ตอนที่ 80 เพลง ‘เหน็บหนาว’
“พวกเธอสองคนไม่มีความรู้สึกต่อกันหรือ ? ”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เมิ้งอี เฉินซือฉีก็ไม่ได้พูดต่อแต่กลับมองเธออย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “เมื่อเป็นเรื่องของเธอเขาถึงได้ใส่ใจกันขนาดนี้ แค่คืนเดียวก็สามารถแต่งเพลงออกมาได้ คงจะรักจริง ๆแหละเนอะ ! ”
“ไอหยา พี่ซือฉี ฉันกำลังพูดเรื่องจริงจังกับพี่อยู่นะทำไมพี่ต้องขัดฉันด้วยเนี่ย ? ”
แก้มของหลี่เมิ้งอีเปลี่ยนเป็นสีแดงดุจแอปเปิล“ถ้าพี่ยังพูดอีก... ถ้ายังพูดอีกล่ะก็ ฉันจะไม่สนใจพี่แล้ว ! ”
“เอาล่ะ เอาล่ะ ไม่ล้อเล่นแล้วก็ได้ ! ” เฉิงซือฉีกลัวหัวเราะหึหึ “เนื้อเพลงอยู่ไหน ? เอามาให้ฉันดูหน่อยสิ บอกเธอไว้ก่อนนะถึงฉันจะไม่ค่อยเก่งเรื่องดนตรี แต่สายตาของฉันเฉียบคมมาก ! ”
หลี่เมิ้งอีพยักหน้า จากนั้นก็ดึงลิ้นชักตัวหนึ่งในห้องนั่งเล่นและหยิบ USB และกระดาษใบหนึ่งออกมา
“เฉิงซือฉี นี่คือเนื้อเพลง ดนตรี และเดโม่”
หลี่เมิ้งอียื่นกระดาษที่อยู่ในมือไปให้เฉิงซือฉีก่อนจะนั่งบนโซฟาในห้องนั่งเล่นไม่กลับเข้าไปในครัวอีก รอให้เฉิงซือฉีพูดขึ้น
จากนั้นก็วาง USB ไว้อีกด้านแม้แต่หลี่เมิ้งอีเองก็ยังไม่ได้ฟัง
อย่างที่เฉิงซือฉีพูดไว้ เธอเคยดูแลนักร้องแนวหน้ามาตั้งมากมายต่อให้เสียงของเธอจะแย่แค่ไหน แต่ทุกอย่างจะรอดพ้นสายตาของเธอไปได้งั้นหรือ ?
สาเหตุที่เธอไม่ฟังเสียงเดโม่ก่อนนั่นก็เพราะเป็นกังวลว่าเสียงเดโม่นี้จะสร้างผลกระทบต่อวิสัยทัศน์และความเข้าใจของตัวเองเธอจำเป็นต้องใช้ความประทับใจแรกของตัวเองเพื่อพิจารณาเพลง ๆ หนึ่ง
หลังจากเปิดเนื้อเพลง เธอก็เห็นชื่อเพลง ‘เหน็บหนาว’อยู่บนหน้ากระดาษ
“เพลงนี้มันหมายความว่ายังไง ? ” เฉิงซือฉีขมวดคิ้วเล็กน้อย“ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนอ้างว้างยังไงก็ไม่รู้ ? ”
“พี่ซือฉี ฉันดูเนื้อเพลงมาแล้วดูเหมือนในนั้นจะหยิบยกบทกวีโบราณมากมายมาแต่งอีกด้วย ! ”
หลี่เมิ้งอีถือเนื้อเพลง ‘เหน็บหนาว’ ไว้ในมือ“ตอนบ่ายฉันได้ส่งข้อความถามหลิวจือเซีย เขาบอกว่าด้านในมีกลอนพื้นเมือง‘โจวหนาน–ท้องามสะพรั่ง1’ และ ‘ฉินเฟิง-กกอ้อ’ ในหนังสือบันทึกกวี‘ซือจิง2’......เป็นต้น”
เมื่อเปรียบเทียบกับโลกใบนี้แม้จะบอกว่าความคลาสสิกมากมายในวงการบันเทิงจะไม่ค่อยมีให้เห็นแต่ในเวลาเดียวกันก็ยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่นสี่ตำราห้าคัมภีร์ และสิ่งของที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณเหล่านี้ ก็ยังคงอยู่
“ดูเหมือนจะจริง ! ” เฉินซือฉีพยักหน้าจากนั้นก็อ่านเนื้อเพลงอย่างจริงจัง
“ผู้หญิง: ลมราตรีเยือกเย็น บุปผาร่วงโรยเยือกแข็งทอดมองตะวันดับแสง จากลาไกลเกินคาดคิด คำนึงถึง... ”
“ชาย: บุปผาเคยได้บาน ยามนั้นไยจึงบอกลา ห้วงใจเสมือนอ้างว้างทำฝืนเป็นไม่รวดร้าวไม่คิดติดใจ ก็แค่หลอกลวง...”
