แสงสีทองอ่อนๆ เริ่มทอประกายบนท้องฟ้ายามรุ่งสาง ละอองน้ำค้างยังคงเกาะพราวอยู่บนใบหญ้าและกิ่งไม้ ไออุ่นของแสงอาทิตย์ค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ปลุกธรรมชาติให้ตื่นจากการหลับใหล เสียงนกร้องแว่วมาแต่ไกล ชวนให้รู้สึกสดชื่นและเบิกบานใจ
ในห้องนอนอันเรียบง่ายแต่สง่างาม ไป๋ หยูเซียน ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น หลังจากที่ได้หลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนของเธอเปล่งประกายด้วยความกระตือรือร้น เธอลุกขึ้นจากเตียงอย่างกระฉับกระเฉง ใบหน้าเปล่งปลั่งด้วยความสดใส ริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อยิ้มน้อยๆ ด้วยความตื่นเต้นถึงสิ่งที่รอคอยเธออยู่ในวันนี้
หยูเซียนรีบอาบน้ำแต่งตัว เธอเลือกสวมชุดกี่เพ้าสีฟ้าอ่อนปักลายดอกบัวสีขาวประณีต ผ้าไหมเนื้อดีสะท้อนแสงวิบวับยามต้องแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่าง ผมยาวสลวยสีดำขลับถูกมัดรวบขึ้นเป็มวยสูงอย่างประณีต ประดับด้วยปิ่นทองคำลงยาสีฟ้าที่เป็มรดกตกทอดมาจากมารดาของเธอ เครื่องประดับชิ้นนี้ไม่เพียงแต่งดงาม แต่ยังแฝงไว้ด้วยพลังวิเศษที่ช่วยปกป้องผู้สวมใส่
เธอมองตัวเองในกระจกบานใหญ่พลางยิ้มน้อยๆ ด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะรีบเดินออกจากห้อง มุ่งหน้าไปยังที่พักของจ้าว หยาง หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง
"วันนี้เป็วันแรกที่ข้าจะได้ฝึกวิชาควบคุมอสูรกับ จ้าว หยาง" หยูเซียนพึมพำกับตัวเอง พลางนึกถึงใบหน้าดุดันของจ้าว หยาง ดวงตาสีเขียวเข้มที่มักจะมองเธอด้วยสายตาดูแคลน แต่บางครั้งก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่เขาพยายามซ่อนเร้น "หวังว่าเขาจะไม่ดื้อ ทำตัวเป็เด็กดีบ้างนะ" เธอยิ้มขำกับความคิดของตัวเอง
เมื่อมาถึงหน้าประตูที่พักของจ้าว หยาง อาคารไม้สองชั้นที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้อันร่มรื่น หยูเซียนสูดหายใจลึกๆ เพื่อสงบจิตใจที่เต้นรัว ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ พลางเอ่ยเสียงใสดั่งระฆังแก้ว "จ้าว หยาง ตื่นได้แล้วค่ะ มาทานอาหารเช้ากันเถอะ ข้าทำโจ๊กรากบัวมาให้ด้วยนะ"
ความเงียบงันเป็คำตอบเพียงอย่างเดียวที่เธอได้รับ
หยูเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ริ้วความกังวลเริ่มปรากฏบนใบหน้าเรียวสวย ก่อนจะเคาะประตูอีกครั้งแรงขึ้น "จ้าว หยาง? นี่ท่านยังหลับอยู่หรือ? หรือว่าท่านไม่สบาย?"
เงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงการเคลื่อนไหวใดๆ จากภายในห้อง
ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของหยูเซียน เธอรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่บอกว่ามีบางสิ่งผิดปกติ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป มือเรียวบางสั่นเทาเล็กน้อยขณะผลักบานประตูไม้หนักๆ
แสงสลัวจากโคมไฟน้ำมันที่วางอยู่มุมห้องเผยให้เห็นภาพที่ทำให้หัวใจของหยูเซียนแทบหยุดเต้น ห้องว่างเปล่า ไร้วี่แววของจ้าว หยาง ราวกับเขาได้หายวับไปกับอากาศธาตุ เตียงนอนยังคงยับย่นเหมือนเพิ่งมีคนลุกออกไป กลิ่นอายของเขายังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ แต่ร่างกายของเขากลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
"จ้าว หยาง!" หยูเซียนร้องเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบๆ ห้องอย่างร้อนรน หัวใจเต้นรัวราวกับกลองศึกที่ถูกตีอย่างบ้าคลั่ง "เขาไปไหนกันนะ?" เธอพึมพำกับตัวเอง ความกลัวและความสับสนเริ่มครอบงำจิตใจ
โดยไม่รอช้า หยูเซียนรีบสาวเท้าออกจากห้อง ชายกระโปรงสีขาวปลิวไสวตามแรงลมที่เกิดจากการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของเธอ เธอมุ่งหน้าออกจากตระกูลไป๋ทันที ใบหน้างดงามของเธอเต็มไปด้วยความกังวลและความตั้งใจ เธอไม่กล้าบอกใครเพราะกลัวว่าจะสร้างความวุ่นวายให้กับตระกูล และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เธอหวาดกลัวว่าจ้าว หยางจะไปทำร้ายผู้คนในยามที่ไม่มีใครควบคุม ภาพของการสูญเสียและความเ็ปที่อาจเกิดขึ้นหากเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ผุดขึ้นในความคิดของเธอ ทำให้เธอต้องรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น
เมื่อออกมาถึงลานกว้างหน้าตระกูล หยูเซียนหยุดชั่วครู่เพื่อรวบรวมสติ เธอเริ่มใช้วิชาแกะรอยิญญาอสูร ทักษะอันล้ำค่าที่เธอได้ร่ำเรียนมาตลอดหลายปี เธอหลับตาลงและสูดลมหายใจลึกๆ พยายามรับรู้ถึงกลิ่นอายของจ้าว หยาง มันเป็กลิ่นเฉพาะตัวที่ผสมผสานระหว่างความเย็นะเืของราตรีกับความร้อนแรงของเปลวเพลิง กลิ่นอายที่ทั้งน่าหวาดกลัวและน่าหลงใหล ในขณะเดียวกัน
"ทางนี้!" หยูเซียนพึมพำกับตัวเอง ดวงตาเปิดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับประกายแห่งความมุ่งมั่น ก่อนจะมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่กลิ่นอายนั้นนำพาเธอไป เธอเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนืุ์ทั่วไป ทิ้งเพียงเงาสีขาวและกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นตามแรงลมที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของเธอ
เธอเดินทางอย่างรวดเร็ว ผ่านทุ่งหญ้าที่พลิ้วไหวตามแรงลม ป่าไม้ที่เต็มไปด้วยเสียงนกร้องและสัตว์ป่า และลำธารใสเย็นที่ไหลเอื่อยๆ ท่ามกลางก้อนหินกลมมน แต่ละฉากที่ผ่านตาเธอไปนั้นงดงามราวกับภาพวาด แต่หยูเซียนไม่มีเวลามาชื่นชมความงามของธรรมชาติ ใจของเธอจดจ่ออยู่กับการตามหาจ้าว หยางเพียงอย่างเดียว
จนในที่สุด หลังจากการเดินทางอันยาวนานและเหน็ดเหนื่อย เธอก็มาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่ถูกโอบล้อมด้วยป่าไผ่อันเขียวขจี ป้ายไม้เก่าๆ ที่ตั้งอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้านเขียนชื่อ "หลิวเฉวียน" ด้วยตัวอักษรจีนโบราณที่แทบจะลบเลือนไปตามกาลเวลา
