เฉียวเฟิงแปลกใจเล็กน้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้น และทวนคำพูดของจ้าวหมื่นมารในใจ
จ้าวหมื่นมารตอนนี้โบกมือไปด้านหลัง ดวงดาวที่เฉียวเฟิงอยู่ถึงกับหายไป ดาราต่างๆ หมุนอย่างรวดเร็วก่อนจะกลายเป็ความว่างเปล่าอันสมบูรณ์ ซึ่งเื่แบบนี้เฉียวเฟิงไม่เคยเห็นในเกมมาก่อนเลย
เฉียวเฟิงตอนนี้ได้แต่สังเกตรอบตัวอย่างสนใจ พร้อมกับมองดูจ้าวหมื่นมารที่ตอนนี้แตกต่างไปจากเดิมในลักษณะที่เขารู้จัก เพราะตอนนี้จ้าวหมื่นมารเปลี่ยนชุดเป็ชุดสีขาวบริสุทธ์สลับลวดลายสีทอง
ดวงตาสีดำสนิทที่ล้อมไปด้วยโลหิต ตอนนี้เปลี่ยนเป็ั์ตาสีดำเป็ประกายส่องสว่างสวยงาม แววตาที่โหดร้ายไม่มีอีกแล้ว และด้วยใบหน้าที่หล่อเหล่ากับเสื้อผ้าที่สวยงาม ทวงท่าที่สงบเย็นทำจ้าวหมื่นมารตอนนี้ราวกับทวยเทพผู้ยิ่งใหญ่
รอบกายแห่งจ้าวหมื่นมารมีออร่าสีทองจางๆ ปรากฏรอบกาย มองดูแล้วช่างเป็ภาพที่สุดแสนตระการตาไม่น้อย นิคือเทพที่แท้จริง เฉียวเฟิงได้แต่พึมพำในใจ
“ข้ารอมาอย่างยาวนาน ข้าคิดว่าเ้าควรจะมีเวลามากกว่านี้” จ้าวหมื่นมารมองเฉียวเฟิงด้วยรอยยิ้ม
เฉียวเฟิงแปลกใจพอควรกับบทสนทนาแบบนี้ นั่นเพราะว่าเขาคาดเดาไม่ออกเลยว่า คำพูดกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขานั้น คืออะไร และมันจะนำเขาไปสู่ภารกิจอะไรต่อไป แต่ด้วยความที่เขาคิดว่า นี่คงเป็ภารกิจต่อเนื่องพิเศษของเกม เขาจึงตอบโต้แบบง่ายๆ เพื่อหาข้อมูลภารกิจต่อไป
“ท่านมีอะไรให้ข้าช่วยรึเปล่าขอรับท่านจ้าวหมื่นมารผู้ยิ่งใหญ่” จ้าวหมื่นมารจ้องไปที่ดวงตาของเฉียวเฟิงสีหน้าขึงขัง ทำเฉียวเฟิงรู้สึกราวกับว่านี่ไม่ใช่สายตาและการแสดงออกของเอไอแต่มันเป็คนจริงๆ เฉียวเฟิงรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
“มีแน่นอน เพียงแต่มันไม่ใช่เกมอีกต่อไป…”
‘ไม่ใช่เกมอีกต่อไป’ เฉียวเฟิงคิดในใจพร้อมั์ตาเบิกกว้างโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกไป
“ข้ารู้ว่าเ้าคิดอะไรอยู่ หึหึ” จ้าวหมื่นมารพูดพร้อมหันหลังให้เฉียวเฟิงแล้วเอามือไพล่หลังพร้อมใช้สายตาทอดยาวอย่างมีความใน
“เกมของเ้าจบแล้ว” จ้าวหมื่นมารพูดน้ำเสียงเศร้า
“หมายความว่ายังไง” เฉียวเฟิงทำหน้าสงสัยอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“ก็หมายความอย่างที่ข้าพูดนั่นแหละ ไม่มีเกมให้เ้าเล่นอีกแล้ว ทุกอย่างเดินมาถึงบทสรุป ถึงแม้มันจะเร็วกว่าที่ข้าคิด แต่มันก็ดีเช่นเดียวกัน พลังของข้าก็ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว”
“พลัง… ถึงขีดจำกัด… นี่มันอะไร” เฉียวเฟิงพูดกับตัวเองเสียงดังและเริ่มคิดอะไรหลายอย่าง อย่างสับสน