“เป็นเพลงร้องคู่ชายหญิง ! ”
เฉิงซือฉีเงยหน้ามองหลี่เมิ้งอีแวบหนึ่ง แล้วพูดต่อ
“นี่เขาตั้งใจจะแต่งเพลงร้องคู่กับเธองั้นหรือ ?แต่เพลงรักมันควรมีความสุขไม่ใช่หรือ ? เพลงนี้ ดูจากอารมณ์แล้วค่อนข้างบีบคั้นทั้งสองฝ่ายมากเลยนะ เหมือนกำลังพรรณนาถึงความเศร้าโศกแม้ว่าจะอยู่ด้วยกัน แต่ทุกประโยคก็ดุจดั่งเข็มที่ทิ่มแทงใจ”
“เขาเนี่ยนะ ? อยากร้องเพลงคู่กับฉัน ? ฝันไปเถอะ ! ”
หลี่เมิ้งอีเหมือนแมวถูกเหยียบหาง ขนลุกซู่ทันใด “แต่เพลงนี้ตอนที่ฉันดู ก็ให้ความรู้สึกเจ็บปวดอยู่นะ”
หลี่เมิ้งอีไม่ใช่นักร้องมืออาชีพ แต่เธอเป็นนักแสดงมืออาชีพค่อนข้างละเมียดละไมต่อ ‘บทละคร’ มาก ซึ่งในทางตรงกันข้ามสิ่งที่คล้ายกับเนื้อเพลงนี้ ก็ยังให้ความรู้สึกไม่มากก็น้อย
“อืม ฉันอ่านต่อล่ะนะ” เฉิงซือฉีก้มหน้าอ่านต่อ
“หญิง: ยามราตรีเหน็บหนาว คลื่นอารมณ์โถมบ่ากลายเป็นดินวสันต์โอบถนอม…”
“……”
“ชาย: ผ่านวัฏจักรเวียนว่ายแสนง่ายดายแต่การก้าวข้ามความรักนั้นยากยิ่ง...”
เพลงนี้มีจุดเร้าอารมณ์ทั้งเพลงซึ่งกระตุ้นอารมณ์ของเฉิงซือฉีได้สำเร็จ
“ในส่วนที่เร้าอารมณ์นี้ แค่คำว่า ยามราตรี วสันต์ฤดู สายน้ำบุปผาร่วงโรย นำมาซึ้ง ‘ความเศร้า’ และ ‘ความเกลียด’ ดูจากท่วงทำนองแล้ว มันค่อย ๆเพิ่มระดับขึ้นเรื่อย ๆ ! ในด้านความเศร้า ความรู้สึกของคนที่เข้าใจจะพัวพันกับความรักและความเกลียดชัง! ”
เฉิงซือฉีตบหน้าขาอย่างแรง แล้วกล่าวชื่นชม “หลิวจือเซียคนนี้เพียงแต่คืนเดียว สามารถแต่เพลงที่สอดคล้องกับซีรีย์ได้ถึงขนาดนี้นี่มันอัจฉริยะด้านการแต่งเพลงชัด ๆ ! ”
“พี่ซือฉี ความหมายของพี่ก็คือเพลงนี้เขียนได้เพราะใช่ไหม ? ”หลี่เมิ้งอีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวังอยู่ข้าง ๆ “พี่ว่าจะผ่านด่านผู้กำกับไหม ? ”
“เนื้อเพลงไม่เลวเลยนะ แต่เรื่องนั้นฉันก็เองก็จนปัญญา”เฉิงซือฉีพยักหน้า “ถึงอย่างไรฉันก็ไม่ใช่โปรดิวเซอร์เพลงมืออาชีพ สำหรับเพลงนี้จะผ่านด่านผู้กำกับหรือไม่นั้น ในใจฉันก็ไม่อาจคาดเดาได้”
“งั้น เราฟังเดโม่กันดีไหม ? ” หลี่เมิ้งอีเสนอ“สุดท้ายเพลงนี้ฉันก็ต้องเป็นคนร้องฉันไม่กลัวโดนเดโม่เพลงดึงเข้าไปในจังหวะหรอกนะ”
“เอาล่ะ ถ้าเธออยากฟัง งั้นเรามาฟังกัน ! ”