แม้ว่าทัศนียภาพโดยรอบจะงดงามตระการตา แต่บรรยากาศในหมู่บ้านกลับดูหม่นหมองผิดปกติ ราวกับมีม่านแห่งความเศร้าโศกคลุมทับอยู่ หยูเซียนรู้สึกได้ถึงความทุกข์ระทมที่แผ่ซ่านไปทั่วหมู่บ้าน เสียงร่ำไห้แ่เบาลอยมาตามสายลม กลิ่นธูปและเทียนไขที่ใช้ในพิธีไว้ทุกข์ลอยอวลในอากาศ ทำให้หัวใจของเธอหนักอึ้งด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นและกังวล
"มีอะไรเกิดขึ้นที่นี่กันนะ?" หยูเซียนพึมพำกับตัวเอง ขณะที่เธอก้าวเท้าเข้าสู่หมู่บ้านอันแสนวังเวง สายลมเย็นะเืพัดผ่านร่างของเธอ ทำให้เธอรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว ไม่ใช่เพียงเพราะอากาศหนาวเย็น แต่เป็เพราะบรรยากาศอันน่าขนลุกที่ปกคลุมทั่วทั้งหมู่บ้าน
เธอเห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังยืนคุยกันอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความเศร้า ราวกับว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับภัยพิบัติร้ายแรงบางอย่าง หยูเซียนรู้สึกถึงความผิดปกติในอากาศ ความตึงเครียดที่แทบจะััได้ เธอตัดสินใจเข้าไปสอบถาม หวังว่าจะได้รับคำตอบสำหรับความสงสัยที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ
"ขอโทษนะคะ" หยูเซียนเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ "มีเื่อะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าคะ? ข้าเห็นว่าทุกคนดูกังวลมาก"
ชาวบ้านคนหนึ่งหันมามองเธอด้วยสายตาเศร้าๆ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความระแวงและความกลัว "เ้าเป็คนแปลกหน้า ไม่ใช่คนในหมู่บ้านสินะ? ไม่ควรมาที่นี่เลย ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว"
หยูเซียนพยักหน้า รู้สึกถึงความหนักอึ้งในคำพูดของชายผู้นั้น "ใช่ค่ะ ข้าเพิ่งมาถึง แต่รู้สึกว่าบรรยากาศในหมู่บ้านดูแปลกไป ราวกับว่ามีเงาดำบางอย่างปกคลุมอยู่"
ชายชราคนหนึ่งถอนหายใจยาว เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความกลัวและความเศร้า "หมู่บ้านของพวกเรากำลังถูกปีศาจร้ายรังควาน มันแอบเข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านของเรา ทำลายข้าวของ และที่แย่ที่สุดคือ... มันฆ่าชาวบ้านในยามค่ำคืน เสียงกรีดร้องในความมืดกลายเป็เสียงที่พวกเราต้องทนฟังทุกคืน"
หยูเซียนรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว คำว่า "ปีศาจ" ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรง ความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นมาในความคิด "ฆ่าชาวบ้าน? แล้วศพมีลักษณะอย่างไรบ้างคะ?" เธอถามต่อ พยายามรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด
หญิงชราอีกคนตอบ น้ำตาคลอเบ้า เสียงของเธอแ่เบาราวกับกลัวว่าปีศาจจะได้ยิน "ศพที่พบมีลักษณะแห้งเหี่ยว ซีดขาว ราวกับถูกดูดเอาพลังชีวิตไปจนหมด ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว เหมือนกับว่าพวกเขาเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวก่อนตาย"
คำพูดนั้นทำให้หยูเซียนชะงักไป ภาพของจ้าว หยางผุดขึ้นมาในความคิด เธอนึกถึงครั้งที่เขาเคยใช้วิชาดูดพลังชีวิตของเธอ ความรู้สึกผิดและเสียใจท่วมท้นหัวใจของเธอ ความทรงจำนั้นยังคงสดใหม่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
"นี่เป็ฝีมือของเขาจริงๆ สินะ..." หยูเซียนคิดในใจ น้ำตาเริ่มคลอ ความรู้สึกผิดหวังและโกรธแค้นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ "ทำไมกัน? ทำไมเขาถึงทำแบบนี้? ข้าคิดว่าเขาเปลี่ยนไปแล้ว ข้าไม่คิดว่าเขาจะทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้ได้"
