ตอนที่ 4 สาวงามผู้นั้นคือใคร
มู่จิ่นเหยียนปลดผ้าคลุมออกทั้งตัว เผยให้เห็นร่างของคนผู้หนึ่งแต่งกายเฉกเช่นสตรีทั่วไป ถึงแม้จะงามไม่เท่ากับหลันฮวาดาวเด่นของหอบุปผา แต่ก็ถือว่างามไม่น้อยไปกว่าสตรีอื่นในเมืองหลวง
“เหตุใดท่านจึงคิดแต่งตัวเช่นนี้เล่า ร้อยวันพันปีข้ามิเคยเห็นท่านจะอยากสวย อยากงามเช่นผู้อื่น”
“ข้ามิน่าหลงเชื่อคำของหานผู่เลย มันบอกว่าก่อนแต่งงานอยากทำสิ่งใดก็ให้ทำ ข้าก็เลย….”
“ลุกขึ้นมาสวมใส่ชุดสตรีเช่นนั้นหรือ”
“อืมใช่…ตลกใช่หรือไม่”
“ไม่ตลก…งามมากต่างหาก”
“เ้าอย่าล้อข้าเล่น แค่นี้ข้าก็อายจะแย่แล้ว”
“ไหนไหน ท่านก็ออกมาข้างนอกแล้ว ท่านรอข้าสักประเดี๋ยว ขอเปลี่ยนชุดก่อน”
“เฮ้ย…นั้นเ้าจะทำสิ่งใด ไร้ยางอายเปลื้องผ้าต่อหน้าผู้อื่น”
มู่จิ่นเหยียนมิคิดว่าหลังจากที่หลันฮวากล่าวว่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้า นางก็ถอดเสื้อชั้นนอกออกต่อหน้าตนทันที
“ท่านจะเขินอายทำไม มิชั้นท่านกับข้าก็เป็ผู้หญิงเหมือนกันหรอกหรือ”
จะอย่างไรมู่จิ่นเหยียนก็ไม่รู้สึกชินที่มีผู้หญิงมาเปลื้องผ้าต่อหน้านางอยู่ดี กลับกันหากเป็ผู้ชายร่างกายกำยำถอดเสื้อต่อหน้า นางกลับสามารถมองได้อย่างสบายใจ มิได้รู้สึกเขินอายอย่างเช่นตอนนี้
ที่นางไม่ได้รู้สึกอายก็เพราะว่านางนั้นเติบโตมาในกองทัพ ท่ามกลางเหล่าบุรุษ ทุกๆ วัน มู่จิ่นเหยียนจะเป็คนฝึกเหล่าทหารภายในค่ายด้วยตัวเอง ยามอากาศร้อนใครบ้างจะไม่ถอดเสื้อ
หลันฮวาที่หายไปไม่ถึงครึ่งเค่อ (7นาที) ก็กลับออกมาด้วยชุดแบบสาวชาวบ้าน มิได้แต่งหน้าทำผมแบบนางคณิกาทั่วไป มู่จิ่นเหยียนรู้สึกพอใจนางในชุดนี้อยู่มาก
“เ้าใส่ชุดนี้ตอนทำงานมิได้หรืออย่างไร ข้าเห็นเ้าแต่ละทีแล้วรู้สึกอึดอัดแทน”
ก็จะมิให้มู่จิ่นเหยียนรู้สึกอึดอัดได้เช่นไร ในเมื่อทรงผมของหลันฮวาเกล้าแล้วเกล้าอีก ปิ่นปักรอบศีรษะ ชุดที่สวมใส่ก็ยาวลากพื้นแถมยังโชว์เนื้อนูนบนหน้าอกให้เห็นอีก
“ท่านไม่ต้องพูดมากแล้ว เดี๋ยวก็ไม่ได้เที่ยวกันพอดี”
“เราจะออกไปเที่ยวกันข้างนอกอย่างนั้นหรือ”
“อ้าว….ท่านแต่งตัวมาขนาดนี้เพื่ออะไร”
“ข้าแค่อยากใส่มาให้เ้าดูก็เท่านั้น”
“เสียของ”
“แล้วเราจะออกไปทางประตูหรือ ข้าไม่เอาด้วยหรอกนะ ใครๆ ต่างก็รู้ว่าในห้องเ้าต้องเป็ข้า หากออกไปสภาพนี้เกิดมีใครจำได้ขึ้นมา ข้ามิเสียหายหรือ”
“งั้นปีนออกทางหน้าต่าง แต่ท่านต้องพาข้าไปด้วย”
“งั้นสบาย”