เฉิงซือฉีพยักหน้า เอาจริง ๆ หลังจากได้อ่านเนื้อเพลงแล้วทำนองของเพลงนี้ ความคาดหวังในใจของเธอก็ยากจะควบคุมได้แล้ว
หลี่เมิ้งอีนำ USB เสียบเข้าไปในคอมพิวเตอร์ทันใดนั้นดนตรีอันไพเราะก็ดังขยายออกมาจากคอมพิวเตอร์
นี่คือท่วงทำนองที่ผสมผสานกันระหว่างขลุ่ยไม้และพิณเสียงดนตรีที่สดใสและไพเราะ นำมาซึ่งเสน่ห์ของความเรียบง่ายในสมัยโบราณ
“ลมราตรีเยือกเย็น บุปผาร่วงโรยเยือกแข็ง…”
เสียงร้องที่ดังขึ้น เป็นเสียงแหลมเล็กตามเนื้อเพลงแล้วต้องเป็นเสียงผู้หญิง แต่เสียงร้องที่ดัดแปลงเป็นเสียงของผู้หญิงของหลิวจือเซียก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน
ส่วนเนื้อเพลงนี้ค่อนข้างเซื่องซึมและกลุ้มใจไม่ว่าจะเป็นเสียงผู้หญิงหรือเสียงผู้ชาย ต่างก็แฝงไปด้วยความแหบพร่าเล็กน้อยทุกคำที่พ่นออกมาหนักแน่นและมีความหมาย ทำให้เฉิงซือฉีและหลี่เมิ้งอีที่ได้ฟังในใจก็พลันเกิดความรู้สึกที่สับสนวุ่นวายและกลัดกลุ้มใจบางอย่าง จิตใจค่อย ๆไม่คงที่
“ยามราตรีเหน็บหนาว คลื่นอารมณ์โถมบ่ากลายเป็นดินวสันต์โอบถนอม…”
เมื่อถึงส่วนที่เร้าอารามณ์ของเพลงนี้ท่วงทำนองก็ได้เปลี่ยนคีย์เพลงไป
ไม่ว่าจะเป็นเฉิงซือฉีหรือว่าหลี่เมิ้งอีต่างก็ไม่คิดว่าในตอนจบของเพลงนี้ พวกเธอยังจะเฝ้ารอท่วงทำนองต่อไป
จู่ ๆ เนื้อเพลงก็พลันหยุด การเร้าอารมณ์ก็ชะงักทำให้ทั้งสองคนต่างรู้สึกว่าเหมือนอารมณ์ยังค้าง
ในฐานะที่หลี่เมิ้งอีเป็นนักแสดงหญิงของซีรีย์เรื่อง‘สามชาติสามภพ ป่าท้อสิบหลี่’ ในตอนสุดท้ายของการร้องประสานเสียงของชายและหญิง ‘เกลียดชังในชาติปางก่อน’ อารมณ์ที่พลุ่งพล่านได้ก่อให้เกิดเป็นประกายระเบิดอย่างรวดเร็วนัยน์ตามีหยาดน้ำตาล้นเอ่อ
ในฐานะที่เป็นนักแสดงหญิงที่เอาแต่ใจตัวเองสุดฤทธิ์บทบาทในสามชาติสามภพ หลี่เมิ้งอีต้องมีความทรงจำที่ลึกซึ้งตัวละครอย่างไป๋เฉี่ยนและเยี่ยหัว นับตั้งแต่ที่รู้จักกัน อยู่ด้วยกันจนถึงแยกจากกัน...ต้องประสบกับด่านเคราะห์กรรมถึงสามภพสามชาติตรงนี้อารมณ์ความรู้สึกถึงได้ถูกเร้ามาถึงจุดสูงสุด !
“จอนผมต้องน้ำค้างจนขาวหมอก ยิ่งขับเน้นให้เจ้าสว่างไสวเดือนปียาวนานคล้อยผ่าน ใยต้องสิ้นเปลืองวันเวลา ร่อนเร่ (ร่อนเร่ )...”
