เช้าวันต่อมา
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ไม่คิดยอมแพ้ง่าย ๆ ถ้าเขาไม่มาให้เห็นหน้า นางจะเป็ฝ่ายไปดูเขาด้วยตัวเองและถ้าที่แห่งนั้นห้ามสตรีเข้าไป นางจึงเรียกเมิ่งเซียงมาช่วยแต่งกายเป็บุรุษอีกครั้ง
เ้านายและสาวใช้รีบตรงดิ่งไปยังลานประลองกองรบที่สิบ ทหารในค่ายต่างพากันมารวมตัวอยู่ในที่แห่งนี้จนแทบไม่มีที่ยืน ร่างบางทั้งสองจึงค่อย ๆ แทรกตัวเข้าไปมุมหนึ่ง
“คุณหนู รองแม่ทัพมาแล้ว” เมิ่งเซียงกระซิบบอกแล้วชี้ไปยังทางซ้ายมือ
หน่วยซิงอวี่บางคนแฝงตัวเข้ามาในสนามประลองเพื่อให้กำลังใจหัวหน้าตนเอง ทั้งยังวางเดิมพันด้วยว่าชนะอย่างขาดลอย ในขณะที่คนอื่น ๆ เทข้างแม่ทัพหลี่ผู้มีองค์หญิงเยว่หลิงอยู่เื้ั อีกทั้งยังชนะประลองในทุกปีเพราะไม่มีใครกล้าทำอันใดเขาอีกต่างหาก
ไม่นานนัก พวกเขาสองคนก้าวเข้าสู่สนาม สายตาเปลี่ยนไปแทบทันที ใครเห็นต่างก็คิดว่าผลสรุปคงออกมาไม่เหมือนอย่างเคยเพราะท่าทีทั้งคู่เหมือนใช้สนามครั้งนี้เพื่อสะสางความแค้นเสียอย่างนั้น
แม่ทัพหลี่ชำนาญเื่ดาบ ส่วนหยางเสวี่ยเฟยที่สันทัดเพลงกระบี่ยั่วยุอีกฝ่ายด้วยการเลือกดาบมาประลอง แสยะยิ้มท้าทายราวกับบอกเป็นัยว่าหากคู่ต่อสู้ชนะนั่นก็เป็เพราะรองแม่ทัพเลือกอาวุธไม่เหมาะกับตัวเองมากกว่า ไม่ใช่ชนะเพราะฝีมือเหนือกว่าอย่างที่ใครหลายคนรู้
คำพูดกลางลานประลองมีเพียงคนสองคนที่ได้ยินเพราะรอบข้างเต็มไปด้วยเสียงจอแจของผู้ชม
“เฮอะ…” หลี่ิฮ่าวยิ้มมุมปาก “ในเมื่อเ้าคิดเช่นนั้นก็ทำให้สุดฝีมือเถอะ”
“เื่นั้นแน่นอนอยู่แล้วแต่ถึงข้าจะแพ้เ้า สภาพาแเต็มตัวคงจะทำให้นางใจอ่อนกับข้าบ้าง” หยางเสวี่ยเฟยเลิกคิ้วแล้วมองคู่ต่อสู้ด้วยดวงตาคมกริบ เอ่ยอย่างมีความนัย “เสิ่นอวี้หลานเป็ของข้า”
“หุบปาก!” เขาชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ที่อีกฝ่ายพูดถึงคนรักของตัวเอง
“เ้าก็ดีแต่พูด ไม่เคยทำสิ่งใดเพื่อนางสักอย่าง หากวันข้างหน้า องค์หญิงทรงรบเร้าฝ่าาว่ามีพระประสงค์อภิเษกกับเ้า คนอย่างเ้าก็คงตอบรับ ไม่คิดปฏิเสธ ทั้งยังไม่กล้ายืนหยัดเพื่อความรักที่อวี้หลานมีให้เ้า นับว่าขลาดกลัวโดยแท้”
“คนอย่างเ้ามีสิทธิ์พูดเช่นนี้หรือ เหตุใดจึงไม่คัดค้านที่ต้องแต่งงานกับสตรีที่ไม่ได้รักอย่างมู่หรงเซียวด้วยเล่า นั่นเพราะขลาดกลัวเช่นเดียวกันไม่ใช่หรือ”