ว่าแล้วมู่จิ่นเหยียนก็โอบเอวคอดกิ่วของหลันฮวา ก่อนจะผลักหน้าต่างออก ร่างของสตรีทั้งสองก็โฉบหายจากชั้นบนของหอบุปผา เข้าไปซ่อนในเงาของยามค่ำคืน
มู่จิ่นเหยียนที่ใช้วิชาตัวเบาพาร่างของหลันฮวาไต่ไปตามหลังคาบ้านเรือนอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะพาตัวลงมายืนที่พื้นด้านล่าง
หลันฮวาที่เพิ่งเคยมีประสบการณ์กับวิชาตัวเบาครั้งแรกถึงกับกล่าวชมมิได้หยุดปาก
“ข้าเพิ่งเคยบินเป็ครั้งแรก ท่านนี่สมกับเป็คุณชายสามที่เขาร่ำลือกันจริงๆ”
“ไม่ต้องพูดมากแล้ว ไปเร็วเข้า”
ถึงแม้คืนนี้จะยังไม่ใช่คืนพระจันทร์เต็มดวง ไม่ใช่วันที่กำหนดการของเทศกาลเซี่ยหยวนจะเริ่มต้น แต่ร้านรวงต่างๆ ก็ประดับประดาโคมไฟตกแต่งกันอย่างสว่างไสวกันบ้างแล้ว
ส่วนร้านค้าไหนที่ปิดค่ำหน่อยก็เริ่มทยอยเอาสินค้ามาวางเรียงรายั้แ่เมื่อสองวันก่อน เพื่อให้พ่อค้า นักเดินทางต่างรับรู้ััถึงบรรยากาศของเทศกาลเซี่ยหยวนที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
หลันฮวาที่มิค่อยได้ออกมาเที่ยวอย่างชาวบ้านปกติ ดูจะมีอาการตื่นเต้นมากกว่ามู่จิ่นเหยียนเสียอีก
“ตกลงเ้าพาข้ามาเที่ยว หรือข้าพาเ้ามากันแน่”
“ก็ยามปกติท่านเดินเข้าออกร้านพวกนี้อย่างนั้นหรือ ข้าก็กำลังพาท่านมาเที่ยวอยู่นี้อย่างไรเล่า”
หลันฮวาก็มิได้กล่าวผิดสักเท่าใด ร้านที่นางเข้านอกส่วนใหญ่เป็ร้านขายชาด เครื่องประทินผิว กับเครื่องประดับของผู้หญิง ที่เวลาปกติมู่จิ่นเหยียนมิมีทางที่จะเข้ามาที่ร้านพวกนี้แน่นอน นอกจากจะดูของไม่เป็แล้ว นางก็ไม่เห็นว่าของเ่าั้จะมีประโยชน์กับนางสักเท่าไหร่
มู่จิ่นเหยียนเพิ่งรู้สึกว่าสตรีเป็เพศที่ละเอียดอ่อนก็ตอนนี้ ชาดแต่ละตลับ สีล้วนมิต่างกัน แต่กลับเห็นสตรีแต่ละนางเลือกแล้วเลือกอีกกว่าจะเจออันที่ชอบ นอกจากสีแล้วก็ยังต้องมีกลิ่นที่หอมด้วย ดมแล้วก็ต้องลองทาดู การกระทำพวกนี้ช่างเป็เื่ที่ดูยุ่งยากในสายตาของตนยิ่งนัก
มู่จิ่นเหยียนที่มิได้คุ้นเคยกับเื่พวกนี้ ครั้นมองนานเข้า ก็รู้สึกเบื่อหน่าย อีกทั้งกลิ่นเครื่องหอมที่ประสมปนเปกันอยู่ในร้าน ยิ่งทำให้นางเริ่มจะเวียนศีรษะ ราวกับอยู่ในหอบุปผาอย่างไรอย่างนั้น
ในจังหวะที่มู่จิ่นเหยียนกำลังจะถอยหลังออกไปรอข้างนอกร้านนั้น ก็เกือบจะชนเข้ากับร่างของบุรุษผู้หนึ่งจนเสียหลัก แต่โชคดีที่นางเป็วรยุทธ์ฝีเท้าคล่องแคล่วว่องไวกว่าสตรีทั่วไป ดังนั้นจึงไม่เซไปชนหรือล้มลงกับพื้น เพียงแต่หมุนตัวอีกครั้งก็กลับมายืนได้มั่นคงเหมือนเดิม