ในวรรคแรกของเพลง ยังคงเป็นการร้องสลับชายหญิงแต่ถ้าเทียบกับท่อนหลัก นักร้องจะต้องเซื่องซึมยิ่งกว่า ‘ความโกรธ’‘ความเกลียดชัง’ ที่พัวพันอยู่เลือนราง ความยับยั้งอย่างรุนแรงได้ระเบิดอารมณ์ความรู้สึกออกมา
“เหน็บหนาว สามภพสามชาติ เหมือนฝันในฉับพลัน…”
ในสองสามวรรคสุดท้ายหลิวจือเซียได้ระเบิดอารมณ์ที่เก็บไว้อยู่ภายในออกมา วรรคที่ว่า‘เหมือนฝันในฉับพลัน’ ได้ถูกร้องออกมาด้วยความรู้สึกทอดถอนใจและจนปัญญา
ดวงตาของเฉิงซือฉีแดงก่ำ ส่วนหลี่เมิ้งอีก็มีหยาดน้ำตาหลั่งริน
ภาพในการถ่ายทำ มันได้ผ่านตาไปทีละฉาก ไม่ว่าจะเป็นบนสวรรค์ โลกมนุษย์ชั้นเทพ หรือว่าในอดีตชาติ ชาตินี้ ชาติหน้าทั้งหมดนี้ล้วนป็นความฝันของรัชทายาทเยี่ยหัวและเทพธิดาไป๋เฉี่ยน
“ข้าเต็มใจ ยึดมั่น ! ”
เมื่อเพลงจบลงความรักและความระทมของเทพธิดาไป๋เฉี่ยนก็มาถึงจุดสูงสุด หลี่เมิ้งอีสะอื้นนานแล้วสวนเฉิงซืออี้หญิงแกร่ง ก็แอบปาดน้ำตาอย่างเงียบ ๆ
“ที่แท้ หลังจากผ่านสามภพสามชาติแล้ว ก็พบว่าสิ่งที่เราปรารถนาไม่ใช่ความชรา และไม่ใช่ทรัพย์สมบัติมากมาย แต่เป็นความฝันอันงดงาม‘เพียงอิจฉายวนยาง ไม่อิจฉาเทพเซียน’ ! ”
เฉิงซือฉีดึงกระดาษทิชชู่ พร้อมกับมองหลี่เมิ้งอี“จือเซียของเธอเก่งมาก สามารถแต่งท่วงทำนองอันงดงามขนาดนี้ออกมาได้เขียนเนื้อเพลงที่สะเทือนจิตใจแบบนี้ ฉันชักอยากเจอชายคนนี้แล้วสิ”
“อยากรู้จักเขาไม่ง่ายนะ ? รอเขากลับมา เราค่อยกลับก็แล้วกัน !”
เหอจิงจิงไม่รู้ว่าเข้ามาในห้องนั่งเล่นตอนไหนในมือของเธอถืออัลบั้มปกแข็งเล่มหนึ่งเข้ามา “พี่ซือฉี ดูของที่น่าสนใจนี้สิ ! ”
“ของอะไร ? ”
ซือเฉิงอี้หันไปมอง จากนั้นก็รับอัลบั้มรูปภากจากมือเหอจิงจิงหลังจากได้ดูสองสามครั้ง ดวงตาก็ลุกวาวทันใด “นี่มันอัลบั้มรูปภาพของ‘นิทานก่อนนอนของเยว่เยว่’ นี่ ? เธอไปเอาของสิ่งนี้มาจากไหน ? ”
สำหรับเฉิงซือฉี ต่อให้เธอจะมีท่าทางเป็นหญิงแกร่งแค่ไหนแต่นิสัยลึก ๆ ก็ไม่มีใครเป็นเด็กเท่าเธออีกแล้ว
ผู้จัดการหญิงที่เอาแต่ใจคนนี้ ชื่นชอบนิทานทุกประเภทไม่ว่าจะที่ไหน ต่างก็เต็มไปด้วยหนังสือนิทาน รวมทั้งสินค้าหลากหลายของเหล่านิทาน
“ของหนูเองค่ะ อัลบั้มเล่มนี้เป็นของหนู ! ”เยว่เยว่แทรกตัวออกมาจากด้านหลังของเหอจิงจิง ก่อนจะทำปากมุ่ยแล้วพูดว่า“คุณพ่อบอกว่า ตั้งใจเก็บไว้ให้หนู ที่อื่นไม่มี ! ”
“ที่อื่นไม่มี ? ”
เฉิงซือฉีอึ้งงันไป จากนั้นก็ก้มหน้ามองก่อนจะพบว่านี่เป็นแค่อัลบั้มรูปภาพปกแข็งชุดหนึ่ง ไม่มีเรื่องราวเทพนิยายดูจากสำนักพิมพ์ด้านหลังที่ประทับว่า ‘สำนักพิมพ์อี้ฮัว’ไม่มีแม้แต่ราคาและวันวางจำหน่าย
ลิมิเต็ด จะต้องเป็นลิมิเต็ดแน่นอน !
