี้แล้ว ไม่สู้นำไปขายแล้วนำมาเป็ทุนให้พวกเรายังจะดีกว่า"
"ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่เหลือเงินแล้วหรือขอรับ"
"มันควรจะเป็เช่นนั้น แต่พี่เพิ่งนึกได้ว่าตนเคยมีความคิดที่จะสร้างเหลาอาหาร จึงได้เก็บออมเงินไว้ที่ร้านรับฝากเงิน วันนี้นึกขึ้นมาได้จึงได้นำออกมา"
"เป็เช่นนี้นี่เอง"
"อีกสองวันจึงจะถึงวันนัดจ่ายค่าก่อสร้างอีกที และกว่าที่เหลาอาหารของเราสร้างเสร็จ คงใช้เวลาอีกเป็เดือน ในระหว่างนี้เราจะลองไปเช่าร้านขายอาหารกันไปก่อน เมื่อถึงวันเปิดร้านจริง ๆ ทุกอย่างคงเข้าที่เข้าทางมายิ่งขึ้น"
นางจำใจต้องเล่าความเท็จเื่เงินออกไป เพื่อให้ทั้งสองคนคลายความสงสัย
วันนัดหมายมาถึงแล้ว วันนี้หนิงอวี่เดินทางไปหานายหน้าค้าที่ดินพร้อมกับเนี่ยเฉิงผู้เป็น้องชาย
"ขออภัยที่ให้รอนานขอรับ ข้าน้อยขอแนะนำให้ท่านได้รู้จัก คนผู้นี้คือผู้รับสร้างจวนและเหลาอาหารของท่านขอรับ
ส่วนทางด้านนี้เป็ผู้รับสร้างรั้วให้แก่ท่าน ส่วนคนผู้นี้เป็ผู้รับสร้างลำธารรวมถึงต้นไม้และดอกไม้ทั้งหมด ส่วนคนสุดท้ายจะเป็ผู้รับทำเก้าอี้ โต๊ะและของตกแต่งทั้งหมดขอรับ หากสงสัยสิ่งใดท่านถามพวกเขาได้เลย"
นายหน้าแนะนำคนทั้งหมดให้แก่ลู่ซือได้รู้จัก แต่ละคนมาจากร้านที่แตกต่างกัน พวกเขามีคนงานที่พร้อมที่จะเริ่มทำงานในทันที ทั้งยังเป็มืออาชีพที่เคยทำงานให้วังหลวงมาแล้ว
"พวกท่านเห็นสิ่งที่ข้า้าหมดแล้วใช่หรือไม่ เื่เงินไม่ใช่ปัญหา ขอแค่พวกท่านทำได้อย่างที่ข้า้าก็พอ"
ตัวแทนทั้งสี่คนพยักหน้าตอบรับในทั้นที ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มอธิบายงบประมาณต่าง ๆ
"เมื่อรวมทั้งหมด ราคาจะอยู่ที่ หนึ่งพันเก้าร้อยแปดสิบเก้าตำลึงทองขอรับ ท่านสามารถจ่ายก่อนครึ่งหนึ่งและจ่ายอีกครึ่งหลังจากที่งานเสร็จสิ้นได้"
ลู่ซื้อหยิบตั๋วเงินออกมาทั้งหมดสองพันตำลึงทอง ก่อนที่พวกเขาจะลงนามในหนังสือสัญญา ซึ่งถือว่าเป็อันเสร็จสิ้น
"ระยะเวลาทั้งสิ้นไม่เกินสี่สิบวันขอรับ ท่านสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ตลอดเวลา ขอบคุณที่ไว้ใจและใช้บริการขอรับ"
เมื่อจัดการเื่การสร้างจวนและเหลาอาหารเสร็จแล้ว สองพี่น้องก็เดินทางมายังย่านการค้าของเมือง
"เราควรมองหาร้านที่อยู่ไม่ไกลจากย่านการค้าใช่หรือไม่ขอรับ"
"เป็เช่นนั้น "
ย่านการค้าของเมืองย่อมเป็พื้นที่ที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายแย่งชิงพื้นทีกัน ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่ปล่อยเช่าให้กับนางโดยง่าย
"หากไม่มีเงินจ่ายพวกเ้าก็ออกไปซะ!! ส่วนร้านนี้ก็ถือว่าจ่ายดอกให้นายท่านของข้า!!"