“ขออภัยแม่นาง”
ทันทีที่เห็นบุรุษผู้นั้น ทั้งการแต่งตัวสำเนียงการพูดจา ล้วนบ่งบอกว่าเป็พวกจากแคว้นเหลียว มู่จิ่นเหยียนจดจ้องอย่างเคียดแค้นแล้วรีบถอยห่างออกไปทันที ก่อนจะปรับสายตาให้กลับมาเป็ปกติราวกับเหมือนคนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรก มิได้มีความแค้นต่อกัน
การกระทำนั้นอยู่ในสายตาของเยลูห่าวหนานตลอด สตรีที่กำลังจะชนกับเขาสามารถพลิกฝ่าเท้าของตนให้กลับมายืนได้จะต้องเป็ผู้ที่มีพื้นฐานวรยุทธ์ดีระดับหนึ่ง
อีกทั้งดวงตาที่จ้องมองเขาครั้งแรกราวกับเป็ศัตรูกันมานาน ต่อให้เป็เพียง่เวลากะพริบตาแต่เขาก็จดจำเอาไว้ได้อย่างขึ้นใจ
“แม่นางาเ็ตรงไหนหรือไม่”
“ข้ามิเป็อะไร”
ในขณะนั้นหลันฮวารู้สึกว่ามู่จิ่นเหยียนมิได้อยู่ข้างกายตน จึงเริ่มเดินหาทั่วร้านแต่กลับพบว่านางกำลังยืนคุยกับชายแปลกหน้าจึงเดินตรงเข้าไป เพราะเกรงว่ามู่จิ่นเหยียนแต่งกายสตรีวันแรกก็อาจจะเรียกฝูงภมรให้มาดอมดมไม่น้อย
เพียงแต่ที่นางเป็ห่วงมิใช่ห่วงว่ามู่จิ่นเหยียนจะเป็อันตรายจากชายต่างแคว้น แต่กลับห่วงชายผู้นั้นเสียมากกว่า หากมู่จิ่นเหยียนควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เกิดโมโห ไม่นานก็คงจะเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ขออภัยคุณชายท่านนี้ด้วยเ้าค่ะ เพื่อนของข้าน้อยรู้สึกไม่สบายนิดหน่อย ข้าน้อยจะพานางกลับบ้านเองเ้าค่ะ”
“หากแม่นางไม่รังเกียจ ให้ข้าเป็คนพาพวกท่านไปส่งดีหรือไม่ มืดค่ำสตรีสองคนกลับบ้านเองอาจจะอันตราย”
‘พวกท่านน่ะซิจะอันตราย หากยังไม่เลิกตอแยตอนนี้’ หลันฮวาได้แต่ภาวนาในใจให้คนพวกนี้รีบหลีกทางให้นาง
แต่สายตาของมู่จิ่นเหยียนกลับเห็นทหารสกุลมู่ที่ติดตามเยลูห่าวหนาน กำลังเดินเข้ามาทางที่พวกตนกำลังยืนคุยกันอยู่
มู่จิ่นเหยียนจึงรีบคว้าข้อมือของหลันฮวาก่อนจะก้มหน้าลากนางออกไปจากร้านนั้น ในจังหวะที่พอดีกับทหารสกุลมู่สองนายเดินสวนเข้ามา
“เกิดเื่ขึ้นหรือขอรับ”
“มิมีเื่ใดหรอก เรากลับเรือนรับรองกันเถิด”
ภาพของสตรีต้าจินนางนั้นได้ประทับลงบนจิตใจของเขานับแต่ครั้งนั้นเป็ต้นมา เขาเองก็อยากจะรู้ว่าสตรีนางนั้นเป็ใคร เพียงแต่รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เอ่ยถามชื่อทำความรู้จักกันก่อน
