เช้ง!
“ข้าถามว่าเ้าเป็ใคร เห็นใดจึงเข้ามาที่หวงห้ามของสำนักได้?” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นพร้อมกับปลายดาบที่จ่อมายังท้ายทอยเด็กน้อย
’แย่แล้ว.. ดันลืมตั้งค่ามิติที่ข้ามมา’ เด็กชายยังคงเฉยเมยต่อเสียงด้านหลัง
”ศิษย์พี่ เขาเป็เด็กนะ” ซุ่มเสียงใสกังวาลกล่าวขึ้น แม้ว่าในโสทประสาทคนทั่วไปจะมิแปลกใจอันใด แต่หาใช่กับเด็กชายที่ไม่เคยได้ยินเสียงพูดโทนนี้ไม่ มันรีบหันกลับไปหาต้นเสียงทันที
”ระวัง!” เ้าของเสียงทุ้มพลันรีบซัดฝ่ามือผลักเด็กน้อยออกไปทันที
ตุ๊บ!
ร่างบางพลันล้มลงบนผืนหิมะอันหนาวเย็น เมื่อตั้งหลักได้ เด็กน้อยก็รีบประกบมือถูให้เกิดคงามร้อนก่อนจะซุกมือทั้งสองไว้ใต้รักแร้ มันนั่งสั่นเป็เ้าเข้าพร้อมกับจ้องมองบุรุษและสตรีเบื้องหน้า
หนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรียืนคู่เคียงท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมา ชุดเครื่องแบบที่ทั้งสองใส่มีสีขาวตัดด้วยขอบสีฟ้า หญิงสาวใบหน้ากลมรีและเรือนผมสีดำ ดวงตาสีน้ำตาลวางพร้อมกับคิ้วงามระหง ยิ่งสร้างความดึงดูดให้ต้องจ้องเชยชม
ด้านชายหนุ่มนั้นผมสั้นดำ บริเวณหางคิ้วถูกบากรอยไว้สองขีด ดวงตาแข็งกร้าวราวกับราชสีห์ ทั้งสองต่างปกปิดจมูกและปากด้วยผัาพันคอขนสัตว์สีขาว อีกทั้งยังสวมชุดคลุมสีขาวผืนหนาประดับด้วยหมวกคลุมด้านหลังที่มีขอบเป็ขนสัตว์สีฟ้า หากมองที่แผ่นหลังของชุดคลุมของทั้งสองแล้วนั้น จะพบว่ามีสัญลักษณ์รูปเกล็ดหิมะและพระอาทิตย์อยู่ข้างในวงกลม
‘นี่คือเสียงของผู้หญิง’ เด็กน้อยคิด ตลอดเวลาที่มันเป็สัตว์ทดลอง ซุ่มเสียงการสนทนานั้นมันได้รับรู้เพียงเสียงของบุรุษเท่านั้น การได้ยินเสียงของสตรีครั้งแรกนั้น มันจึงมีอากัปกิริยาที่อยากรู้อยากเห็น
”ศิษย์พี่! เข้าแค่หันมามอง เหตุใดต้องซัดฝ่ามือใส่เด็กคนนี้ด้วย!” ผู้เป็สตรีหันไปว่ากล่าวกับบุรษด้านข้าง
”ศิษย์น้อง เ้าก็เห็นอยู่ว่ามันรีบหันกลับมา เราก็ต้องระวังภัยไว้ก่อนมิใช่หรือ อีกทั้งข้าแค่ผลักมันออกไปเท่านั้น” ผู้เป็บุรุษเก็บดาบเข้าฝักก่อนจะผายมือออกไปยังเด็กชาย เป็เชิงว่าที่มันกล่าวนั้นเป็จริง
”จะอย่างไรก็เถอะ ท่านก็รุนแรงเกินไป” หญิงสาวว่าแล้วก็เดินเข้าไปหาเด็กชาย แต่เพียงสองก้าวเท่านั้น ขายหนุ่มก็กางแขนออกเป็เชิงห้ามปราม
”ศิษย์น้อง เ้าก็รู้ว่าที่นี่เป็แดนฝึกตนของผู้าุโสำนักเรา อย่าว่าแต่เขตแดนข้างใน เขนแดนรอบสำนักล้วนแล้วแต่มีค่ายกล เ้าไม่สงสัยหรือว่าเ้าเด็กคนนี้มันผ่านเข้ามาได้อย่างไร”