"อัก!!"
"ข้าขอเวลาอีกสองวัน...ข้าจะหาเงินมาคืนให้ทั้งหมด แต่ขอร้อง...อย่างทำร้ายลูกและเมียของข้า...อ๊ากกก!!"
ชายรูปร่างผอมแห้ง พยายามก้มหัวคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนกลุ่มชายฉกรรจ์ตรงหน้า โดยมีภรรยาและลูกสาวนั่งร้องไห้อยู่มุมหนึ่งของร้าน
"คนผู้นี้เป็หนี้พวกเ้าเท่าไหร่ "
"เ้ามาอยู่ตรงนี้ั้แ่เมื่อไหร่!!"
ชายฉกรรจ์ผู้เป็หัวห้าอยู่ในความใ แม้สตรีร่างเล็กผู้นี้จะดูไม่เป็พิษเป็ภัย แต่การที่นางเข้ามาและยืนอยู่ตรงนี้ได้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว ย่อมไม่อาจดูเบาได้
"เ้าถามเช่นนี้คิดจะจ่ายแทนพวกมันเช่นนั้นหรือ สาวน้อยหากเ้ายินยอมให้พวกพี่เชยชม ไม่แน่ว่าพวกพี่จะยอมลดหนี้ให้พวกมันสักตำลึงเงิน ฮ่า ๆ ๆ"
ชายฉกรรจ์ที่อยู่ด้านหลังสุดกล่าวขึ้น พร้อมกับก้าวไปหาสตรีตรงหน้า มันไม่เหมือนพวกพี่ ๆ ของมัน เพียงสตรีคนเดียวมีสิ่งใดให้กลัวกัน
"อัก!!"
ร่างของชายฉกรรจ์ลอยข้ามอีกสี่คน ก่อนที่จะตกลงพื้น พร้อมทั้งกระอักเืคำโต
"จ...เ้า!!"
"พี่ใหญ่!! หรือว่านางจะเป็จอมยุทธ์!!"
หนึ่งในชายฉกรรจ์ที่เหลือเอ่ยขึ้น ในสายตาพวกเขาตอนนี้ นอกจากความเคียดแค้นยังมีความหวาดกลัวแสดงออกมาให้เห็น
"เ้าเป็ผู้ฝึกวรยุทธ์!!"
"ใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร"
"จ..เ้า!!"
"ข้าจะให้โอกาสพวกเ้าอีกครั้ง พวกเขาติดหนี้พวกเ้าอยู่เท่าใด "
"ยี่สิบตำลึงทอง พวกเขาติดเงินนายของข้าอยู่ยี่สิบตำลึงทอง!!"
"ไม่จริง บิดาข้ายืมมาเพียงแค่ห้าตำลึงทองเท่านั้น เหตุใดหนี้จึงเพิ่มมากมากเท่านี้!"
เด็กหญิงที่อยู่ในอ้อมกอดของมารดากล่าวขึ้น ถึงแม้นางจะหวาดกลัว แต่นางไม่คิดจะให้ใครมาเอารัดเอาเปรียบ
คล้ายกับลู่ซือเห็นภาพศิษย์คนแรกของนางซ้อนทับกับเด็กหญิง ครั้งแรกที่นางได้เจอกับศิษย์เอกของนางก็เป็สถานการณ์ที่คล้ายกันนี้
"นังเด็กนี่!!"