การมาเชื่อมสัมพันธไมตรีครั้งนี้เป้าหมายของเขาคือต้องพาสตรีแคว้นจินกลับไปแต่งงานให้จงได้ ให้ลูกหลานของเขามีสายเืของคนที่นี่ครึ่งหนึ่ง ต่อไปหาก้าทำสิ่งใดแคว้นจินย่อมต้องเห็นแก่ความผูกพันของสายเืนี้แน่นอน
หลังจากที่มู่จิ่นเหยียนจับจูงหลันฮวามาไกลจากร้านขายชาดแล้ว แต่ยังไม่ยอมคลายมือที่จับนางไว ข้อมือขาวนั้นกลับถูกบีบแรงขึ้นเรื่อยๆ จนหลันฮวาต้องเอ่ยปากร้องเตือน
“นี่ท่านคงไม่บีบมือข้าจนหักกระมัง”
“ขอโทษ”
มู่จิ่นเหยียนที่ได้สติจากน้ำเสียงของสหายด้านข้าง จึงใรีบปล่อยมือออกจากข้อมือน้อยทันที เผยให้เห็นรอยแดงที่เป็นิ้วของเขาขึ้นอย่างชัดเจน
“ข้ามิได้ตั้งใจทำเ้าเจ็บ”
“มิเป็ไร คนผู้นั้นเป็ชาวเหลียวอย่างนั้นหรือ”
หลันฮวาอาจจะไม่ใช่คนที่รอบรู้มากนัก แต่นางก็พอจะเดาจากท่าทางของมู่จิ่นเหยียนได้ คนต่างแคว้นที่ทำให้นางโกรธทั้งที่เจอหน้ากันครั้งแรก คงต้องเป็แค้นที่ฝั่งลึกอย่างแน่นอน
ซึ่งก็คงไม่แปลกเพราะว่าท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านอา พี่ชายคนโตของมู่จิ่นเหยียนล้วนสิ้นชีพภายใต้คมดาบของชาวแคว้นเหลียวทั้งนั้น
“ใช่ คืนนี้เรากลับกันเถิด ข้าจะไปส่งเ้า”
“อืม”
หลันฮวาก็ััได้แล้วว่าสหายของตนนั้นมิได้มีจิตใจอยากเดินเที่ยวต่ออีกแล้ว นางจึงยอมให้มู่จิ่นเหยียนโอบเอวแล้วทะยานกายหลบซ่อนเงามืดไปตามหลังคาบ้านเรือนอีกครั้ง ก่อนจะส่งหลันฮวาเข้าไปในห้องที่พวกนางออกมาตอนแรก
“อันนี้เป็ยาแก้ฟกช้ำอย่างดี ไม่กี่วันรอยแดงนั้นก็หาย เ้าเก็บเอาไว้”
“ของดีเช่นนี้ท่านเก็บไว้ใช้เองเถิด ข้าไม่เป็ไรจริงๆ”
“รับไปเถิดน่า ข้ากลับแล้ว”
มู่จิ่นเหยียนไม่เพียงวางตลับยาไว้บนโต๊ะ นางยังวางถุงเงินจำนวนหนึ่งเอาไว้เช่นเคย นางมาหาหลันฮวาเพื่อดื่มสุรา ฟังเพลงก็จริง แต่ทุกครั้งก่อนจากกันมักจะทิ้งเงินเอาไว้ให้เสมอ
ถึงแม้มู่จิ่นเหยียนมิอาจไถ่ตัวหลันฮวาออกมาจากหอบุปผาได้ แต่หากนางมีเงินมากพอก็น่าจะไถ่ถอนตัวออกมาเองได้ไม่ยาก
เสร็จแล้วนางก็คลุมชุดดำเช่นเดียวกับตอนที่กระโจนเข้ามา ก่อนจะทะยานร่างหายไปในอากาศจนกลับมาถึงจวนสกุลมู่ หลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็ร้องเรียกหาสุราจากหานผู่ทันที
มู่จินเหยียนมือทั้งสองหิ้วไหสุรา แล้วพาตัวเองขึ้นไม่นั่งดื่มอยู่บนหลังคาเพียงผู้เดียว หานผู่เห็นท่าทางนายของตนเองแปลกประหลาดไปจากทุกครั้ง จึงได้แต่ยืนอยู่เงียบๆ รอฟังคำสั่ง ราวกับว่าหากถามให้มากความจะเป็การรบกวนคนตรงหน้า