แม้หลี่ิฮ่าวจะพูดออกไปอย่างนั้นแต่ทั้งคู่รู้ดีว่าบุญคุณต้องทดแทน ฮ่องเต้ช่วยพวกเขาจากความอดอยากในวัยเยาว์จึงไม่อาจทำเมินเฉยได้ หากวันหนึ่งต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักเพราะความ้าของเขา
“เ้าแต่งงานมีฮูหยินเป็ของตัวเองแล้วจะมายุ่งกับอวี้หลานทำไม คนแบบเ้าไม่มีเกียรติยิ่งนัก” เวลานี้หลี่ิฮ่าวมองว่าลูกน้องของตัวเองช่างเป็คนที่หลายใจ
“ข้าจะมีฮูหยินกี่คนแล้วอย่างไร เกี่ยวอันใดกับเ้า”
“หากรักนางคนเดียวไม่ได้ก็ปล่อยนางไป สงสารฮูหยินของเ้ายิ่งนักที่สามีพูดเช่นนี้ลับหลัง” ชายหนุ่มพูดกระทบคนตรงหน้าไม่ยอมความ “อย่ามายุ่งกับอวี้หลาน”
“แต่ครานี้ข้าจักทูลขอสมรสพระราชทานจากฝ่าา นางเป็คนจิตใจดี ยิ่งเ้าทำร้ายความรู้สึกนางมากเท่าไหร่ ข้าย่อมมีโอกาสมากขึ้นเท่านั้น ข้าจะทำให้นางตัดใจจากเ้าให้ได้” น้ำเสียงท้าทายทำให้หลี่ิฮ่าวโมโหจนหน้าดำหน้าแดง
แม้เชื่อว่าเสิ่นอวี้หลานมีใจให้ตัวเองแต่ระแวงคนตรงหน้า กลัวว่าเขาจะมาแย่งความรักของหญิงสาวไป
เพียงคิดภาพคนรักของเขาในอ้อมกอดหยางเสวี่ยเฟยก็รู้สึกว่ายอมไม่ได้จึงตวัดดาบจ่อลำคออีกฝ่าย แรงกดจากปลายดาบเกือบทำให้ได้เืั้แ่ยังไม่เริ่ม
“หากเ้าทูลขอ ข้าจะคัดค้าน”
“หากนางยินยอมตกลงปลงใจกับข้าเล่า เ้าจักทำสิ่งใดได้” หยางเสวี่ยเฟยยั่วยุอารมณ์คนตรงหน้าแล้วยิ้มเ้าเล่ห์ “วันนี้ก็อัดข้าให้ยับไปเลยสิ ข้าจะได้ไปออดอ้อนให้นางทำแผลให้”
“หยางเสวี่ยเฟย!!!” เสียงะโดังลั่นทำให้ผู้คนเงียบเสียงไปโดยปริยาย บรรยากาศมาคุยิ่งทำให้พวกเขาตื่นเต้นมากกว่าปกติ
หลี่ิฮ่าวฟาดดาบลงมาทั้งที่ยังไม่มีสัญญาณบอกให้เริ่มเพราะอดกลั้นความโกรธเคืองไม่ไหวทำให้อีกฝ่ายได้ใจกว่าเดิม
หลังจากนั้นทั้งคู่เริ่มปะทะกัน ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร แม้รองแม่ทัพหยางจะชำนาญเพลงกระบี่แต่เขาก็มีทักษะด้านเพลงดาบไม่น้อยเพราะหน่วยซิงอวี่เป็หน่วยพิเศษของกองรบที่สิบ เคลื่อนไหวเงียบเชียบ สังหารโดยไร้ร่องรอย คนในหน่วยจึงเก่งกาจมากกว่าทหารทั่วไป
“คุณหนู อย่ามองเลยเ้าค่ะ” เมิ่งเซียงปิดตาตัวเองไม่เคยเห็นผู้ใดฟาดฟันกันเอาเป็เอาตายเพียงนี้ หากไม่รู้ว่าคนทั้งคู่คือทหารกองรบเดียวกันก็คงคิดว่าแม่ทัพสองแคว้นสู้รบกันเป็แน่
มู่หรงเซียวถอนหายใจทุกครั้งที่เห็นเขาถูกอีกฝ่ายตวัดดาบปะทะเข้าหา “เหตุใดจึงต้องรุนแรงกันนัก”
เมื่อถามตัวเองเช่นนั้นกลับได้คำตอบในใจ หากเหตุการณ์ตรงหน้าดำเนินตามเนื้อเื่เดิม จุดชนวนของการท้าทายย่อมเป็เพราะเสิ่นอวี้หลานอย่างแน่นอน
ปัก!