หยูเซียนพยายามสงบสติอารมณ์ เธอต้องคิดให้รอบคอบ แต่ความรู้สึกผิดหวังและโกรธแค้นก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ราวกับไฟที่ลุกโชนขึ้นในอกของเธอ
"ปีศาจก็คือปีศาจ" เธอคิด น้ำเสียงในใจเต็มไปด้วยความขมขื่น "ไม่ว่าจะพยายามเปลี่ยนแปลงอย่างไร สุดท้ายก็ยังคงทำชั่วอยู่ดี สายเืปีศาจในตัวเขาคงไม่มีวันเปลี่ยนแปลง"
หยูเซียนกัดริมฝีปาก ตัดสินใจแน่วแน่ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความเด็ดเดี่ยว "ข้าต้องหยุดเขาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม แม้ว่าจะต้องฆ่าเขาก็ตามที ข้าก็จะทำ เพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์ เพื่อหยุดยั้งความชั่วร้ายนี้"
เธอหันไปหาชาวบ้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ดวงตาเป็ประกายด้วยไฟแห่งความกล้าหาญ "ข้าจะช่วยพวกท่านกำจัดปีศาจร้ายนี่เอง" น้ำเสียงของหยูเซียนหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว ทำให้ชาวบ้านที่หวาดกลัวเริ่มรู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขามองดูร่างบางของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ แต่ก็อดชื่นชมในความกล้าหาญของเธอไม่ได้
หลังจากให้คำมั่นสัญญากับชาวบ้าน หยูเซียนรีบเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง เสียงฝีเท้าของเธอดังกึกก้องบนถนนหินที่เงียบสงัด สายตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง สังเกตทุกรายละเอียดของสภาพแวดล้อม จนกระทั่งสายตาไปสะดุดกับโรงเตี๊ยมเก่าแก่แห่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางอาคารบ้านเรือนอื่นๆ ป้ายชื่อโรงเตี๊ยมที่เคยสดใสบัดนี้ซีดจางลงตามกาลเวลา แต่ยังคงอ่านได้ว่า "โรงเตี๊ยมจันทราเงา"
หยูเซียนตัดสินใจเช่าห้องพักที่นั่นเพื่อวางแผนการจัดการกับปีศาจร้าย เธอก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยม กลิ่นอายของความเก่าแก่และประวัติศาสตร์อันยาวนานลอยอวลอยู่ในอากาศ เ้าของโรงเตี๊ยม ชายชราผมขาวโพลนมองมาที่เธอด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากนัก เพียงแค่ส่งกุญแจห้องพักให้เธอพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ
เมื่อพลบค่ำย่างเข้ามาเยือน ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีส้มอมชมพูเป็สีน้ำเงินเข้ม ดวงดาวเริ่มทยอยปรากฏตัวบนฟากฟ้า หยูเซียนเริ่มลงมือปฏิบัติการ เธอหยิบถุงผ้าใบเล็กที่ปักลวดลายดอกบัวอย่างประณีตออกมา ภายในบรรจุพุทราหยกเก้า์ที่เธอเตรียมมาอย่างดี เมื่อเธอเปิดถุงออก กลิ่นหอมหวานของพุทราลอยฟุ้งไปทั่ว ชวนให้น้ำลายสอ
"ถ้าข้าเดาไม่ผิด ปีศาจตนนั้นต้องเป็จ้าว หยาง แน่ๆ" หยูเซียนพึมพำกับตัวเอง ขณะที่วางพุทราไว้ตามจุดต่างๆ อย่างระมัดระวัง สายตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็นการกระทำของเธอ ลมเย็นๆ พัดผ่านมา ทำให้เส้นผมดำขลับของเธอปลิวไสว
เธอซ่อนตัวอยู่หลังเสาไม้ใหญ่ที่ผุกร่อนตามกาลเวลา ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังกับดักที่วางไว้ หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัวเล็กน้อย แต่เธอก็กัดฟันสะกดกลั้นความรู้สึกนั้นไว้ ไม่นานนัก เงาดำขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืด กลิ่นหอมของพุทราดึงดูดให้มันเข้ามาใกล้ ทีละก้าว... ทีละก้าว...