มู่จิ่นเหยียนเอาแต่กระดกไหเหล้าเข้าปาก ไหแล้วไหเล่า ร้องขอจากหานผู่อย่างไม่มีท่าทีว่าจะหยุด คนในกองทัพต่างรู้ดีว่าคุณชายสามคอแข็งแค่ไหน เหล้าต่อให้แรงเพียงใดก็ไม่สามารถมอมเมาคุณชายสามได้แน่นอน
มู่ชิงซานแม่ทัพใหญ่ของจวน เริ่มเห็นว่าองครักษ์ในจวนเริ่มวิ่งวุ่นจึงได้ออกมาดู กลับพบร่างของน้องคนเล็กนั่งอยู่บนหลังคา ข้างกายเรียงรายด้วยไหสุราไม่ต่ำกว่า4-5ไห
เห็นเช่นนั้นเขาเองก็รู้สึกผิดปกติ เหตุใดน้องของตนจึงต้องมานั่งดื่มสุราเพียงผู้เดียว ทำราวกับคนที่กำลังมีเื่ทุกข์ใจ จึงตัดสินใจเหินกายขึ้นไปนั่งเคียงข้างกัน
“ดึกดื่นค่ำมืดไม่หลับไม่นอน ออกมานั่งร่ำสุราชมจันทร์ มิคิดจะเรียกพี่ชายคนนี้เลยหรืออย่างไร”
มู่จิ่นเหยียนมิได้ตอบคำถามของแม่ทัพใหญ่ เพียงแต่หันหน้ากลับมาพร้อมกับน้ำตาที่อาบแก้ม เงาของด้วยจันทร์สะท้อนร่องรอยของหยาดน้ำที่ไหลเป็ทาง บ่งบอกให้รู้ว่าเ้าตัวคงจะร้องไห้มาได้สักพักใหญ่แล้ว
“เหตุใดถึงต้องร้องไห้เช่นนี้เล่า มีอะไรให้พี่ช่วยหรือไม่”
“พี่รอง …ข้ามันเป็ลูกหลานอกตัญญู…ฮือ..ฮือ”
“ไหนเ้าลองเล่าให้พี่ฟังสิ เกิดเื่อะไรขึ้น”
“ข้าเจอศัตรูอยู่ตรงหน้า แต่กลับยั้งมือไม่ได้สังหาร…ฮือ..ฮือ ..ข้าไม่มีหน้าไปเจอพวกท่านพ่ออีกแล้ว”
“เ้าเจอพวกแคว้นเหลียวเช่นนั้นหรือ”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่พยักหน้าทั้งน้ำตา มู่ชิงซานพอจะเดาได้แล้วว่าเกิดเื่ใดขึ้น วันนี้คณะทูตแคว้นเหลียวเพิ่งจะเดินทางเข้าเมือง มู่จิ่นเหยียนคงพบเจอคนพวกนั้นโดยบังเอิญ
เพียงแต่ความคับแค้นที่สังหารคนในครอบครัวใครบ้างเล่าจะไม่จดจำ ถึงแม้ตอนนั้นอายุของนางจะเพียง4-5ขวบก็ตาม
“ใช่ ข้าเห็นพวกเหลียวแต่ข้าไม่ได้ฆ่าพวกมัน …ฮือ..พี่รอง..ข้าเป็ลูกเป็หลานที่อกตัญญูใช่หรือไม่ ..แค้นที่สังหารครอบครัวอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ …แต่ข้าได้แต่ยืนมองคนพวกนั้นลอยหน้าเดินอยู่ในเมืองหลวง ทั้งๆ ที่ควรจะเป็พวกท่านพ่อที่กลับมายืนที่นี่ต่างหาก”
“เด็กโง่ …เ้าเก่งมาก…เ้ารู้อะไรหรือไม่..หากวันนี้เ้าลงมือกับคณะทูต ากับแคว้นเหลียวก็คงจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง …แล้วอย่างนี้การตายของท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านอาแล้วก็พี่ใหญ่มิสูญเปล่าหรือ”