จ้าวหมื่นมารหันมาอีกครั้งและจ้องที่เฉียวเฟิง “เ้าเป็คนฉลาดข้ารู้ เพราะแบบนั้นเ้าแค่ฟังข้า… แค่นั้นก็พอ” เ้าหมื่นมารพูดพร้อมสะบัดมืออีกครั้งภาพบ้านเมืองสมัยโบราณก็ปรากฏ “ในมหาจักรวาลอันกว้างใหญ่มี ดาราแห่งหนึ่งที่มีดินแดนที่ชื่อว่า ‘อาณาจักรเก้าั’ อยู่ ซึ่งมันอยู่ในโลกที่มีสรรพชีวิตและผู้คนเช่นเ้า สิ่งที่แตกต่างเล็กน้อยคือ ที่นั่นใหญ่กว่าที่นี่นับพันเท่า อารยธรรมของที่นั้น กับที่นี่ แตกต่างกัน แต่เ้ารู้จักที่นั้นดี…” จ้าวหมื่นมารยิ้ม
เฉียวเฟิงเริ่มตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่าง นั่นก็เพราะอาณาจักรเก้าั เป็ 1 ใน 5 อาณาจักรยิ่งใหญ่ของเกมสังหารเทพอนันต์ภพที่เขากำลังเล่นอยู่ และมันก็เป็เมืองเริ่มต้นของเกมในยุคแรก
ก่อนที่ยุคที่ 2 จะเปิดตัวอีก 110 อาณาจักรที่เหลือ เขารู้จักมันเป็อย่างดี ั์ตาเฉียวเฟิงเบิกกว้างราวกับว่า คิดและคาดการบางอย่างออก
หากแต่ตัวเขาก็ไม่กล้าที่จะคิดถึงสิ่งเ่าั้ ราวกับว่ามันเป็ความคิดความฝันที่ไม่ควรเป็เื่จริง
“มีเด็กชายคนหนึ่งที่ถือกำเนิดพร้อมกับความเกลียดชังของผู้คน เขามีคำสาปติดตัวมาั้แ่เกิด มันทำให้เด็กน้อยผู้นี้ดูน่ารังเกียจ เขามีร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็ ไม่มีที่ว่างเว้นแม้แต่น้อย ทุกแผลนั้นมีความเ็ปที่ไม่เคยจางหาย”
จ้าวหมื่นมารหันมองไป้า แม้เขาจะมีรอยยิ้มอยู่แต่มันก็ดูเศร้าอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ช้าจ้าวหมื่นมารก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงเศร้า เฉียวเฟิงััได้จากน้ำเสียงนี้
“เด็กน้อยน่าสมเพชนั้นน่าจะตายไปซะั้แ่ตอนเป็เด็กไม่รู้ความ มากกว่าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อพบเจอความโหดร้าย เด็กน้อยที่ไม่รู้ความ ถูกหญิงม่ายคนหนึ่งช่วยชีวิตไว้ เธอเลี้ยงดูมัน เ้ารู้ไหมเด็กคนนั้นคือใคร” จ้าวหมื่นมารจ้องไปที่เฉียวเฟิงอีกครั้ง
เฉียวเฟิงตัวเขาจะไม่รู้ได้อย่างไร แม้มันจะเป็ข้อมูลที่หาได้ยากในเกม แต่นั่นคือชีวิตของจ้าวหมื่นมาร เด็กต้องคำสาป คือชื่อที่ถูกผู้คนเรียกในสมัยยังเด็กเรียกจ้าวหมื่นมาร
เพราะตัวจ้าวหมื่นมารถูกแม่แท้ๆ วางยาเพื่อใส่ร้ายองค์ราชินี แม้แม่ของจ้าวหมื่นมารจะเป็พระสนมเอก แต่นางก็โหยหาอำนาจอย่างยิ่ง นางพร้อมทำทุกอย่างเพื่ออำนาจแม้กระทั่งฆ่าลูกแท้ๆ ของตัวเอง “ข้ารู้” เฉียวเฟิงพูดพร้อมพยักหน้าตอบ
จ้าวหมื่นมารยิ้ม “เพราะแบบนั้นเด็กคนนั้นจึงเกลียดชังโลกหล้า แต่ถึงแบบนั้นเด็กคนนั้นก็ไม่เคยยอมแพ้ เขาโหยหาญาติมิตรและคนที่เข้าใจ แต่ถึงแบบนั้นเขาก็ทำผิดมากมายเหลือเกิน ตลอดชีวิตของเด็กน้อยมีเพียง 4 คนเท่านั้นที่เขารู้สึกผิดด้วยมากที่สุด เ้ารู้หรือไม่ว่าเป็ใคร” จ้าวหมื่นมารจ้องมองเฉียวเฟิงอย่างแน่วแน่
เฉียวเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “มารดาที่เลี้ยงเ้า ยอดหญิงงามอันดับหนึ่งอาจารย์หญิงของเ้า ภรรยาของเ้า อาจารย์ปู่จ้าวตำหนักฟ้า”
“ถูก 3 ผิด 1 มารดาข้าใช่ อาจารย์หญิงข้าใช่ ภรรยาข้าใช่ แต่ไม่ใช่เ้าสารเลวจ้าวตำหนักฟ้า” จ้าวหมื่นมารพูดแฝงเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น “เ้ารู้ไหมข้าติดข้างอะไรพวกเขา” จ้าวหมื่นมารยิ้มอีกครั้ง
“คนแรกมารดาของเ้า เลี้ยงเ้ามาอย่างยากลำบากแต่ด้วยครอบครัวยากจนทั้งเ้าก็ป่วยตลอด แต่เ้าลุ่มหลงวรยุทธ์ใฝ่หาพลังจึงละเลยนาง จนนางจากไป”
“ถูกครึ่งผิดครึ่ง ถูกที่ข้าละเลยนาง แต่ผิดที่ข้างลุ่มหลงพลัง ข้าไร้พลังไร้วาสนา เพราะแบบนั้นมารดาข้าจึงต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ข้าไม่เคยคิดจะละเลยนาง แต่เพราะข้าเป็เด็กน้อยไร้พลัง ไร้ความรู้ สิ่งที่ข้าทำเพื่อนางได้จึงจำกัดนัก”
จ้าวหมื่นมารโบกมือ ภาพด้านหลังจ้าวหมื่นมาร เปลี่ยนเป็ภาพเด็กอายุ 10 ขวบแบกฝืน หาบน้ำ ทุกอย่างดูเกินตัว ก่อนภาพจะหมุนอย่างรวดเร็ว ตัดมายังถนน เห็นเด็กน้อยที่มีผ้าพันแผลเต็มตัวและทั่วใบหน้า หาบเอาฝืนไปขาย ระหว่างทางมีแต่สายตาที่จ้องมองเขาอย่างรังเกียจ แต่เด็กน้อยก็อุตสาหะ ระหว่างทางยืนรอรับอาหารจากร้านค้าที่เมตตา ภาพหมุนเร็วอีกครั้ง ตัดมาที่เด็กน้อยตอนอยู่กับแม่ ทั้งบีบนวด ต้มยา ป้อนอาหาร แผ่นหลังก็มีเืออกเพราะแผลจากการกดทับ สองมือก็บวมแดง แต่ใบหน้าของเด็กน้อยกลับมีแต่รอยยิ้ม กำมืออยู่ตรงหน้ามารดา มารดาก็ได้แต่ฝืนไม่ให้หลั่งน้ำตา แต่สุดท้ายก็ต้องกลืนข้าวทั้งน้ำตา แม้จะฝืนกายกลัวน้ำตาไหลรินแล้วก็ตาม
แต่เพราะภาพที่นางเห็นจากลูกน้อย ก็ทำให้นางปิติยินดียิ่งนัก ลูกน้อยของนางกตัญญูต่อนางเหลือเกิน แม้ทั่วตัวจะน่ารังเกียจ แต่จิตใจและความกตัญญูกับมากล้น
“มารดาข้าเป็หญิงใจร้าย” จ้าวหมื่นมารโบกมืออีกครั้ง ภาพเหตุการณ์ก็เปลี่ยนเป็ภาพหญิงม่าย เอาไม้ตีลูกน้อยในวัย 14 ปี ปากก็บอกว่าเ้าไม่ใช่ลูกข้า ไม่ใช่ลูก น้ำตาก็ไหลอาบแก้ม จ้าวหมื่นมารก็เป็เด็กฉลาดหัวไว รู้ความ รู้เหตุผลในการกระทำของมารดาตัวเอง ฝืนทนให้มารดาทุบตี ตัวมันนั่งก้มหน้าคุกเข่าแทบเท้ามารดา ไม่ลุก น้ำตาอาบหน้า เอามือคว้าขามารดา ไม่ปรารถนาจะไปที่แห่งใดแม้แต่น้อย หวังแทนคุณ ดูแลมารดาชั่วชีวิต ขอเพียงได้ป้อนข้าวป้อนน้ำมารดา เหนื่อยก็พร้อมทน เจ็บก็พร้อมฝืน เพราะไม่อาจทนเห็นมารดาเจ็บป่วยอยู่ลำพัง ภาพเหล่านี้ะเืใจเฉียวเฟิงยิ่งนักเขาเ็ป ราวกับเด็กน้อยนั้นเป็ตัวเขาเอง