บทที่ 19 ค่ายกลัพิโรธ
“ครืน”
เย่อู๋เชวียหลับตายืนนิ่งไม่ไหวติง ร่างกายของเขาปลดปล่อยรัศมีสีทองสว่างไสวกลายเป็ภาพที่น่าเกรงขามอย่างยิ่ง!
ิญญาจันทราสีเงินซีดที่อยู่ข้างหลังเขาสั่นะเืเล็กน้อยจากนั้นมันค่อยๆ ลอยต่ำลงมาจนอยู่ในระดับเดียวกันกับแผ่นหลังของเย่อู๋เชวีย
แม้ว่าตอนนี้จะเป็่เวลากลางคืนแต่ด้วยแสงที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากิญญาจันทราของเย่อู๋เชวียพื้นที่หลายสิบวาที่อยู่รอบๆ ก็สว่างไสวราวกับเป็เวลากลางวัน
หลินอิงหลัวมองไปยังเย่อู๋เชวียด้วยความใเล็กน้อยดูจากคลื่นพลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของเขาเห็นได้ชัดเจนว่าเย่อู๋เชวียในตอนนี้มีความแข็งแกร่งไม่เป็รองพวกนางที่อยู่ในอาณาจักรหลอมรวมิญญาอย่างแน่นอน!
ในสายตาของหลินอิงหลัวนางรู้สึกว่าเย่อู๋เชวียเป็ผู้บ่มเพาะอาณาจักรวีรชนที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่นางเคยพบรัศมีพลังของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ามันลึกล้ำราวกับัจากห้วงสมุทรความแข็งแกร่งของเขาแตกต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง!
ซือหม่าอ๋าวก็ขมวดคิ้วและมองไปยังเย่อู๋เชวียอย่างระมัดระวังเห็นได้ชัดว่าิญญาจันทราในอาณาจักรวีรชนของเย่อู๋เชวียทำให้เขาเกิดความกดดันเล็กน้อย
หลังจากเวลาผ่านไปชั่วครู่
จิติญญาการต่อสู้แห่งกฎศักดิ์สิทธิ์ก็ค่อยๆสงบลง และเย่อู๋เชวียก็ลืมตาขึ้น แม้ว่าสีหน้าของเขาจะยังสงบแต่ประกายแห่งความสุขยังคงปรากฏขึ้นในดวงตาของเขาอย่างไม่อาจปิดบังได้
เย่อู๋เชวียรู้สึกถึงคลื่นพลังที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างกายไม่ว่าจะเป็ความหนาแน่นหรือปริมาณของพลังปราณล้วนได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หลังจากควบแน่นิญญาจันทราได้สำเร็จเย่อู๋เชวียรู้สึกว่าเขามีพลังมากกว่าตอนที่อยู่ในอาณาจักรหลอมรวมร่างกายนับสิบเท่า!
ด้วยความแข็งแกร่งในตอนนี้เย่อู๋เชวียมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าเขาสามารถสังหารมู่หรงเทียนด้วยการโจมตีเพียงหมัดเดียวเท่านั้น!
“ครืน…”
ิญญาจันทราที่อยู่เื้ัเย่อู๋เชวียทำให้เขาััได้ถึงประสบการณ์ที่แปลกใหม่การปรากฏตัวของมันส่งผลให้จิตใจของเขาสงบเยือกเย็นกว่าตอนที่อยู่ในอาณาจักรหลอมรวมร่างกายอย่างชัดเจนภายใต้ความรู้สึกนี้เย่อู๋เชวียรู้ว่ามันแทบเป็ไปไม่ได้เลยที่เขาจะหลุดจากการควบคุมจิตใจของตัวเอง
“ดี ดีมาก!พร์ของพวกเ้าทั้งสามเหนือกว่าที่ข้าคำนวณไว้ด้วยซ้ำ!พวกเ้าคู่ควรกับคำว่าอัจฉริยะแห่งยุคอย่างแท้จริง ฮ่าๆๆ”
เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสุขของฉีซื่อหลงดังขึ้นและหนุ่มสาวทั้งสามคนก็รีบแสดงความเคารพอย่างนอบน้อมทันที
“ขอบคุณท่านเ้าเมืองบุญคุณครั้งนี้พวกเราจะไม่ลืมเลือนตลอดกาล!”