ดวงตาสีทับทิมเบิกโตเพราะหยางเสวี่ยเฟยถูกดาบตวัดเฉือนคิ้วข้างนั้นจนเืกระฉูด นางเป็ห่วงเขาจนใจเต้นระส่ำนึกอยากไปห้ามคนทั้งคู่โดยเร็ว
“หยางเสวี่ยเฟย!” หญิงสาวโพล่งออกมาทันควัน ใจเต้นระส่ำเพราะเหตุการณ์ตรงหน้า
่จังหวะที่หยางเสวี่ยเฟยเอามือปิดดวงตาข้างหนึ่งของตัวเอง หลี่ิฮ่าวฉวยจังหวะนั้นจบการประลองด้วยการยกขายาวแล้วถีบหน้าอกคู่ต่อสู้เข้าเต็มแรงจนร่างสูงกระเด็นกลิ้ง
“หลี่ิฮ่าว เ้ากล้าทำร้ายสามีข้าหรือ” มู่หรงเซียวกำมือสองข้างแน่น ฉุนเฉียวที่อีกฝ่ายทำให้หยางเสวี่ยเฟยมีาแ “หากข้ามีคันธนูอยู่ในมือล่ะก็ ตัวเ้าเป็รูแน่”
“คุณหนู ใจเย็น ๆ ก่อนเ้าค่ะ รองแม่ทัพไม่เป็อันใดมากหรอก” เมิ่งเซียงดึงแขนห้ามเ้านายตัวเองเอาไว้
จังหวะที่กำลังเืลมพลุ่งพล่าน มู่หรงเซียวเผลอสบตากับหยางเสวี่ยเฟยพอดีจึงกดศีรษะเมิ่งเซียงหลบลงข้างล่างทันควันแล้วค่อย ๆ ย่องออกไปจากลานประลองแห่งนั้นเพราะกลัวถูกจับได้แล้วโดนบ่นจนหูชาที่แต่งกายเป็บุรุษแอบเข้ามาในที่หวงห้าม
นางกลับไปรอฟังข่าวคนในใจที่จวนสกุลหยางแต่รอแล้วรอเล่ากลับไม่เห็นเหมือนเคย พึมพำกับเมิ่งเซียงว่า “ข้าคงคิดไปเองกระมังว่าเวลานั้นได้สบตากัน ในเมื่อไม่เคยบอกว่ามีประลองก็คงคิดว่าข้าไม่รู้ใช่หรือไม่ว่าเขาาเ็”
“คงจะเป็เช่นนั้นเ้าค่ะ” เมิ่งเซียงไม่คิดว่าเขามีเหตุผลอื่น “รองแม่ทัพไม่กลับมาเพราะกลัวคุณหนูเห็นาแพวกนั้นแล้วจะใ แต่ข้าว่าอีกไม่นานเขาจะแวะมาหาคุณหนูที่จวนเหมือนอย่างเคยแน่นอน”
สาวใช้มั่นใจเพราะคาดเดาจากการกระทำที่ผ่านมาของเ้าของจวนสกุลหยางแต่ต้องนิ่วหน้าเมื่อเห็นหยางเสวี่ยฮวาพูดเื่ที่กระทบจิตใจเ้านาย
“เ้าไม่จำเป็ต้องรอท่านพี่หรอก นับั้แ่นี้ไป ท่านพี่คงไม่กลับมาหาเ้าแล้ว” เด็กสาวพูดด้วยสีหน้าราวกับเป็ผู้ชนะ
“…” ฮูหยินชินแล้วที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้จากน้องสาวของเขา