”ศิษย์พี่ เขาอาจจะหลงทางเข้ามาก็ได้”
”มันเป็ไปไม่ได้หรอก แม้แต่สุนัขสักตัวนั้นยังไม่เล็ดรอดสายตาผู้าุโอวิ่นได้ เ้าเด็กคนนี้เข้ามาอยู่เขตแดนชั้นในสุดนี้ได้ มันต้องมีลับลมคมในแน่ๆ” ว่าแล้วชายหนุ่มก็ชักดาบออกมาจ่อที่เด็กชายอีกครั้ง
”ศิษย์พี่ใหญ่ แต่ตอนนี้เราสองคนก็แอบเข้ามาเที่ยว สามารถลอดพ้นจากสายตาผู้าุโได้ นั่นไม่แปลว่าเด็กคนนี้ก็ทำได้หรอกหรือ?” หญิงสาวยังคงโต้เถียงต่อ ชายหนุ่มก็มิได้ยอมความเช่นกัน
”ศิษย์น้องทำไมต้องหาข้อแก้ตัวให้มัน สำนักเราไหนเลยจะมีเด็กตัวเล็กแค่นี้ เ้าก็รู้ว่าสำนักเราไม่มีเด็กตัวเท่านี้สักคน ซ้ำยังอยู่ในเขตแดนชั้นใน เ้าเป็ถึงบุตรีของท่านเ้าสำนัก เหตุใดจึงมองไม่ออก”
”ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านจะว่าข้าโง่หรือ...” และแล้วสงคราวน้ำลายของทั้งสองก็เริ่มปะทุรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเ้าตัวปัญหากลับนั่งหนาวสั่นมองทั้งสองคนเถียงกันต่อไป
’ถ้าเราเป็สปายจริง ความลับของสำนักอะไรนั่นจะแตกเพราะสองคนนี้แหละ.. ระหว่างรอก็จัดเรียงชุดข้อมูลจากเครื่องบ้านั่นก่อนจะดีกว่า’ เมื่อเด็กชายคิดได้แล้ว มันก็เริ่มจัดเรียงรวบรวมข้อมูลที่ยุ่งเหยิงในสมองทันที ผลข้างเคียงจากเครื่องยัดข้อมูลพิลึกนั้นทำให้เด็กชายต้องใช้เวลาจัดเรียงขัอมูลเยอะพอสมควร
‘อืม.. จากข้อมูลที่ได้มานั้น เปรียบเทียบกับตัวเราในอดีต ดูเหมือนว่ามันจะไม่เพียงยัดข้อมูล แต่มันกระตุ้นร่างกายกับความรู้สึกด้วยจริงๆ เหมือนเราเป็คนละคนกัน’
เด็กชายเริ่มคิดเรื่อยเปื่อย สองตาละทิ้งจากภาพชายหญิงเบื้องหน้าแล้วก้มลงมองมือตัวเอง เกล็ดหิมะที่ร่วงโรยค่อยๆลงมาััมือของเด็กชายเบาๆ ไม่นานเกินอึดใจก็ค่อยๆละลายเพราะความอบอุ่นบนฝ่ามือ
’อูย... หนาว...’ เด็กชายตัวสั่นอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าคู่ชายหญิงยังคงถกเถียงกันจนเลยเถิดไปเื่อื่นแล้ว เด็กชายก็ถอนหายใจ ’ต้องเริ่มจากการทักทายเข้าสังคมสินะ นี่ก็เป็สิ่งใหม่สำหรับเราเช่นกัน’
“เอ่อ.. สวัสดีครับ” เด็กชายเอ่ยเสียงเบา แต่ได้จังหวะตอนที่คู่ชายหญิงต่างเงียบลงทันที ทั้งสองจึงหันมาหาร่างบางอีกครั้ง
”เ้าเป็ใคร.. และเข้ามาเขตชั้นในสำนักอาทิตย์เหมันต์ได้อย่างไร?” บุรุษรีบยกดาบขึ้นจ่อไปยังเด็กชายอีกครั้ง คล้ายกับวางมาดแก้ไขท่าทางปล่อยไก่เมื่อครู่ไป