สำหรับสิ่งที่ฉีซื่อหลงทำเย่อู๋เชวียและคนอื่นๆ ต่างรู้สึกสำนึกบุญคุณอย่างจริงใจ
“ฮ่าๆ ไม่จำเป็ต้องขอบคุณข้าครั้งนี้เ้าทั้งสามคนเป็ตัวแทนของเมืองหลงกวง เพื่อเข้าร่วมสมรภูมิร้อยเมืองข้าในฐานะเ้าเมืองย่อมต้องให้ความช่วยเหลืออย่างดีที่สุดเอาละตอนนี้พวกเ้าเพิ่งทะลวงอาณาจักรได้สำเร็จรากฐานการบ่มเพาะของพวกเ้ายังขาดความเสถียรอยู่บ้าง ไปพักผ่อนสักวันพรุ่งนี้เรายังมีงานใหญ่ที่ต้องทำ”
ทั้งสามพยักหน้าก่อนจะเริ่มค้นหาสถานที่เหมาะสมในการนั่งสมาธิเพื่อปรับรากฐานของตัวเอง
“ครืน”
เมื่อััได้ถึงจิติญญาการต่อสู้แห่งกฎศักดิ์สิทธิ์ที่ขยายใหญ่ขึ้นมากกว่าสามเท่าเย่อู๋เชวียก็สูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่อาณาจักรวีรชนได้ไม่นานแต่ความแข็งแกร่งของเขาก็พัฒนาถึงระดับนี้แล้ว!
ฉีซื่อหลงเริ่มเดินสำรวจแม่น้ำปราณและมองไปยังของเหลวสีขาวขุ่นในสระดวงตาของเขามีประกายของความเ็ปเล็กน้อย
“ของเหลวปราณลดลงไปกว่าหนึ่งในสามในจำนวนนี้ สิ่งที่หลินอิงหลัวและซือหม่าอ๋าวได้รับรวมกันยังไม่ถึงสามส่วนด้วยซ้ำและของเหลวปราณกว่าเจ็ดส่วนที่เหลือได้ถูกเย่อู๋เชวียดูดกลืนเพียงคนเดียว!ิญญาจันทราของเขาน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว!
ด้วยการกลืนกินพลังปราณแห่ง์พิภพมากถึงขนาดนี้เมื่อเขาก้าวไปถึงจุดสูงสุดของอาณาจักรชำระิญญา เขาจะใช้ของเหลวปราณมากแค่ไหน? ยิ่งอาณาจักรบ่มเพาะสูงขึ้นเท่าใดการควบแน่นิญญาจันทราในอาณาจักรต่อไปก็จะยิ่งลำบากมากขึ้นเท่านั้นเมื่อพิจารณาจากพร์ที่เด็กน้อยเย่อู๋เชวียแสดงออกมาในวันนี้ข้าไม่คิดว่าจะมีอัจฉริยะคนใดในโลกสามารถนำมาเปรียบเทียบกับเขาได้”
ในขณะนั้นเงาของจวินซานลี่ได้ปรากฏขึ้นในใจของฉีซื่อหลงแต่เขาก็ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรวดเร็ว“แม้ว่าจวินซานลี่จะเป็อัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบได้ แต่พร์ของเขาก็ไม่มีทางเทียบกับเย่อู๋เชวียได้อย่างแน่นอน!”
…
เย่อู๋เชวียฝึกฝนอย่างเงียบๆโดยที่กงไม่เคยพูดอะไรสักคำมันเหมือนกับว่าเขาจงใจปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปในทิศทางที่มันควรจะเป็และเย่อู๋เชวียก็คุ้นเคยกับสิ่งนี้แล้ว
“ครืน...”