“ข้าจะบอกให้เ้ารู้ก็ได้ว่าตำแหน่งหัวหน้าอย่างท่านพี่ไม่จำเป็ต้องนอนในค่ายฝึกด้วยซ้ำ แต่เป็เพราะเขาเบื่อเ้าแล้วต่างหาก เวลานี้ก็คงอยู่กับท่านพี่อวี้หลานที่เรือนยา ทำแผล พูดคุย ใกล้ชิดตามประสาคนที่มีความรู้สึกดี ๆ ให้กัน”
นางมองพี่สะใภ้ด้วยความอยากเอาชนะ แต่ถึงจะพูดออกมาเช่นนี้ มู่หรงเซียวมั่นใจแล้วว่าชนวนเหตุของการประลองมาจากเสิ่นอวี้หลาน สิ่งที่หยางเสวี่ยฮวาพูดคือประโยคที่บรรยายเหตุการณ์ทั้งหมด
“อยากพูดอันใดก็พูดมาเถิดเพราะถึงอย่างไรข้าก็เป็ฮูหยินจวนสกุลหยางและเป็พี่สะใภ้ของเ้า” มู่หรงเซียวยิ้มบางรู้ว่านางพูดกระทบเพราะไม่ชอบหน้าและเตรียมใจรับมือเื่นี้ไว้บ้างแล้ว
“ข้าไม่เคยนับเ้าเป็พี่สะใภ้” นางดื้อดึงและค้านหัวชนฝา “ข้าได้ยินท่านพี่พูดว่าจะทูลขอสมรสพระราชทานจากฝ่าา ท่านพี่จะแต่งงานกับท่านพี่อวี้หลานแล้วเ้าก็จะกลายเป็แค่คนนอก”
“ทำไมถึงได้พูดประโยคนี้ได้ไม่ผิดเพี้ยนเลยนะ” มู่หรงเซียวพึมพำเพราะจำคำนี้ได้ขึ้นใจจึงยอมตามน้ำเพราะไม่อยากวุ่นวาย ปล่อยให้เด็กสาวยืนหงุดหงิดอยู่คนเดียว
แม้เช้าวันต่อมา หยางเสวี่ยเฟยจะไม่กลับมาที่จวนเหมือนเคยแต่มู่หรงเซียวก็ตั้งใจทำสำรับอาหารไปให้เขาถึงค่ายฝึกโดยที่ไม่รู้เลยว่าเขาไม่แตะอาหารเ่าั้สักคำเดียวแต่มีคนอื่นกินแทนอย่างเอร็ดอร่อย
แม้กระทั่งวันเทศกาลมาถึง ผู้คนต่างพากันเดินชมความรื่นเริงรอบเมือง นางยังคงรออีกฝ่ายกลับมาที่จวนเพราะกลัวคลาดกัน หวังว่าอย่างน้อยจะได้เที่ยวเล่นกับเขาในวันสุดท้ายก็ยังดี
หากแต่สิ่งที่วาดฝันไว้ก็เป็แค่ความคิดเรื่อยเปื่อย นางรอเก้อจนพลาดอะไรไปหลายอย่าง ครั้นจะแอบหนีไปฟังเสียงกู่ฉินก็ไม่กล้าเพราะสัญญากับอีกฝ่ายเอาไว้จึงได้แต่อยู่ในจวนด้วยความห่อเหี่ยว
เสิ่นจื้อเหลียงแอบเข้ามาในจวนตอนเช้าตรู่แต่ถูกมู่หรงเซียวจับได้ ดวงตาสั่นระริกเพราะต้องเผชิญหน้ากับเ้านายอีกคนของเรือน
“เ้าซ่อนอะไรไว้ข้างหลัง” หญิงสาวเอ่ยถาม แววตาเต็มไปด้วยความกดดันคาดคั้นให้เขาคายความจริงออกมา