“คือผม.. ผมไม่มีชื่อ” แววตาของเด็กชายดูหมองลงเล็กน้อย ตลอดมามันถูกเรียกว่า ‘สัตว์ทดลองหมายเลข 112’ มาตลอด
”อย่างนี้ยิ่งน่าสงสัย!” บุรุษตวาด
”ศิษย์พี่อย่าเพิ่งตะคอกสิ! ,เด็กน้อย เหตุใดเ้าจึงไม่มีชื่อเล่า แล้วเ้ามาอยู่ในเขตแดนชั้นในนี้ได้อย่างไร บอกให้พี่หญิงฟังได้ไหม” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่น ก่อนจะกวักนิ้วให้ชายหนุ่มด้านข้างเป็สัญญาณบางอย่าง
”เฮ่อ.. ตามใจเ้าก็แล้วกัน เดิมทีข้าก็ทำใจเื่ตามใจเ้าแอบมาเที่ยวอยู่แล้ว จะหาเื่มาเพิ่มอีก อย่างมากก็กักตัวครึ่งปี..” ชายหนุ่มยังคงบ่น แต่ก็ลดดาบลงเก็บเข้าฝัก
”ศิษย์พี่..” หญิงสาวยิ้มก่อนจะกวักนิ้วเป็สัญญาณอีกครั้ง ชายหนุ่มขมวดคิ้วทำความเข้าใจอีกครั้ง จากนั้นจึงถอดชุดคลุมผืนหนายื่นให้หญิงสาว
”เ้าสวมนี่ก่อนเถอะ” หญิงสาวยิ้มพร้อมกับยื่นชุดคลุมของชายหนุ่มให้เด็กน้อย
”ขอบคุณครับ” เด็กชายก้มหัวพร้อมกับรับผ้าคลุมมาห่มตัว ความอบอุ่นจากที่ชายหนุ่มเคยใส่ยังไม่หายไป เด็กน้อยจึงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมากระทันหัน จึงหันไปก้มหัวขอบคุณให้กับชายหนุ่มซึ่งทำเบ้ปากเชิดหันไปทางอื่น หญิงสาวที่เห็นอากัปกิริยาเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา
”จะอย่างไรเสีย พูดคุยกันกลางลมหิมะคงไม่ดีนัก พวกเราไปหาจุดก่อกองไฟนั่งคุยกันเถอะ” ชายหนุ่มผู้ถูกพรากผ้าคลุมไปกล่าวขึ้น ก่อนจะออกเดินนำไปทันที
”ไปกันเถอะ ได้ผิงไฟอุ่นๆคงทำให้เ้าจำชื่อตัวเองได้” หญิงสาวยิ้มก่อนจะเอื้อมมือจับแขนเด็กชายให้ลุกขึ้น
เด็กชายมิได้ขัดขืนอันใด มันเพียงแต่เดินตามหลังของหญิงสาวไปเรื่อยๆ ทั้งสามเดินบนทุ่งหญ้าหิมะไม่นานก็พบป่าโปร่งที่มีหิมะปกคลุม ด้วยเพราะวันนี้เป็วันแรกที่หิมะเริ่มตก จึงยังไม่มีหิมะกองถมบนกิ่งไม้มากนัก บริเวณที่โลงเล็กน้อยข้างช่องหินจึงเป็จุดพักก่อกองไฟที่ดี
ชายหนุ่มรับหน้าที่หาฟืนไฟบริเวณรอบ เขาใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็จัดสรรฟืนมาวางกองสุมรวมกันเป็ูเาขนาดย่อมแล้วจึงจุดไฟ ยามสนธยาเริ่มคลืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งสามนั่งหันหน้าเข้าหากองไฟ ความอบอุ่นเริ่มแผ่ออกไปบริเวณรอบๆทำให้ทั้งสามต่างนิ่งเงียบ สองคนยังคงจ้องมองเด็กน้อยที่ยังเงียบงันเหม่อมองกองไฟ ซึ่งในที่สุดแล้วบุรุษก็ทนความเงียบไม่ไหว จึงได้เริ่มกล่าว
”เ้าจะบอกพวกเราได้หรือยัง ข้าจะไม่ถามเป็ครั้งที่สามหรอกนะ.. เ้าเป็ใคร เข้ามาเขตแดนชั้นในสำนักเราได้อย่างไร?”