ด้วยการไหลเวียนของจิติญญาการต่อสู้แห่งกฎศักดิ์สิทธิ์ดวงตาแห่งจิตใจของเย่อู๋เชวียก็เริ่มสำรวจไปยังตันเถียนซึ่งอยู่ในส่วนลึกของร่างกาย
ต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์ของเขายังคงมีรูปลักษณ์เหมือนเดิมและดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเย่อู๋เชวียจ้องมองอย่างระมัดระวังอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่พบความผิดปกติอะไรเขาจึงหันเหความสนใจไปยังส่วนอื่น
…
แสงอาทิตย์อันอบอุ่นสาดส่องลงมาในยามเช้าและยอดเขาเล็กๆ ดูเหมือนจะปกคลุมไปด้วยม่านสีทองจางๆ
หนุ่มสาวทั้งสามฝึกฝนมาตลอดทั้งคืนโดยมีิญญาจันทราสามดวงลอยอยู่เหนือศีรษะของพวกเขาิญญาจันทราแต่ละดวงได้ปลดปล่อยคลื่นพลังที่แข็งแกร่งซึ่งผสมผสานไปด้วยกลิ่นอายเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล
หลินอิงหลัวเป็คนแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นหญิงสาวหันไปมองขอบฟ้าด้วยจิตใจที่สงบเยือกเย็น
เมื่อซือหม่าอ๋าวลืมตาตื่นขึ้นมาเขาก็มองไปยังหลินอิงหลัวอย่างหลงใหล ภายใต้แสงแดดที่ตกกระทบจากด้านข้างใบหน้าของหญิงสาวดูงดงามราวกับเทพธิดาที่ตกลงมาจากสรวง์ผิวขาวของนางขาวผ่องยิ่งกว่าหยกเนื้อดีและใบหน้าที่อ่อนเยาว์นั้นเป็การผสานระหว่างความงามและความเ็าได้อย่างลงตัว
ในสายตาของซือหม่าอ๋าวหลินอิงหลัวคือหญิงสาวที่งดงามที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
“ฟู่!”
เย่อู๋เชวียระบายลมหายใจยาวพร้อมกับลืมตาตื่นขึ้นการปรับรากฐานตลอดทั้งคืนทำให้ร่างกายของเขาอัดแน่นไปด้วยพลังที่แข็งแกร่ง
หลังจากยืนขึ้นเย่อู๋เชวียก็ไพล่มือไปทางด้านหลังและมองดูดวงอาทิตย์ยามเช้าด้วยความสนใจแสงแดดอันอบอุ่นที่สาดส่องลงมาทำให้เขาััได้ถึงความรู้สึกแปลกใหม่ซึ่งเป็สิ่งที่เย่อู๋เชวียไม่เคยสังเกตเห็นเลยตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา
“งดงามมาก!”
เย่อู๋เชวียอุทานเบาๆแต่เมื่อหลินอิงหลัวซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินประโยคนี้จิตใจที่เงียบสงบของนางก็เกิดระลอกคลื่นบางอย่าง
โดยไม่รู้ตัวใบหน้าที่เ็าของหลินอิงหลัวเริ่มเปลี่ยนเป็แดงระเรื่อ นางไม่รู้ว่าคำพูดของเย่อู๋เชวียหมายถึงตัวนางหรือดวงอาทิตย์ที่อยู่บนฟ้ากันแน่!
“ยังมีเวลาอีกกว่ายี่สิบวันก่อนที่งานประลองจะเริ่มต้นขึ้นตอนนี้ข้ามีบางอย่างให้พวกเ้าทำ”
จากนั้นม่านพลังที่แข็งแกร่งก็โอบล้อมร่างของหนุ่มสาวทั้งสามทันทีฉีซื่อหลงยิ้มเบาๆ ก่อนจะพาเย่อู๋เชวียและคนอื่นๆ บินออกจากยอดเขาอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปไม่นานพวกเขาก็มาถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากยอดเขา
“นี่คือจวนของข้า ตามมา”
เย่อู๋เชวียและคนอื่นๆ ติดตามฉีซื่อหลงไปยังส่วนลึกของคฤหาสน์โดยที่ตลอดเส้นทางไม่มีใครเดินผ่านพวกเขาสักคนดูเหมือนว่าฉีซื่อหลงจะอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่นี้เพียงลำพัง!
ในที่สุดเย่อู๋เชวียหลินอิงหลัวและซือหม่าอ๋าวก็มาถึงลานขนาดใหญ่ที่ปูด้วยแผ่นหินสีเขียว หินสีเขียวชนิดนี้มีความแข็งแกร่งและมีราคาแพงอย่างยิ่งเพราะมันเป็วัสดุที่ดีที่สุดในการนำมาสร้างสนามประลอง
เมื่อพบเจอกับสนามประลองที่ถูกปูด้วยแผ่นหินสีเขียวหนุ่มสาวทั้งสามก็ตกตะลึงเป็อย่างมากต่อให้ตระกูลของพวกเขามีหินสีเขียวแบบนี้อยู่บ้าง มันก็ไม่มีทางที่จะถูกนำมาใช้ปูพื้นสนามประลองอย่างแน่นอน!
