หญิงสาวตื่นมาพร้อมกับความจำได้เลือนหายไป พลางหันไปปลุกเจ้านายเพื่อถามไถ่ว่าเหตุใดเธอจึงมานอนร่วมห้องกับเขา แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นการต่อว่าเรื่องการดื่มที่ไม่ดูกำลังของตัวเอง เป็นเหตุให้เขาต้องลำบาก ชายหนุ่มต่อว่าเธอนานหลายนาที หากแต่ไม่เอ่ยถึงเรื่องการฉวยโอกาสกับเธอแม้สักนิด ความผิดรู้สึกผิดทั้งหมด นันทิชาจึงเป็นฝ่ายยอมรับและขอโทษเขาตามระเบียบ
ดนัยเดินทางมายังโกดังเก็บสินค้าเพื่อรอพบลูกน้อง และในขณะที่เขากำลังเดินตรวจตราดูแลความเรียบร้อยในโกดัง ลูกน้องสองคนก็เดินทางเข้ามาพอดี
“นี่ครับนาย” ลูกน้องตัวใหญ่ยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้กับมือเจ้านาย ดนัยรีบเปิดดูภายในก่อนจะวางสินค้าที่ถือค้างในมือลง เขาหยิบดูรูปถ่ายที่อยู่ในซองเอกสารขึ้นมาดูทีละใบด้วยสีหน้าตึงเครียด
“ผมทำตามที่นายบอก แอบติดตามคุณแทนตั้งแต่เดินทางออกจากกรุงเทพจนถึงเขาใหญ่ คือ...” ลูกน้องหยุดพูด เพราะกลัวคำพูดที่ออกมา จะเป็นคำกล่าวหาลูกเขยและไม่เข้าหูเจ้านาย
“พูดมาให้หมด” ดนัยหันไปออกคำสั่ง
“เท่าที่ผมดู คุณแทนกับผู้หญิงคนนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลูกจ้างกับเจ้านายครับ คุณแทนสนใจและหลงเด็กผู้หญิงคนนั้นมาก รูปถ่ายพวกนี้เป็นเพียงหลักฐานที่ผมถ่ายเก็บไว้ทันเท่านั้น” ดนัยยังคงสับดูรูปไปมาอย่างใช้ความคิด หากแต่มีรูปหนึ่งที่ทั้งสองยืนดูพระอาทิตย์ขึ้นตรงระเบียงบ้าน สายตาของแทนคุณแสดงเด่นชัดว่า เด็กสาวคนนั้นไม่ใช่ลูกจ้างธรรมดาของว่าที่ลูกเขยตัวเอง
“ยายม่านนะ ยายม่าน พ่อเตือนลูกแล้ว ไม่เคยฟังกันเลย” ดนัยกำรูปถ่ายแน่นอย่างโกรธแค้น
“พวกแกสองคนกลับไปก่อน ถ้าฉันคิดหาวิธีจัดการเรื่องนี้ได้ เดี๋ยวฉันเรียก” ลูกน้องตัวใหญ่ยังคงยืนนิ่ง กล้าๆ กลัวๆ ที่จะเสนอแผนการที่เตรียมเอาไว้
“มีอะไร” ดนัยขมวดคิ้วแปลกใจหันไปถาม
“จะให้ผมเก็บผู้หญิงในรูปไหมครับ ถ้าไม่มีมัน คุณม่านก็ไม่มีอุปสรรค” คนตัวผอมพยายามแอบสะกิดหัวหน้า เพราะรับปากกันแล้วว่าจะไม่ฆ่าชีวิตใครอีก หากแต่คนตัวใหญ่กลับทำตัวนิ่งเฉยเพียงเพราะต้องการเงินก้อนใหญ่