“หัวหน้าสั่งให้ข้ามาเอาของสำคัญไปขอรับ” เ้าตัวตอบตะกุกตะกักไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเพราะเวลานี้มีความลับมากมายเหลือเกิน ทั้งเื่สำรับอาหารที่หยางเสวี่ยเฟยให้เขากิน ทั้งยังถูกสั่งห้ามไม่ให้บอกมู่หรงเซียวด้วยว่าเขาทำอย่างนั้น
เด็กใหม่หน่วยซิงอวี่ยังคงไม่กล้าสบตาฮูหยินสกุลหยางอยู่วันยังค่ำ เผชิญหน้ากับศัตรูยังง่ายกว่ารับมือกับนางเสียอีก
มู่หรงเซียวเอื้อมมือออกไปหยิบกล่องไม้ที่คนตรงหน้าซ่อนไว้ข้างหลัง “ลึกลับถึงขนาดให้ข้าดูไม่ได้เลยหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นขอรับ” เขาส่ายหน้าทันควัน แววตาสั่นระริก ไม่รู้จะแก้สถานการณ์อย่างไร ครั้นคิดเอื้อมมือคว้ากล่องนั้นมาแล้ววิ่งหนีก็คงทำได้แต่หัวหน้าไม่ได้สั่งอย่างนั้น ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่จึงอยากให้ฮูหยินเห็นของข้างใน
ดวงตาสีทับทิมมองปิ่นหยกลายดอกอวี้หลานผลิบานที่อยู่ในกล่องไม้ พลันถอนหายใจ สีหน้าเศร้าสร้อยทันใดเพราะรู้ดีว่าผู้ใดเป็เ้าของปิ่นอันนี้จึงคืนของให้เสิ่นจื้อเหลียง
“รีบไปเถอะ เขาคงรอเ้าอยู่” นางพูดแต่เพียงเท่านั้นแล้วหันหลังกลับเรือนหลัก บอกกับเมิ่งเซียงว่ารู้สึกเวียนหัวเล็กน้อยจึงอยากพักผ่อน
แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะผิดเพี้ยนไปบ้าง หากแต่สุดท้ายหยางเสวี่ยเฟยก็มอบปิ่นหยกให้เสิ่นอวี้หลานอยู่ดี ความคิดในใจฟุ้งซ่านโดยไม่รู้ตัว เมื่อได้อยู่ตามลำพังจึงร้องไห้สะอึกสะอื้นที่เื่ราวทุกอย่างดำเนินไปตามบทเดิมของนิยาย
พลันเข้าใจแล้วว่ามู่หรงเซียวถูกลิขิตให้ต้องเสียใจเพราะหยางเสวี่ยเฟย บางทีความรักที่เขามีให้ก่อนหน้าอาจจะเป็เพียงภาพมายาที่ปรากฏเพียงชั่วครู่ให้นางได้ััถึงความสุขที่ปรารถนาแล้วพรากมันไปอย่างไร้เยื่อใย
ในขณะที่อีกฟากหนึ่ง เสิ่นอวี้หลานกำลังทำแผลที่เกิดจากการประลองให้หยางเสวี่ยเฟย
“โอ๊ย!” เขาทำหน้ามุ่ยเพราะหญิงสาวกดแผลใส่ยาแรงเกินไป “ข้าเจ็บนะอวี้หลาน”
“เหตุใดจึงไปยั่วยุเขาเช่นนั้นเล่า” นางเอ่ยถามแล้วชุบยามาทาทับอีกรอบหนึ่ง