”ฮิฮิ.. ศิษย์พี่ ท่านเพิ่งถามครั้งที่สาม” หญิงสาวหัวเราะเล็กน้อย ชายหนุ่มหน้าแดงขึ้นมาทันทีแล้วกระแอมขึ้นมาเบาๆเป็เชิงทวนคำถาม
”สัตว์... สัตว์ทดลองหมายเลขหนึ่งหนึ่งสอง..” เด็ดน้อยยังคงจ้องมองกองไฟ เปลวเพลิงสว่างสะท้อนหยดน้ำตาที่เริ่มซึมออกมา หญิงสาวเห็นดังนั้นจึงเริ่มรู้สึกเวทนา
”ใครตั้งชื่อบ้าบอแบบนี้ให้กับเ้า พี่หญิงคนนี้จะไปซัดหน้ามันสักทีสองที” หญิงสาวว่าแล้วก็ชูหมัดขึ้นมา
“ไม่เป็ไร ที่ที่ผมจากมา อยู่ต่างมิติจากที่นี่ และสาเหตุที่ผมมาอยู่ที่นี่ได้ก็เพราะการเดินทางข้ามมิติ”
“เฮ้.. เด็กน้อย เ้าจะปั้นเื่มาหลอกพวกเรา ช่วยทำให้มันสมจริงหน่อย” ชายหนุ่มกล่าว
”ศิษย์พี่..” มิทันที่หญิงสาวจะกล่าวอันใดต่อ เด็กชายก็ถอดผ้าคลุมด้านซ้ายออก เผยให้เห็นหัวไหล่ที่ถูกสักเป็ตัวอักษรรหัส ‘CXII’
”นี่คือหลักฐาน.. ผมหนีจากพวกมัน ข้ามมิติมาที่นี่” เด็กชายน้ำเสียงเศร้า
”โธ่.. ในยุทธภพนี้ใครๆก็ลวดลายแบบนี้กันทั้งนั้น ดูอย่างของข้านี่ ลวดลายปราณธาตุไฟ ส่วนนี่ธาตุดิน ว่าแต่ของเ้าเป็ปราณอะไร?” ชายหนุ่มว่าแล้วก็เลิกแขนเสื้อขึ้นมาทั้งสองข้าง เผยให้เห็นลงดลายไฟและก้อนหิน เป็สัญลักษณ์ธาตุ แต่แล้วเมื่อเห็นแววตาจริงจังแข็งกร้าวของเด็กน้อยแล้วเขาก็ต้องชะงักทันที
”ข้าเชื่อเ้าห้าส่วนก็ได้!” ชายหนุ่มยิ้มกล่าว แม้จะมองผิวเผินว่าชายคนนี้มีท่าทีไม่เป็มิตร แต่หากตั้งใจพินิจแล้ว จะรู้ได้ว่าเขาเป็คนที่ดีคนหนึ่ง
”เฮ่อ.. เด็กน้อย ถ้าเป็เช่นที่เ้าบอกมาจริง แล้วเ้าจะทำยังไงต่อ เ้าจะไปที่ใดต่อเล่า” หญิงสาวครุ่นคิด กรณีของเด็กทั่วไปก็สามารถเสาะหาญาติพี่น้องได้ แต่เด็กชายตรงหนานี้เล่า มันจะทำเช่นใด?
”ผมไม่รู้.. แต่ ผมต้องมีชีวิต” เด็กชายกล่าวเลื่อนลอย ตัวมันเองก็ยังไม่ได้คิดอันใดหลังจากหนีออกจากนรกแห่งนั้น
”อืม... ศิษย์พี่ว่าไง” จู่ๆหญิงสาวก็ยิ้มกล่าวออกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
”อะไรของเ้า อะไรคิดอะไร?”
”โธ่.. ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าเป็ลูกท่านพ่อ ท่านพ่อคือเ้าสำนัก แล้วท่านคิดว่าอย่างไร?”