ฉีซื่อหลงมองไปยังหนุ่มสาวทั้งสามและกล่าวด้วยดวงตาที่ลึกล้ำ“แม้ว่าระดับบ่มเพาะของพวกเ้าจะดีกว่าเดิมมากแต่หากพวกเ้าไม่สามารถนำพลังเ่าั้มาใช้ได้อย่างชำนาญในระหว่างการต่อสู้ มันก็ไร้ประโยชน์
ความโหดร้ายของสมรภูมิร้อยเมืองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งที่พวกเ้าจินตนาการไว้โดยเฉพาะการต่อสู้แบบกลุ่มซึ่งเป็การประลองรอบแรกและมีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุดดังนั้นข้าจะสอนให้พวกเ้าสามารถเอาตัวรอดในการต่อสู้แบบกลุ่มได้”
มือขวาของฉีซื่อหลงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและม้วนกระดาษขนาดเล็กสามแผ่นก็ปรากฏขึ้นก่อนที่พวกมันจะถูกโยนเข้าหาทั้งสามคนตามลำดับ
เย่อู๋เชวียมองม้วนกระดาษเล็กๆในมืออย่างสงสัย กระดาษเป็สีดำและทำมาจากวัสดุที่ไม่รู้จัก สภาพของมันเก่าคร่ำคร่าและเขาจำเป็ต้องเปิดมันด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม
เย่อู๋เชวียก็เป็คนแรกที่เงยหน้าขึ้นนอกจากความชื่นชมแล้วยังมีร่องรอยของความใซ่อนอยู่ในดวงตาของเขา
ซือหม่าอ๋าวและหลินอิงหลัวก็เงยหน้าขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของหนุ่มสาวทั้งสามฉีซื่อหลงก็พยักหน้าเล็กน้อย“ตอนนี้เ้าอาจกำลังสงสัยว่าม้วนกระดาษเหล่านี้คืออะไรนี่คือบันทึกของค่ายกลสังหารระดับหนึ่ง!”
ค่ายกลสังหาร!
เมื่อคำพูดนี้จบลงสีหน้าของทั้งสามคนก็เต็มไปด้วยความสับสนเห็นได้ชัดว่าพวกเขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับค่ายกลสังหารเลย
ฉีซื่อหลงไม่แปลกใจกับการแสดงออกของหนุ่มสาวทั้งสามจากนั้นเขาก็เริ่มอธิบายอย่างอดทน
“ค่ายกลสังหารเป็วิธีการต่อสู้ลึกลับที่รวบรวมความแข็งแกร่งของผู้คนมากมายให้เป็หนึ่งเดียวการที่พวกเ้าสามคนแยกกันต่อสู้เพียงลำพังย่อมไม่สามารถเทียบได้กับการที่คนสามคนร่วมมือกันสอดประสานทั้งรุกและรับอย่างสมบูรณ์แบบดังนั้นไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเลวร้ายเพียงใดทั้งการโจมตีและป้องกันที่พวกเ้าแสดงผ่านค่ายกลสังหารจะทำให้ศักยภาพในการสู้รบของพวกเ้าเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า
ในสมรภูมิร้อยเมืองการประลองครั้งแรกจะเป็การต่อสู้แบบกลุ่ม ถ้าพวกเ้าลงมือเพียงลำพังสุดท้ายพวกเ้าก็จะถูกกำจัดออกไปทีละคนอย่างง่ายดายอย่าสงสัยในสิ่งที่ข้าพูดเพราะในลำดับเมืองหลักทั้งร้อยแห่งเมืองหลงกวงของเราอยู่ในลำดับที่เจ็ดสิบเจ็ดเท่านั้นกล่าวคือคู่ต่อสู้ที่เ้าจะต้องเผชิญหน้านั้นเกือบทั้งหมดล้วนอยู่ในลำดับที่เหนือกว่าเมืองหลงกวงและอัจฉริยะจากเมืองหลักเหล่านี้ โดยทั่วไปย่อมแข็งแกร่งกว่าพวกเ้า!”
ฉีซื่อหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมเขากำลังบอกเล่าถึงสถานการณ์ทั่วไปของเมืองหลักทั้งร้อยแห่งและในขณะเดียวกันก็เป็การทำให้หนุ่มสาวทั้งสามตระหนักถึงความโหดร้ายของการต่อสู้
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของพวกเขาฉีซื่อหลงก็แอบพยักหน้าด้วยความชื่นชม แม้จะได้ยินคำพูดนี้แต่เขาก็ไม่พบความกลัวจากสายตาของเย่อู๋เชวีย หลินอิงหลัว และซือหม่าอ๋าวพวกเขามีเพียงจิติญญาการต่อสู้อันมุ่งมั่นเท่านั้น
“สิ่งที่ข้าเพิ่งแสดงให้เ้าเห็นคือแผนผังการยืนของค่ายกลสังหารระดับหนึ่งที่พวกเ้าต้องทำความคุ้นเคยในอีกยี่สิบวันที่เหลือค่ายกลสังหารนี้เรียกว่าค่ายกลัพิโรธ!”