"ฮึ่ม! กลิ่นอะไรหอมจังเลย" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากความมืด เสียงนั้นลึกและกังวานราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้าย ตามด้วยเสียงเคี้ยวตุ้ยๆ ที่ดังก้องในความเงียบของรัตติกาล
หยูเซียนรู้สึกถึงกระแสพลังงานแปลกประหลาดที่แผ่ซ่านมาจากทิศทางนั้น เธอค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ มือกุมด้ามดาบแน่น พร้อมที่จะชักออกมาได้ทุกเมื่อ แสงจันทร์สาดส่องผ่านกิ่งไม้ ทำให้เกิดเงาประหลาดทาบทับไปทั่วบริเวณ ใบไม้ไหวเอื่อยตามสายลมยามราตรี เสียงกิ่งไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังแทรกความเงียบเป็ระยะ
หัวใจของหยูเซียนเต้นรัวเร็ว เธอสูดลมหายใจลึก พยายามระงับความหวาดหวั่นที่กำลังก่อตัวขึ้นในอก ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เข้มแข็งที่สุด "ใครน่ะ? ออกมาให้ข้าเห็นหน้าเดี๋ยวนี้!"
เงาดำทะมึนขยับไหว ก่อนที่เสียงนั้นจะดังขึ้นอีกครั้ง ทุ้มต่ำและนุ่มลึก ราวกับเสียงครางของสัตว์ร้ายยามค่ำคืน "อ้อ? มีคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วยหรอกหรือ?" น้ำเสียงฟังดูสบายๆ แต่แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้หยูเซียนรู้สึกขนลุกซู่
หยูเซียนกำลังจะพุ่งออกไปจัดการ มือของเธอกระชับด้ามดาบแน่นขึ้น พร้อมที่จะชักออกมาเพื่อโจมตีได้ทุกเมื่อ แต่แล้วเธอก็ต้องชะงัก เมื่อร่างนั้นก้าวออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย กำลังเคี้ยวพุทราอย่างเอร็ดอร่อย แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนใบหน้าคมเข้มนั้น เผยให้เห็นดวงตาสีทองวาววับที่จ้องมองมาที่เธออย่างขบขัน
"จ้าว หยาง?!" หยูเซียนอุทานออกมา ใบหน้าเธอเผยความตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด ความตึงเครียดในร่างกายแปรเปลี่ยนเป็ความสับสนวุ่นวายในจิตใจ
เธอส่ายหน้าเบาๆ พลางพึมพำ "เป็ไปไม่ได้... ข้าคิดว่าเ้าไม่ใช่ปีศาจร้ายที่กำลังทำร้ายชาวบ้าน แต่นี่... นี่มันเ้าจริงๆ หรือ?"
จ้าว หยางยิ้มกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ริมฝีปากบาง ดวงตาเป็ประกายขี้เล่นขณะที่เขาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส
"อ้าว! หยูเซียน นี่เ้าเองหรือ ข้านึกว่าใครเสียอีก"
เขาโยนพุทราลูกสุดท้ายเข้าปาก เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะเดินย่างกรายเข้ามาใกล้หยูเซียน กลิ่นหอมหวานของผลไม้ยังคงติดอยู่บนลมหายใจ
"ดูท่าทางเ้าจะคิดถึงข้ามากนะ ถึงกับตามมาถึงที่นี่เลยหรือ?" เขาหยอกเย้า พลางขยิบตาอย่างซุกซน "ถ้าเ้าชอบข้าจริงๆ ละก็ ข้าอาจจะลองรับเ้าไปพิจารณาดูอีกทีก็ได้นะ ว่าไง?"
"เ้านี่สินะ คือคนร้ายที่ฆ่าชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้!" หยูเซียนะโพลางผลักจ้าว หยาง ออกอย่างแรง ดวงตาคู่งามฉายแววโกรธแค้นและมุ่งมั่น เส้นผมยาวสลวยปลิวไสวตามแรงลม "ข้าเคยคิดว่าข้าน่าจะสั่งสอนให้เ้าเป็คนดีได้ แต่ข้าคิดผิด! เ้าช่างเป็ปีศาจที่ไร้หัวใจจริงๆ!"