”อะไรนะ! นี่เ้า...” ชายหนุ่มเหมือนจะนึกขึ้นได้จึงแหกปากร้องลั่น
”ใช่แล้ว! ถือว่าท่านเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดข้าแล้ว”
”ไม่เด็ดขาด ศิษย์น้องเล็ก.. เ้าก็รู้ว่าโทษสำนักเรามันน่าเบื่อเพียงใด ข้าจะไม่ไปนั่งคุกเข่าจ้องหน้าผาหรอกนะ”
”ไม่เป็ไรหรอก ครั้งนี้ข้ามีข้ออ้างแล้ว เราเพียงแค่บอกว่าเห็นปรากฏการณ์ฟ้าดินกำเนิดชีวิตตามตำนานของเทพพยากรณ์สำนักเราก็สิ้นเื่!” หญิงสาวกล่าว แต่ชายหนุ่มที่ได้ฟังกลับทำตาโตเท่าไข่ห่าน
”นี่เ้าจะเล่นใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือ! ไม่เอาๆ ถ้าถูกจับได้ มีหวังข้าคงถูกขับออกจากสำนักแน่ๆ เอาเื่แบบนี้มาล้อเล่นกันได้ยังไง”
”ถ้าอย่างนั้นศิษย์พี่มีวิธีอื่นไหมล่ะ?”
”จะว่าไปมันก็มี แต่เ้าอย่าลืมว่าข้าเชื่อเ้าเด็กน้อยนี่แค่ห้าส่วน ข้ายังมิอาจลืมข้อกังขาต่อมันได้ หากจะให้ข้าช่วยมัน มันต้องคุกเข่าสาบานต่อฟ้าดิน ว่าเื่ที่มันพูดเป็ความจริง” ชายหนุ่มกล่าววาจาหนักแน่น มันปรายตามองไปยังเด็กชายที่ยังคงนิ่งเงียบ
”ว่าไงเด็กน้อย พี่หญิงช่วยเ้าได้เพียงเท่านี้ ที่เหลือศิษย์พี่ใหญ่ของข้าจะช่วยเ้าเอง เพียงเ้าทำตามที่เขาขอ” ว่าแล้วหญิงสาวก็ขยับเข้าไปอธิบายวิธีการคุกเข่าสาบานแก่เด็กน้อย
”เท่านี้เองหรือ ยังไงเสีย สิ่งที่ผมพูดไปก็เป็เื่จริงอยู่แล้ว” เด็ดน้อยท่าทางซึมเซา มันเพียงแต่จะทำตามคำบอกของหญิงสาวแบบขอไปทีเท่านั้น
เด็กชายลุกขึ้นจากท่าขัดสมาธิเป็ท่าคุกเข่า มันปรายตามองไปยังคนทั้งสองก่อนจะแหงนหน้ามองขึ้นฟ้า
”ข้าสัตว์ทดลองหมายเลข 112 ขอทำพิธีสาบาน.. ” ยังมิทันจะได้เริ่มกล่าวอันใด อยู่ๆเด็กชายก็รู้สึกเหมือนสายลมอันหนาวเหน็บเริ่มพัดพาวนไปรอบๆกาย เด็กชายงงงันวูบ หันไปกล่าวถามกับหญิงสาวถึงความแปลกพิศดารนี้
”เ้าต้องจริงจังกับมัน ห้ามทำแบบขอไปที เ้าบอกว่ามาจากต่างมิติ ไม่ว่ามิติที่เ้าจากมาจะเป็อย่างไร จงลืมมันเสีย เพราะมิติแห่งนี้.. มีสิ่งที่เ้ายังมิอาจจะเข้าใจได้ในตอนนี้” ชายหนุ่มกลับเป็คนตอบคำถามแทน โดยเน้นย้ำประโยคสุดท้าย
“และเ้าควรจะมีชื่อใหม่ได้แล้ว!”
“ใช่ๆ ศิษย์พี่พูดถูก น้อยนะที่จะมีเื่ดีๆออกจากปากศิษย์พี่” หญิงสาวกล่าวกระแทกใส่ชายหนุ่ม เด็กชายได้ยินดังนั้นจึงได้ฉุกคิดในใจ ‘ชื่อใหม่หรือ..’
”พวกท่านก็มีชื่อใช่ไหม?” เด็กชายถามทำเอาชายหญิงทั้งสองแทบจะหงายหลัง
”ข้าลืมเื่นี้ไปได้อย่างไร.. ข้า’ถังลู่หลิน’ ส่วนศิษย์พี่ใหญ่คนนี้ หลี่จินหยาง” หญิงสาวกล่าวแนะนำตัวเองกับศิษย์พี่ของนาง
”อย่างนั้นผมคงต้องเปลี่ยนวิธีการพูดในโลกนี้ด้วยใช่ไหม อืม..ชื่อต้องออกแนวภาษาจีนสินะ” เด็กชายครุ่นคิด แม้ว่ามันจะมีพื้นฐานความรู้ทางภาษาแล้ว แต่การคิดชื่อนั้นเป็สั่งที่มันไม่คิดมาก่อน
”เช่นนั้นท่านทั้งสอง.. ผู้ช่วยชีวิตข้า ได้โปรดมอบนามให้ข้าด้วยเถิด” เด็กชายในท่าคุกเข่า พร้อมกับเปลี่ยนถ้อยคำให้เข้ากับสภาพผู้คนในมิตินี้ มันยกมือทั้งสองข้างค้อมขึ้นผสานเข้าหากันแล้วก้มหัว
ถังลู่หลินเมื่อได้เห็นเช่นนั้นก็อดยิ้มกว้างขึ้นไม่ได้ นางหันไปสบตากับหลี่จินหยางที่รีบหุบยิ้มพอดี ก่อนจะปัดมือเป็เชิงว่า ‘เ้าตั้งชื่อให้มันเถอะ’
”เช่นนั้นพี่หญิงคนนี้จะมอบนามอันไพเราะให้กับเ้า..เด็กน้อยผู้เกิดใหม่” ถังลู่หลินว่าแล้วก็ดีดตัวลุกขึ้น นางเดินออกไปยังผืนป่าโล่งก่อนจะเงยหน้ามองผืนนภา
”หมู่เมฆพัดผ่านคล้อยโลกา
ลมเย็นพัดพาให้กระจ่าง
หิมะโปรยโรยร้อยผืนนภา”
หญิงสาวกล่าวแล้วก็ชี้นิ้วเรียวงามมายังเด็กชายผู้ซึ่งเคยถูกเรียกว่าสัตว์ทดลอง บัดนี้มันได้รับอิสภาพ ละทิ้งสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงที่มันเคยประสบพบพานมา
”แซ่ของเ้า นามของเ้า.. หยุนเสวี่ยเฟิง!“
”หยุนเสวี่ยเฟิง” เด็กชายทวนคำก่อนที่น้ำตาแห่งความยินดีจะไหลออกมา บัดนี้มันมิได้เป็เช่นสัตว์ก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว มันก้าวผ่านขุมนรกกลับมาเกิดใหม่แล้ว.. ความรู้สึกปิติยินดีพลันเอ่อล้นออกมาโดยมิอาจหักห้ามใจได้อีกต่อไป มุมปากของมันยกขึ้น จะยิ้มก็ไม่เชิง จะร้องไห้ก็มิใช่ บทคำกล่าวของถังลู่หลินพลันปรากฏในห้วงความคิดก่อนจะถูกถ่ายถอดออกมาให้ชายหญิงทั้งสองได้สดับรับฟัง
”หมู่เมฆลอยพัดผ่านคล้อยโลกา
สายลมเย็นพัดพาให้กระจ่าง
มวลหิมะโปรยโรยร้อยผืนนภา
กระแสธาราไหลย้อยปล่อยชีวา
เอื้อมมือคว้าอิสรภาพแล้วล่องลอย”
”นะ... นี่เ้า!” หลี่จินหยางเมื่อได้ฟังก็ร้องะโออกมาสุดเสียงทันที ดวงตาเบิกกว้าง มือไม้สั่นเทา อากาศที่หนาวจัดมิได้ช่วยให้เหงื่อที่ผุดไหลซึมออกมาชะลอเลยแม้แต่น้อย ส่วนถังลู่หลินนั้นอาการไม่ต่างกัน เพียงแต่นางกลับกล่าวอย่างเลื่อนลอยว่า
”บทกวีขั้นที่ห้า...”
จบตอน.
——————
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน กระผมนายกาขาวลู่ลม ยินดีที่ได้รู้จักครับ เื่นี้ผมแต่งเองนะครับ เพียงแต่ว่าการใช้คำหรือการแต่งกลอนบทกวี บอกตามตรงผมไม่เชี่ยวเลย แต่จะพยายามนะ ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและสละเวลาอ่านนะครับ ขอบพระคุณครับ ^^