“แล้วได้ผลหรือไม่ เ้านั่น… พูดสิ่งใดกับเ้าบ้าง” เ้าตัวรอฟังคำตอบด้วยสีหน้าระรื่น “หากไม่เป็ผล ข้าจะหาวิธีอื่นกระตุ้นให้เขายอมรับ”
“ข้ารู้ว่าท่านพี่เป็ห่วงข้าแต่ว่าเวลานี้ท่านควรเป็ห่วงเื่ของตัวเองไม่ใช่หรือ”
หยางเสวี่ยเฟยถอนหายใจ ครุ่นคิดอย่างหนักว่าเป็เพราะสิ่งใดมู่หรงเซียวจึงทำเช่นนั้น แต่ไม่ว่าจะหาเหตุผลใดมาแย้งก็หาคำตอบไม่เจออยู่ดี
“เื่สำคัญเช่นนี้ ท่านพี่ควรพูดคุยกับนางให้เข้าใจ”
“เฮอะ…” หยางเสวี่ยเฟยไม่อยากพูดถึงเื่นี้แล้วด้วยซ้ำ นางไม่บอกเขาเพราะไม่้าให้รู้ เช่นนั้นเขาก็จะทำเป็ไม่รู้ต่อไป ปล่อยให้นางคิดว่าเขาโง่งมถูกนางหลอกได้ตามใจ
เวลานั้น เสิ่นจื้อเหลียงถือกล่องไม้เดินมาพอดีจึงยื่นให้แล้วบอกว่า “ฮูหยินเห็นปิ่นหยกแล้วขอรับ”
“นางว่าอย่างไรบ้าง” ชายหนุ่มรีบถามด้วยความสงสัยว่าบุตรสาวแม่ทัพใหญ่จะแสดงทีท่าอย่างไรเมื่อเห็นปิ่นลายดอกอวี้หลาน จะหึงหวง โกรธเคืองเขาหรือไม่
“บอกให้ข้ารีบมาที่ค่ายขอรับ”
“แค่นั้นหรือ” รองแม่ทัพหยางถามอีกครั้ง สีหน้าไม่สบอารมณ์เล็กน้อยจนเสิ่นจื้อเหลียงเหงื่อแตกพลั่กอีกรอบหนึ่ง คิดในใจว่าไม่น่าเลย ไม่น่าเจอกับเ้านายทั้งสองคนเลย
“ขอรับ” เด็กใหม่พยักหน้าไม่รู้จะพูดสิ่งใดแล้วเพราะฮูหยินไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ก่อนที่เ้าตัวจะขอหลบไปฝึกกับคนในหน่วยต่อ
“…” เสิ่นอวี้หลานมองคนข้างกาย ไม่รู้จะปลอบใจอย่างไรเพราะเื่ของตัวเองก็ยังไม่รอด
หยางเสวี่ยเฟยนิ่วหน้าไม่พอใจแล้วบอกเสิ่นอวี้หลานว่า “ปิ่นหยกนี้ข้าให้เ้าเป็ของขวัญ ตั้งใจว่าจะให้ตั้งนานแล้วแต่ว่าให้ตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน นับจากนี้ปักปิ่นของข้าแทนของเขาก็แล้วกัน”
ครั้นได้ยินแผนที่อีกฝ่ายวางไว้ถึงกับส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ท่านพี่ ข้าเตือนแล้วนะเ้าคะ” หากแต่หยางเสวี่ยเฟยยังคงดื้อรั้นจึงทำได้แค่ยอมทำตามโดยปริยาย