เฉิงซือฉีตาลุกวาว เธอมองไปมาเยว่เยว่ ก่อนจะเผยรอยยิ้มใจดี“เยว่เยว่ แม่ซือฉีถามหนูหน่อย แม่ซือฉีดีกับหนูมากไหม ? ”
เยว่เยว่พยักหน้า “แม่ซือฉีดีกับเยว่เยว่มาก ! ”
“งั้นแม่ซือฉีก็มักจะให้ของดี ๆ กับเยว่เยว่ใช่ไหม ? ”เฉิงซือฉีค่อย ๆ โน้มน้าว
“อื้อ ! ” เยว่เยวาพยักหน้าอย่างไร้เดียงสา
“งั้นเยว่เยว่ให้สิ่งนี้กับแม่ซือฉีได้ไหม ? ”เฉิงซือฉีเผยเขี้ยวเล็บออกมา ในที่สุดก็บอกจุดประสงค์ของตัวเอง“แม่ซือฉีรับปากหนูเลย ตราบใดที่มีของที่สวยเท่ากัน แม่ซือฉีจะเอามาให้หนู ! ”
เหอจิงจิงและหลี่เมิ้งอียิ้มให้กับเด็กน้อยอยากรู้ว่าเยว่เยว่จะตอบยังไง
“เอ่อ...” หัวคิ้วของเยว่เยว่ขมวดเข้าหากันและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยเสียงสดใสว่า “งั้นก็ได้ !ยกเว้นอัลบั้มเล่มนี้ ถ้าแม่ซือฉีอยากได้อะไร หนูจะให้หมดเลย ! ”
“เฮ้อ...”
ความลำบากใจนี้เพียงประโยคเดียวของเด็กน้อยสามารถยับยั้งความคาดหวังทั้งหมดของเฉิงซือฉีได้
“ฮ่าฮ่าฮ่า...”
หลี่เมิ้งอีและเหอจิงจิงต่างก็ยิ้มอย่างลำบากใจ
“แต่แม่ซือฉีอยากได้อัลบั้มเล่มนี้ ! ”
เฉิงซือฉีไม่อยากปล่อยมือ ยังคงพยายามให้ถึงที่สุด“เยว่เยวไม่อยากได้หมีตัวใหญ่หรือ แม่ซือฉีเอาหมีตัวใหญ่มาแลกกับหนูได้นะ ดีไหม ?”
หมีตัวใหญ่คือตุ๊กตาในนิทานที่เฉิงซือฉีเคยพูดไว้ตัวใหญ่ที่สุดสูงเกือบ 2 เมตร ในตอนที่เยว่เยว่เห็นนั้น ก็ชอบเจ้าตัวนี้ทันที
แต่ก็จนปัญญาเพราะมันคือหนึ่งในสิ่งที่เฉิงซือฉีทะนุถนอมมากที่สุดให้ตายยังไงก็ไม่มีวันยอมยกให้เยว่เยว่ ทำให้เด็กน้อยโกรธเฉิงซือฉีไปเป็นอาทิตย์ไม่ยอมพูดยอมจากับเธอ
สุดท้ายเฉิงซือฉีต้องบากหน้า หาสิ่งของมาแลกเปลี่ยนกับเยว่เยว่เด็กหญิงจึงให้อภัยเธอ
1คัมภีร์ซือจิงเป็นหนังสือที่บันทึกกวีของแต่ละท้องที่ในยุคชุนชิวไว้
2กลอนพื้นเมือง-โจวหนาน–ท้อระบัดใบ (周南•桃夭) เป็นบทกลอนอวยพรหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงาน