บทที่24
กลางทะเลทราย
ยามเที่ยงวันแห่งทะเลทรายฮั่วโจวดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางฟากฟ้า แผดเผาพื้นทรายให้ร้อนระอุจนแลดูเหมือนคลื่นความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วผืนดินสีทองเส้นขอบฟ้าพร่าเลือนด้วยม่านไอแดด บรรยากาศโดยรอบเงียบงันมีเพียงเสียงลมรำเพยแ่ผ่านเม็ดทรายที่ถูกพัดลอยขึ้นมาเป็ระลอก
กลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ไร้เงาไม้ไร้ที่หลบแดด ขบวนอาชาจำนวนยี่สิบตัวกำลังชะลอฝีเท้าลงช้า ๆหลังจากวิ่งฝ่าพื้นทรายอันยากลำบากมาเป็เวลาหลาย่ยาม
กลุ่มทหารในชุดเกราะหนังสีดำสนิทแต่ละนายต่างรีบควบคุมอาชาของตนให้หยุดนิ่งก่อนจะเริ่มลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนจนแทบหลอมละลายทุกคนต่างรู้หน้าที่ดี รีบจัดเตรียมถุงน้ำ และหยิบอาหารแห้งสำหรับม้าออกมาอย่างรวดเร็ว
เสียงบ่นพึมพำด้วยความเหนื่อยล้าแว่วอยู่ประปรายแต่ไม่มีใครแสดงความอ่อนแอ พวกเขารู้ดีว่าทะเลทรายไม่ใช่สถานที่ปรานีผู้ใดโดยเฉพาะกับเหล่าม้าศึกที่มิได้ถูกฝึกมาเพื่อโลดแล่นบนผืนทรายอันอ่อนยวบเช่นนี้การเดินทางจึงล่าช้าและหนักหนากว่าปกติหลายเท่า
ท่ามกลางกลุ่มทหารเ่าั้ร่างหนึ่งในชุดเกราะเหล็กสีดำสนิทตัดกับแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันอย่างเด่นชัดบุคลิกสง่างามแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบและน่าเกรงขาม หนานกงจิ่นอวี่ผู้นำขบวนในครั้งนี้
สายลมที่พัดผ่านปลายเส้นผมสีดำสนิทของเขาช่วยเพิ่มความดุดันให้กับบุรุษหรือสตรีในคราบแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ บริเวณข้างเอวมองเห็นดาบคู่แฝดถูกเหน็บไว้อย่างเป็ระเบียบ เงาของคมดาบสะท้อนแสงแดดวูบวาบราวกับพร้อมชักออกมาฟาดฟันได้ทุกเมื่อ
หนานกงจิ่นอวี่กำลังก้มหน้าลูบจมูกอาชาสีดำขลับตัวใหญ่ที่ยืนหอบไอร้อนอยู่เบื้องหน้ามือหนึ่งถือผ้าชุบน้ำเช็ดคราบเหงื่อให้สัตว์คู่ใจ อีกมือก็ลูบแผงคอของมันเบา ๆตรวจดูความผิดปกติของร่างกายหลังจากฝืนวิ่งบนพื้นทรายมานาน
ท่ามกลางความเงียบงันของการพักค่ายเสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ก้าวตรงเข้ามาใกล้ร่างชายฉกรรจ์สูงใหญ่ในชุดเกราะดำเข้มสะท้อนแดดร่างกายกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่นตึง บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งและผ่านศึกมาไม่น้อย
เขาหยุดยืนห่างจากหนานกงจิ่นอวี่เพียงไม่กี่ก้าวใบหน้าคมคายเปื้อนคราบเหงื่อและทรายเล็กน้อย แววตาคมเข้มฉายแววเคารพและรอคอยคำสั่ง
“ท่านแม่ทัพ!” ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งรีบก้าวเข้ามาประสานมือคารวะดวงหน้าเปื้อนเหงื่อสะท้อนถึงความเร่งรีบและความเคร่งเครียดในใจ
หนานกงจิ่นอวี่ละมือจากการตรวจสอบอาชาคู่ใจพลางเงยหน้าขึ้นมองลูกน้องใต้บัญชา เสียงทุ้มนิ่งเฉยเอ่ยถามโดยไม่อ้อมค้อม
“เป็อย่างไรบ้าง?”
ชายฉกรรจ์ขยับกายเข้าใกล้อีกก้าวก่อนจะรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เคลื่อนที่ไปทางด้านหน้าอีกประมาณสิบลี้พวกเราพบร่องรอยของสัตว์อสูรขอรับ!”
หนานกงจิ่นอวี่นิ่งไปเพียงอึดใจเดียวดวงตาคมกริบฉายแววคำนวณอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยคำสั่งเด็ดขาดออกมาโดยไม่ลังเล
“เปลี่ยนเส้นทาง”
“ขอรับ!!” ชายฉกรรจ์ขานรับเสียงดัง ฟาดอกกำปั้นแน่นด้วยท่าทางเคารพเต็มเปี่ยม
แต่ทว่าหลังจากรับคำสั่งแล้วร่างกำยำกลับยังคงยืนนิ่ง ไม่ถอยห่างตามหน้าที่ หนานกงจิ่นอวี่เหลือบตามองแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“มีเื่ใดจะรายงานอีกหรือ?”
ชายฉกรรจ์ขบกรามแน่นเล็กน้อยราวกับชั่งใจ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“คือว่า...หากสถานการณ์ยังเป็เช่นนี้ต่อไป พวกเราอาจไม่อาจทนได้นานถึง่เวลานั้นขอรับ”น้ำเสียงที่แฝงความกังวลเผยออกมาอย่างชัดเจน
หนานกงจิ่นอวี่ยืนนิ่งราวกับรูปสลักสายลมร้อนกรรโชกพัดปลายเสื้อคลุมและแผงคอของอาชาข้างกายให้โบกสะบัดแต่ดวงหน้าของแม่ทัพกลับยังคงเยือกเย็นไร้คลื่นอารมณ์
“ไม่ต้องวิตก” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาคมกริบจับจ้องขอบฟ้าเวิ้งว้างเบื้องหน้า “กว่าที่พวกเราจะถึงขีดจำกัด ยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน่เวลานี้สำรวจให้มากที่สุด”
น้ำเสียงมั่นคงและเด็ดขาดทำให้ชายฉกรรจ์แม้จะยังมีความกังวล แต่ก็ได้แต่ขานรับในลำคออย่างจำนนต่อคำสั่ง
เพียงแต่ว่า...ความสงสัยที่กดทับอยู่ในใจกลับยิ่งเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ชายฉกรรจ์ขมวดคิ้วแน่นราวกับกำลังต่อสู้กับความกลัวในใจของตนเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามในสิ่งที่ทหารทุกคนต่างสงสัยมาตลอดทาง
“ท่านแม่ทัพ...”เขากลั้นใจถามออกมา “ข้ามีเื่ที่อยากทราบมาโดยตลอด...เหตุใดท่านจึงยอมรับการเดินทางมาเหยียบยังดินแดนรกร้างเช่นนี้ขอรับ?”
เมื่อคำถามหลุดออกมาบรรยากาศโดยรอบพลันเงียบงันลง แม้แต่สายลมร้อนก็คล้ายหยุดพัดชายฉกรรจ์รู้ดีว่าคำถามนี้อาจล่วงเกิน แต่เขาอดไม่ได้ที่จะถามออกไป
หนานกงจิ่นอวี่ไม่ได้แสดงสีหน้าใหรือไม่พอใจแม้แต่น้อยเพียงแค่ปรายตามองลูกน้องใต้บัญชา ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำเกินหยั่งถึง
ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะคลี่ยิ้มบางเบารอยยิ้มที่แฝงความเย้ยหยันตนเองเสียมากกว่า
“...จำเป็ต้องมา”น้ำเสียงเรียบเฉยดังขึ้นสั้น ๆ แต่หนักแน่นดั่งหินผา
หนานกงจิ่นอวี่ปรายตาไปมอง
“เป็อันใดหรือว่านึกเสียใจแล้วที่ติดตามเข้ามามาที่สถานที่แห่งนี้”หนานกงจิ่นอวี่ถามออกไป
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นส่ายหน้าแล้วกล่าวออกมาว่า “ ชีวิตของข้าท่านแม่ทัพเป็คนช่วยเอาไว้แน่นอนว่าย่อมไม่เสียดายเพียงแค่ข้าไม่เข้าใจเท่านั้น”
“สักวันนึงเ้าจะเข้าใจ”หนานกงจิ่นอวี่ ตอบกลับไป
“หวังว่าตัวของข้าจะอยู่ถึงวันนั้น”ชายฉกรรจ์ผู้นั้นตอบกลับ
“ไปเถอะ” หนานกงจิ่นอวี่สั่งการอีกครั้งหลังจากนั้นทหารภายใต้บัญชาของหนานกงจิ่นอวี่ที่มีราวยี่สิบชีวิตต่างพากันะโขึ้นหลังม้าแล้วก็ออกเดินทางอีกครั้งเพื่อสำรวจพื้นที่ภายในดินแดนแห่งนี้ต่อ
่เวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ผ่าน่เที่ยงวันไปได้สักพักเข้าสู่ยามบ่ายขบวนเดินทางของหนานกงจิ่นอวี่ ก็วกม้าแล้วก็เดินทางมุ่งตรงไปที่เมืองกู่หลิงซาเป็เมืองเดียวภายในดินแดนแห่งนี้ที่ยังคงเหลือรอดอยู่แล้วก็เป็ที่มั่นเดียวสำหรับพวกเขาเช่นเดียวกัน
ใช้เวลาเดินทางอยู่สักพักก็สามารถเดินทางมุ่งตรงมาที่เมืองกู่หลิงซาได้สำเร็จ
หนานกงจิ่นอวี่ก้าวเท้าเข้ามาภายในเรือนไม้ร่างสูงในชุดเกราะดำยังคงสงบนิ่งไร้ซึ่งความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางท่ามกลางทะเลทรายตลอดทั้งวันแต่เมื่อสายตาคมกริบทอดมองไปยังโต๊ะอาหารกลางห้องโถง กลับต้องหยุดชะงักลงในทันที
บนโต๊ะไม้เก่า ๆมีจานใบหนึ่งตั้งอยู่โดดเด่น... จานที่ควรจะเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของผัดผักสดใหม่กลับมีเพียงสิ่งที่ดำเกรียมเกินกว่าจะเรียกว่าของกินได้ทั่วทั้งจานเต็มไปด้วยเศษผักไหม้เกรียม ราวกับมันถูกโยนลงไปในกองเพลิงแทนกระทะ
ดวงตาคมของหนานกงจิ่นอวี่กะพริบเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองสตรีผู้เป็ภรรยาที่กำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะสีหน้าของเซี่ยอันอวี่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน ยิ้มแห้ง ๆ พลางหลบสายตา
“นี่คือ...อาหารของเ้าหรือ?”น้ำเสียงของหนานกงจิ่นอวี่ฟังดูเรียบเฉย แต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกยากจะอธิบาย
เซี่ยอันอวี่หัวเราะแห้ง ๆ ทันทีนางยกมือขึ้นลูบท้ายทอยของตนเองแก้เขิน ดวงตากลอกไปมาไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ
“อืม...ข้า...ก็แค่อยากลองฝึกทำอาหารดูบ้างน่ะ...”นางตอบเสียงเบา ราวกับรู้ดีว่าผลงานของตนมันชวนสยองเพียงใด
หนานกงจิ่นอวี่ก้าวเข้ามาใกล้ พลางก้มลงพิจารณาสิ่งที่อยู่บนจานอีกครั้งสีหน้าของเขายังคงนิ่งสงบ แต่แววตาลึก ๆ คล้ายแฝงความเวทนาอยู่บ้าง
“เ้าคิดจะวางยาพิษข้าหรือเปล่า?”เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่คำพูดนั้นแทงใจดำเข้าเต็ม ๆ
เซี่ยอันอวี่ถึงกับสะดุ้งเฮือกรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธทันที “ไม่ใช่นะ!ข้าแค่...แค่เผลอไปนิดเดียวจริง ๆ!”
“นิดเดียว?” หนานกงจิ่นอวี่เลิกคิ้ว มุมปากกระตุกเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่ “ข้าว่าเ้าเผลอไปทั้งกะทะมากกว่า”
เซี่ยอันอวี่หน้าแดงก่ำด้วยความอับอายได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน “ก็ครั้งแรกนี่นา...เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะลองใหม่คราวนี้ต้องออกมาดีกว่านี้แน่นอน!”
หนานกงจิ่นอวี่ปรายตามองนางครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ เขาไม่พูดอะไรต่อแต่เดินไปหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบอย่างสงบนิ่งราวกับยอมแพ้ต่อทักษะการทำอาหารของสตรีตรงหน้า
เซี่ยอันอวี่มองท่าทางของหนานกงจิ่นอวี่แล้วได้แต่ยิ้มแหยๆ ในใจลอบสาบานกับตัวเองว่าพรุ่งนี้จะต้องทำให้ออกมาดีกว่านี้ให้ได้
ภายในเรือนไม้เก่า ๆยามเย็นในเมืองกู่หลิงซา บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยกลิ่นไหม้จาง ๆและความกระอักกระอ่วนของแม่บ้านมือใหม่...ที่เกือบทำให้สามีอดอาหารเย็นเพราะความหวังดี