มู่จิ่นเหยียนยังอายุไม่ถึง20หนาว ปณิธานอันใหญ่หลวงใดๆ ที่พวกเขามี ตนกลับไม่ค่อยเข้าใจนัก เพียงแต่วันนี้ที่นางไม่ลงมือก็เพราะว่าอยู่ในตลาด หากลงมือชาวบ้านที่ไม่รู้เื่ราวก็พลอยจะได้รับผลกระทบไปด้วย
ความอัดอั้นตันใจของนางมีหรือที่มู่ชิงซานจะไม่เข้าใจเขาจึงทำได้แต่กอดปลอบน้องคนเล็กของตน
ั้แ่สูญเสียครั้นนั้นมู่ชิงซานก็กลายเป็บิดาคนที่สองของมู่จิ่นเหยียนไปโดยปริยาย ด้วยอายุที่ห่างกันค่อนข้างมาก ดังนั้นเขาจึงยอมทุ่มเทความรักความเอาใจใส่ทั้งหมดให้มู่จิ่นเหยียน คืนนั้นเขาเลยต้องคอยอยู่เป็เพื่อนคอยปลอบนางจนกว่าจะดีขึ้น
ข่าวเื่คุณชายสามอดทนอดกลั้นไม่ลงมือสังหารคนแคว้นเหลียวเพื่อแก้แคว้นส่วนตัว ลือเข้าไปถึงในกองทัพ ทำให้ตอนนี้ทหารสกุลมู่ต่างยิ่งรู้สึกนับถือจิตใจที่เข้มแข็งของมู่จิ่นเหยียนมากขึ้นกว่าเดิม
ทหารหลายต่อหลายคนล้วนเคียดแค้นชาวเหลียวกันทั้งนั้น แต่ใครเล่าจะไม่รู้ว่าคุณชายสามคนที่แทบจะจำหน้าอดีตแม่ทัพใหญ่ แม่ทัพผู้เฒ่า และแม่ทัพน้อยทั้งสอง เกือบจะไม่ได้แล้ว ยังคงเก็บความแค้นเ่าั้เอาไว้ส่วนลึกของจิตใจ
ถึงแม้ภายนอกจะเห็นคุณชายสามมักจะยิ้มแย้มร่าเริง หยอกล้อเป็กันเอง ใครเล่าจะรู้ว่าเวลาที่คนเช่นนี้ทุกข์ใจกลับพาให้คนที่อยู่รอบข้างทุกข์ใจตามไปด้วย
หลังจากนั้นพวกทหารในค่ายต่างยึดเอามู่จิ่นเหยียนเป็ตัวอย่าง ใช้ความอดทนสะกดกลั้นความแค้นส่วนตัว เพื่อมิให้การเสียชีวิตของเหล่าท่านแม่ทัพต้องเสียเปล่า อดทนเพื่อความสงบของส่วนร่วม
เื่ข่าวลือนี้รับรู้กันเพียงแค่ในกองทัพสกุลมู่เท่านั้น เพราะว่าหากแพร่งพรายไปด้านนอกเกรงว่าจะเป็ผลเสียมากกว่าผลดี
มู่จิ่นเหยียนที่เป็ตัวต้นเหตุกับไม่รู้เลยว่าตอนนี้น้ำหนักของตนในใจของทหารจะเพิ่มขึ้นอีกแล้ว แต่กลับกันน้ำหนักในใจของว่าที่ฮูหยินของเขากลับเริ่มเบาลงทุกที
“ทูลองค์หญิง บ่าวได้ข่าวว่าเมื่อคืนท่านราชบุตรเขยออกไปที่หอบุปผาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ กลับมาก็เอาแต่เมามายไม่ได้สติ”
ชุนกงกงขันทีคนสนิทข้างกายองค์หญิงเหวินเต๋อกล่าวรายงาน หลังจากได้รับคำสั่งให้ไปสืบข่าวดูที่จวนสกุลมู่ ว่าคุณชายสามผู้นี้มีลักษณะนิสัยเช่นไร
“ข้านึกว่าราชโองการประกาศออกไปแล้ว เขาจะหยุดนิสัยเสเพลเช่นแต่ก่อน แต่อย่างว่าละนะ นิสัยคนเรามิใช่วันสองวันก็เปลี่ยนกันได้”
ถึงแม้พระโอษฐ์จะตัดออกมาเช่นนั้นราวกับไม่ถือสา แต่มือที่ถือผ้าเช็ดหน้ากับกำแน่นขยำเอาไว้ราวกับกำลังระบายความโกรธเคือง