“ห้ามแตะต้องเด็กสาวคนนั้นเด็ดขาด ขอบใจพวกแกที่ช่วยคิดแทนฉัน แต่อย่าทำอะไรที่นอกเหนือคำสั่ง กลับไปได้แล้ว” ทั้งสองยกมือไหว้แล้วหันตัวกลับเดินออกไปตามคำสั่ง ดนัยถอนหายใจแล้วหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ภรรยาอันเป็นที่รักกำลังแบกสำภาระเพื่อย้ายออกไปจากบ้าน เพราะเธอหมดรักเขา แต่กลับไปสร้างความสัมพันธ์ลับๆ กับคนขับรถที่ตนรักและไว้ใจที่สุด
“ออกไปแล้วไม่ต้องกลับมาให้ฉันเห็นหน้า นังสารเลว” ดนัยชี้หน้าด่าหญิงสาวแม้ความจริงเขาจะเจ็บปวดมากก็ตามก่อนที่พรรณีจะหันไปกอดลาลูกสาวตัวเล็กทั้งสองคน ที่ยืนร้องไห้ไม่ยอมปล่อยให้แม่จากไป
“พ่อจ๋า อย่าไล่แม่” เสียงเด็กหญิงม่านฟ้าตัวเล็กร้องไห้น้ำตาท่วมอ้อนวอนขอร้องบิดา
“อย่าไปจับตัวมันให้เป็นเสนียด” ดนัยปรี่เข้ามาดึงเด็กตัวน้อยทั้งสองคนออกจากอกของมารดา
“พรรณขอกอดลูกครั้งสุดท้ายไม่ได้หรือคะดนัย” หญิงสาวดวงตาแดงก่ำเอ่ยขอร้อง
“ยังหน้าด้านมาขอความเห็นใจจากฉัน ทั้งที่เธอกำลังท้องกับไอ้ดินคนขับรถ ยางอายเธออยู่ที่ไหนพรรณ ฉันไม่ฆ่าเธอกับมันตายก็บุญเท่าไหร่แล้ว” ดนัยตวาดใส่ด้วยความคับแค้นใจ ก่อนที่ร่างภรรยาของเขาจะเดินลับออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับมามอง นับจากนั้นเขาพยายามเฝ้าติดตามอยู่ห่างๆ แม้ระยะเวลาจะนานเพียงใดดนัยก็ไม่เคยมีคนใหม่ ไม่มีคนไหนจะเข้ามาแทนที่ภรรยาของเขาได้ แต่แล้วเขาต้องเสียพรรณไปอย่างไม่มีวันกลับเมื่อสองปีก่อน งานพิธีศพของพรรณเขาส่งคนไปเป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์เพราะไม่อยากแสดงตัวให้ใครเห็นหน้า ในทุกๆ ปีเขาต้องเอาพวงมาลัยไปเยี่ยมภรรยาที่เจดีย์บรรจุอัฐิ
“มึงสมควรตายแล้วไอ้ดิน มึงมันไม่มีปัญญาดูแลเมียกูได้” ดนัยพูดในลำคอก่อนจะปาดน้ำตา
“ทำไมนายไม่สั่งเก็บมันวะ” นายเต็มคนตัวใหญ่หันไปถามนายจ้อยลูกน้องขณะเดินขึ้นรถ
“พี่นี่มันหาเรื่องจริงๆ ไหนว่าจะไม่ฆ่าคนแล้วไง” นายจ้อยหัวเสียเล็กน้อย
“อ้าวไอ้นี่ ไหนมึงเห็นด้วยที่จะเอาเงินไว้ตั้งตัวไง ถ้าไม่ใช่งานฆ่าคน เงินมันจะได้สักเท่าไหร่ กูก็เร่งให้พวกเราได้ออกไปใช้ชีวิตอิสระกันเร็วๆ นี่ไง”
“เออ...พี่ก็อย่าไปแตะผู้หญิงคนนั้นแล้วกัน นายเคยห้ามนักหนา ก่อนที่จะฆ่านายดิน นายก็บอกว่าห้ามแตะผู้หญิง พี่ลืมไปแล้วหรือไง” นายจ้อยเตือนสติลูกพี่ เพราะเขากำลังหัวเสียที่พลาดงานใหญ่เงินดีไป