เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    แดนลับแห่งการทดสอบ

    เมื่อได้สดับฟังคำแนะนำทั้งหมด ดวงเนตรมังกรอันคมกล้าของบุรุษหนุ่มก็พลันจับจ้องไปยังร่างชายหญิงทั้งสองร่างนั้นราวกับต้องมนต์สะกดอะไรบางอย่าง หัวใจเต้นถี่กระชั้น เลือดลมสูบฉีดพุ่งพล่านอย่างไร้เหตุผล

     

    ‘นี่สินะชนชั้นราชันของทั้งสองเผ่า ออร่าพลังมืดและพลังศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาช่างแตกต่างจากขุมกำลังอื่นราวแผ่นฟ้ากับผื่นดิน’

     

    เย่หยุนซีรู้สึกยำเกรงอีกฝ่ายตามสัญชาตญาณ ถ้าหากไม่ใช่เพราะมีหอคอยหยินหยางคอยช่วยเหลือ เขาคงไม่กล้าแม้แต่จะยืนเผชิญหน้ากับเผ่าพันธุ์ชั้นสูงทั้งสองเผ่า

     

    ในขณะเดียวกัน! ที่บริเวณแนวหน้าบัดนี้เต็มไปความตึงเครียดราวกับจะเกิดการปะทะกันได้ตลอดเวลา เนื่องจากสี่แกนนำของทั้งสองเผ่าได้บินไปสมทบกับผู้เป็นนายเหนือหัวของพวกเขาแล้วในตอนนี้

     

    “กู่เทียนหลง เซียนดินขั้นสูง? นี่เผ่าปีศาจตกต่ำถึงขนาดให้องค์ชายรุ่นเยาว์ที่อ่อนแอที่สุดนำทัพแล้วหรือ?”องค์หญิงเหว่ยหยางเปิดฉากเย้ยหยัน

     

    “เหอะ เผ่าเทพเองก็ดูจะตกต่ำไม่แพ้กัน ถึงได้มอบหมายให้องค์หญิงตกอับเช่นเจ้าควบคุมทัพเช่นนี้” องค์ชายกู่เทียนหลงตอบโต้กลับในทันที ส่งผลให้บรรยากาศรอบข้างยิ่งทวีความตึงเครียดไปกันใหญ่

     

    “เพล้ง!”

     

    แต่ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์จะเลวร้ายไปมากกว่านี้ จู่ๆที่บริเวณด้านหน้าประตูสุสานก็พลันปรากฏการณ์แตกร้าวของมิติขึ้นมา ทำให้ทุกสายตาต้องหันไปมองในทิศทางเดียวกัน

     

    “ประตูมิติ! มันคือประตูมิติ!!” ไม่ว่าจะเผ่าเทพหรือเผ่าปีศาจก็ต่างตื่นตระหนกกับสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า เพราะต้องบอกก่อนว่า นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

     

    ‘สุสานเซียนนี้แปลกประหลาดมาก นี่ข้าโชคดีหรือโชคร้ายกันนะที่ต้องมาพบเจออะไรแบบนี้’ เย่หยุนซีที่ยื่นข้างๆผู้เป็นธิดามารบ่นพึมพำอย่างช่วยไม่ได้

     

    “ฮ่าๆสุสานเซียนกลายเป็นมิติแยกย่อยงั้นหรือ ช่างน่าสนใจ” พูดจบ! องค์ชายกู่เทียนหลงไม่รอช้าอีกต่อไป เขานำทัพเผ่าปีศาจมุ่งหน้าสู่ประตูสุสานในทันที องค์หญิงเหว่ยหยางเมื่อเห็นภาพนี้ก็รีบนำทัพเผ่าเทพเข้าสู่ประตูมิติเช่นเดียวกัน

     

    “ฟุ๊บ”

     

    “จิ่วซวงมากับพี่มา ถ้าหากพลัดหลงกันอีกมันจะลำบาก” จิ่วเยว่บินมาอยู่ข้างๆผู้เป็นน้องสาวของนาง จากนั้นยื่นมืออันเรียวงามไปจับมือน้อยๆเอาไว้

     

    “แต่ว่า........” จิ่วซวงเต็มไปด้วยความลังเลใจ แต่เมื่อเห็นเย่หยุนซียิ้มพยักหน้าให้ นางจึงบินไปกับพี่สาวในทันที

     

    ส่วนทางฝั่งของเย่หยุนซี ในเวลานี้เขาเลือกที่จะแฝงตัวไปกับเผ่าเทพปีศาจผู้พิทักษ์คนอื่นๆที่ระดับไม่ได้แตกต่างกันมาก

     

    และเมื่อข้ามผ่านประตูมิติ ภาพทัศนียภาพก็แปรเปลี่ยนจากประตูสุสานกลายเป็นลานกว้างด้านหน้าของบันไดที่มีขนาดใหญ่และสูงเสียดฟ้า แถมด้านบนท้องนภายังสลักกฎเกณฑ์กติกาเอาไว้อย่างกระจ่างชัด

     

    “บททดสอบคือการก้าวขึ้นบันไดภายใต้แรงกดดันโดยมีเวลาจำกัดอยู่ที่ 7 เดือน ทั้งยังห้ามโจมตีหรือสังหารกันเป็นอันขาด(7 เดือนในแดนลับ=1เดือนครึ่งในโลกความจริง)”

     

    “พระเจ้า! นี่มันไม่ใช่สุสานแต่เป็นแดนลับแห่งการทดสอบ!” องค์หญิงเหว่ยหยางและองค์ชายกู่เทียนหลงอุทานพร้อมกันอย่างช่วยไม่ได้

     