"หยุดซะ!! หนูน้อยเ้าชื่ออะไร"
เพียงแค่คำพูดของนาง ชายฉกรรจ์ที่เหลือก็เงียบลงในทันที ก่อนที่นางจะเดินไปหาเด็กหญิงผู้นั้น
"ข้าแซ่ จิง นามลู่จิว จิวที่แปลว่าหยกเ้าค่ะ"
เด็กหญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง นางชอบพี่สาวคนนี้
ภาพที่เคยซ้อนทับ เด่นชัดขึ้นอีกครั้ง ดวงตางามมีน้ำตาไหลเอ่อออกมา
"ท่านพี่เป็อะไรไปขอรับ"
'ต่อไปนี้เ้าชื่อว่า ลู่จิว จิวที่แปลว่าหยก"
คำพูดที่เด็กหญิงพูดออกมา คือคำเดียวกับที่นางเคยพูดกับศิษย์เอกเมื่อพันกว่าปีก่อน...ใช่เ้าจริงหรือลู่จิว...
"ท่านพี่ ...ท่านพี่ขอรับ"
เสียงเรียกของผู้เป็น้องชาย ทำให้นางหลุดออกจากภวังค์
"นี่เงินสิบตำลึงทอง หากนายท่านของพวกเ้ายังไม่พอใจข้าจะไปหาเขาเอง!!"
"ขอรับ! ขอรับ!!"
ชายฉกรรจ์ผู้เป็พี่ใหญ่เมื่อได้รับเงินมา พวกเขาก็รีบจากไปในทันที
"ข้าเพิ่งรู้เลยนะขอรับ ว่าท่านพี่เองก็เป็จอมยุทธ์ที่เขาร่ำลือกันด้วย พี่สาวของข้าเก่งกาจที่สุด!!"
เนี่ยเฉิงเอ่ยชมพี่สาวของตนด้วยความตื่นเต้น ใครจะไม่ตื่นเต้นดีใจบ้างเล่า จอมยุทธ์นั้นมีอยู่น้อยนิด อีกทั้งส่วนมากยังทำงานให้เหล่าขุนนางและคนในวัง มีเพียงน้อยนิดที่แยกตัวออกมาเป็อิสระ
"อย่าเพิ่งดีใจ ช่วยเหลือคนเจ็บเสียก่อน"
"ขอบคุณท่านทั้งสองมากขอรับ ที่ช่วยข้าและครอบครัวไว้ ไม่เช่นนั้น...ข้าเองก็ไม่รู้จะเป็เช่นไร..."
"พี่สาว ขอบคุณนะเ้าคะ"
เด็กน้อยกล่าวขอบคุณพลางยิ้มหวาน
"หากอยากขอบคุณข้าจริง ๆ ให้ข้าเช่าร้านของพวกเ้าหน่อยได้หรือไม่"
"!!"
"ท่าน..."
"พี่สาวของข้าจะเปิดเหลาอาหาร ร้านที่สร้างอยู่จะเสร็จในอีกสี่สิบวันขอรับ ในระหว่างนี้พวกข้าจึงอยากจะลองเปิดที่นี่ดูเสียก่อน "
"ข้าจะจ่ายค่าเช่าให้ จะช่วยซ่อมแซมโต๊ะและเก้าอี้ที่เสียหายให้ด้วย"
"ไม่ขอรับ...ไม่ใช่เช่นนั้น เพียงแต่ร้านของพวกเราดูจะไม่เหมาะสมกับท่านนัก ร้านที่ทั้งเก่าและทรุดโทรมเช่นนี้ มีแต่จะทำให้ท่านขาดทุนเสียเปล่า"
"ท่านพ่อ...ให้พี่สาวเช่าเถิดนะเ้าคะ"
"ท่านกล่าวเกินจริงไปไม่น้อย ร้านของท่านเพียงเก่าแต่หาได้ทรุดโทรม ทำความสะอาดเสียหน่อย ซื้อโต๊ะและเก้าอี้ใหม่ ของตกแต่งที่เหมาะสม ก็เป็ร้านที่ดีร้านหนึ่งแล้ว"
"เอ่อ...เช่นนั้นก็ได้ขอรับ ข้าตกลงให้ท่านเช่า"
เนี่ยลู่ซือหันไปยิ้มบางให้ผู้เป็น้องชาย ในที่สุดก้าวแรกของพวกเขาก็เริ่มขึ้นแล้ว
****