“ค่ายกลัพิโรธ?”
เย่อู๋เชวียมองไปยังม้วนกระดาษในมือและพยักหน้าอีกครั้งรูปแบบการเคลื่อนไหวในม้วนกระดาษมีลักษณะคล้ายกับัจริงๆ!
“ค่ายกลัพิโรธนี้เป็ค่ายกลสังหารแบบสามคน โดยจะแบ่งออกเป็ศีรษะ ลำตัว และหางของัเ้าทั้งสามจะทำหน้าที่เป็หนึ่งในนั้นพวกเ้าต้องรวบรวมพลังของทั้งสามคนเพื่อเปลี่ยนให้เป็ัที่สมบูรณ์แบบมีเพียงการทำเช่นนี้เท่านั้นพวกเ้าจึงจะเอาตัวรอดในการต่อสู้แบบกลุ่มได้
ตัวัจะควบคุมความสมดุลของร่างกายหางัมีหน้าที่ป้องกันการโจมตีของศัตรูในขณะที่ศีรษะจะมุ่งเน้นการโจมตีเพียงอย่างเดียว เมื่อการเคลื่อนไหวของพวกเ้าทั้งสามกลมกลืนเป็หนึ่งเดียวมันจะทำให้พวกเ้าเรียกภาพสะท้อนของัให้ปรากฏขึ้นด้วยทักษะชนิดนี้จะไม่มีผู้บ่มเพาะในขอบเขตเดียวกันสามารถเอาชนะพวกเ้าได้อย่างแน่นอน!”
นี่คือค่ายกลัพิโรธ!
ด้วยการแนะนำของฉีซื่อหลงดวงตาของเย่อู๋เชวียและคนอื่นๆ ก็สว่างขึ้นเรื่อยๆหากทั้งสามคนสามารถฝึกฝนค่ายกลัพิโรธชุดนี้ได้สำเร็จการต่อสู้แบบกลุ่มในสมรภูมิร้อยเมืองอาจมีผลลัพธ์ยอดเยี่ยมมากกว่าที่คิด
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาคุ้นเคยกับค่ายกลัพิโรธมากขึ้นเรื่อยๆมันก็ทำให้พวกเขามองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของค่ายกลสังหารชนิดนี้!
แน่นอนว่าลำตัวของัคือตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดศีรษะของัที่อยู่ด้านหน้าจะเป็คนควบคุมสถานการณ์โดยรวมในขณะที่ส่วนหางัที่อยู่ด้านหลังสุดซึ่งทำหน้าที่รับการโจมตีทุกรูปแบบของศัตรูจะเป็ตำแหน่งอันตรายที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
สิ่งที่ลำตัวของัต้องทำคือสร้างความสมดุลระหว่างศีรษะและหางลำตัวของัจึงเปรียบเสมือนศูนย์กลางของค่ายกลัพิโรธ
ผู้ที่ทำหน้าที่เป็หางัต้องมีความหนักแน่นและมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ฉับไวอย่างยิ่งหากคนคนนั้นไม่สามารถสะท้อนการโจมตีของคู่ต่อสู้ออกไปได้ทันท่วงทีมันจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อทั้งลำตัวและศีรษะของั
ในทางกลับกันศีรษะัมีหน้าที่โจมตีศัตรูด้วยกำลังทั้งหมดคนคนนั้นจำเป็ต้องมีความเชื่อใจต่อเพื่อนร่วมกลุ่มอย่างสูงเพราะต้องฝากชีวิตของตัวเองไว้ในมือคนอื่นเพื่อมุ่งเน้นในการโจมตีเพียงอย่างเดียวมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ค่ายกลัพิโรธจึงจะแสดงผลลัพธ์ที่ดีที่สุดออกมาได้!
ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วคนที่รับหน้าที่ศีรษะัย่อมเป็คนที่มีพลังการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดกล่าวอีกนัยหนึ่งคือศีรษะัเป็ตำแหน่งที่สำคัญที่สุดของค่ายกลัพิโรธ!
แล้วใครจะเป็ผู้รับหน้าที่นี้?