    สำหรับแดนลับแห่งการทดสอบ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่จักรพรรดิปีศาจรุ่นแรกและจักรพรรดิเทพสวรรค์รุ่นแรกสร้างขึ้นมาร่วมกันเมื่อครั้งยุติสงครามศักดิ์สิทธิ์ แต่ทว่ามันก็มิเคยปรากฏขึ้นมาอีกเลยหลังจากนั้น

     

    ใครจะคิดกันล่ะว่า สถานที่ที่สำคัญระดับนี้จะตั้งอยู่ในสุสานเซียนแถมยังไม่เคยมีใครค้นพบ

     

    จากความคิดของพวกเขา ไม่แน่แดนลับแห่งการทดสอบนี้อาจจะปรากฏขึ้นเพราะการปรับแต่งประตูเซียนบรรพกาลของจักรพรรดิเทพสวรรค์และจักรพรรดิปีศาจคนปัจจุบันก็เป็นได้

     

    “นะ นี่คือโชควาสนาครั้งใหญ่?” เหล่ากองกำลังชั้นนำที่เคยศึกษาเรื่องแดนลับพากันดวงตาเป็นประกายในทันที

     

    ส่วนทางด้านเย่หยุนซีแม้จะไม่รู้เรื่อง แต่ก็พอสัมผัสถึงความวิเศษของแดนลับได้ผ่านสายตาและอารมณ์ของเทพและปีศาจเหล่านั้น

     

    ‘เหอะๆ 7 เดือนเลยงั้นหรือ ถ้าหากไม่ได้ของดีข้าจะก่นด่าให้สะเทือนฟ้าดินเลยคอยดู’บุรุษหนุ่มพูดในใจอย่างจริงจัง

     

    ถ้าหากใช้เวลา 7 เดือนในแดนลับแห่งนี้ นี่เท่ากับเขาอาจจะไม่สามารถแสวงหาโชคลาภจากสุสานเซียนอื่นๆได้เลย ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องตั้งความหวังเอาไว้ที่แดนลับแห่งนี้และจะต้องทำมันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

     

    “เวลาไม่ค่อยใคร ข้าขอตัวขึ้นบันไดเลยก็แล้วกัน” องค์ชายกู่เทียนหลงรีบวิ่งขึ้นบันไดไปพร้อมกับเผ่าปีศาจโดยไม่รอช้า

     

    “เผ่าเทพทั้งหมดตามข้ามา” องค์หญิงเหว่ยหยางไม่ยอมแพ้ นางพาเผ่าเทพพุ่งทะยานตามพวกกู่เทียนหลงไปติดๆด้วยความเร็วราวสายฟ้า

     

    เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา! เหล่าชนชั้นผู้นำของทั้งสองเผ่าก็ไปถึงบันไดขั้นที่ 30 อย่างง่ายดาย แต่ทว่าความเร็วของพวกเขาก็ตกลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากถูกแรงกดดันมหาศาลโหมทวีซัดใส่ร่างไม่หยุดหย่อน

     

    “เห้อ ช่างเป็นพวกที่เลือดร้อนกันเสียจริง บททดสอบนี้มิต้องแข่งขันกับใครเสียหน่อยแล้วจะรีบกันไปทำไม” เย่หยุนซีที่ยืนอยู่ด้านล่างสุดส่ายศีรษะอย่างเบื่อหน่าย ก่อนที่เขาจะสาวเท้าก้าวเดินขึ้นบันไดช้าๆ จากนั้นค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามากระทบร่าง

     

    เขาทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ซ้ำ ๆ ถึงแม้จะมีพลังเพียงระดับปฐพีขั้น 9 แต่ก็ยังเดินแซงระดับจักรพรรดิได้ง่ายๆ แถมจังหวะการก้าวเดินและการหายใจก็คงที่เอามากๆ หากดูจากภายนอกตัวเย่หยุนซีในเวลานี้ก็ราวกับมิได้รับแรงกดดันใดๆ

     

    หลังจากเวลาผันผ่านไปพักใหญ่ เขาก็มาถึงขั้นนที่ 25 ซึ่งเป็นชั้นที่ธิดามารจิ่วซวงกำลังนั่งพักอยู่

     

    “นี่ แม่หนูน้อย ไม่ไหวแล้วหรือ เจ้ากำลังจะถูกระดับปฐพีเช่นข้าแซงหน้าแล้วนะ” บุรุษหนุ่มเอ่ยทักแกมหยอกเย้า

     

    “ชิ! ข้าจะเอาอะไรไปแข่งกับตัวประหลาดเช่นท่าน........แน่จริง ท่านก็แซงพี่สาวข้าให้ได้สิ ตอนนี้นางอยู่ที่ขั้น 59 และกำลังก้าวขึ้นสู่ขั้นที่ 60” จิ่วซวงทำสีหน้ามุ่ยเล็กน้อยพลางกล่าวท้าทาย

     

    เย่หยุนซีหัวเราะอย่างขบขันในทันใด “ฮ่าๆข้าจะพยายามก็แล้วกัน”

     

    พูดจบ! ขาของเขาก็ก้าวขึ้นสู่ขั้นที่ 26 อย่างมาดมั่น ต่อมาหลังจากนั้นขั้นที่ 27 28 29 และ 30 ก็ถูกเขาก้าวข้ามอย่างง่ายดาย แต่เมื่อเย่หยุนซีกำลังก้าวขึ้นสู่ขั้นถัดไป แรงกดดันก็พลันโหมทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทีเดียวเกือบ 10 เท่า ทำให้เขาต้องนั่งลงเพื่อปรับตัวให้เข้ากับแรงกดดันระดับนี้ไปอีกสักพัก

    คล้ายกับเรื่องเทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต ที่คุณอ่าน