
‘เรื่องเล่า’ จากปากสุธาสินีไม่ต่างจากเมื่อวานตอนมาถึงเพียงแต่วันนี้เธอแสดงให้สมบทบาทด้วยการขยายเนื้อความของชีวิตให้ดูน่าสงสารมากยิ่งขึ้น
“ทีแรกสุก็ไม่ได้ตั้งใจจะมารบกวนคุณพี่ทั้งสองหรอกนะคะแต่ว่าสุไม่มีทางเลือกจริงๆ เงินก้อนที่พี่สาให้ไปคราวก่อนสุก็เอาไปลงทุนธุรกิจเล็กๆน้อยๆ หวังว่ามันจะเห็นกำไรงอกงามได้เร็วขึ้นแต่พอเอาเข้าจริง มีแต่เจ๊งกับเจ๊งไม่เป็นท่า”
คุณนายใหญ่ซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวบุด้วยหนังหุ้มสีดำมัน รีบซักขึ้นอย่างสงสัย “ที่เธอว่าเอาเงินก้อนไปลงทุนเธอเอาไปทำธุรกิจอะไรของเธอล่ะ มันถึงได้เจ๊งไม่เป็นท่า แค่เวลาไม่กี่เดือน”
“สุเอาไปเล่นหุ้นสิคะ”
พี่สะใภ้ถลึงตามองอย่างตะลึง “ต๊ายตาย...นี่เธอคิดยังไงกันถึงได้อุตริไปเล่นหุ้น เธอไม่รู้หรือไงว่าการเล่นหุ้นมันมีความเสี่ยงสูงคนที่เขาหวังจะรวยเอากับหุ้น มันต้องมีความรู้บ้างนะยะ ไม่ใช่จบแค่มัธยมอย่างเธอ”
เมื่อสบโอกาสคุณนายใหญ่ก็เท้าความขุดเอากำพืดของน้องสะใภ้ขึ้นมาแฉ...ท่านรู้ว่าสุธาสินีเรียนจบแค่มัธยมปลายเท่านั้นตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็ไปไม่รอด ต้องออกกลางคัน ด้วยเหตุผลประการเดียวคือ ‘ท้อง’
สุธาสินีหน้าชาเมื่อถูกวาจาคมกริบนั้นเสียดแทงแต่เธอก็ยังฝืนยิ้ม เพราะบุคคลที่นั่งร่วมวงสนทนาในที่นั้นมีสาริศผู้เป็นบุตรชายวัยสิบห้าย่างสิบหกนั่งสำรวมอยู่ด้วย
สาริศคือผลผลิตในวัยเรียนซึ่งเกิดกับสมภพ...เขาเกิดมาลืมตาดูโลกท่ามกลางความไม่พร้อมของพ่อกับแม่ซึ่งเป็นเพียงนักศึกษามหาวิทยาลัยดังนั้นตัวเด็กหนุ่มจึงกลายเป็นปมในใจของแม่ ให้ถูกผู้เป็นป้าตอกย้ำอยู่เสมอ
นายหัวซึ่งนั่งฟังอย่างสงบอยู่บนโซฟาตัวเดี่ยวบุหนังสีน้ำตาลซึ่งตั้งเยื้องไปทางฝั่งกระจกใสคงเห็นเค้าลางของความเขม่นระหว่างภรรยากับน้องสะใภ้จึงรีบวกกลับเข้ามาสู่เรื่องราวที่ได้คุยกับสุธาสินีไว้ก่อนหน้า
“ไอ้เรื่องที่มันผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ อย่ามัวแต่ไปฟื้นฝอยหาตะเข็บไม่เห็นมันจะเกิดประโยชน์ตรงไหนคุณสาก็อย่าไปตำหนิแม่สุเลย...ก็ลองถ้าเล่นหุ้นแล้วมันได้ดิบได้ดีเขาก็คงไม่หนีร้อนมาพึ่งเย็นหรอก ยังไงซะตาไป๋ก็เป็นหลานแท้ๆของเรามาอยู่ที่นี่เพิ่มอีกคนสองคน ทำไมจะอยู่ไม่ได้”
ผู้เป็นภรรยาแอบค้อนขวับใส่สามี “แหมคุณพี่ฉันก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรแม่สุเขาซะหน่อย ก็แค่ออกความเห็นว่าการที่คิดจะทำธุรกิจอะไรที่มันไม่สมกับตัว นอกจากมันจะไม่ประสบความสำเร็จแล้วการขาดทุนมันก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม...ก็ดูตาสมภพนั่นปะไร ตอนมีชีวิตอยู่ก็ริจะทำธุรกิจใหญ่โตจนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ แล้วเป็นยังไงล่ะสุดท้ายมันก็ไปไม่รอด...ตัวอย่างมันก็มีให้เห็น แล้วนี่ยังคิดจะเดินซ้ำรอยเดิมอีก”
สุธาสินีรีบขยับตัวไปนั่งจนชิดคุณนายใหญ่บีบมืออีกฝ่ายอย่างประจบเอาใจ “สุเข้าใจในความหวังดีของคุณพี่นะคะแต่สุพลาดไปแล้วจริงๆ...นี่ก็เป็นห่วงตาไป๋”
เมื่อเอ่ยถึง ‘ตาไป๋’ทั้งแม่ ทั้งลุงกับป้า จึงหันไปมองเด็กหนุ่มเป็นตาเดียว
สาริศลุกไปจากที่นั่งตรงนั้นตั่งแต่เมื่อไหร่ทุกคนไม่ทันสังเกต เขายืนเหม่ออยู่ชานระเบียงไม้ซึ่งยื่นออกไปนอกกระจกเห็นแต่แผ่นหลังซึ่งเริ่มขยายกว้างแบบเด็กที่กำลังยืดตัว
“แล้วนี่ตาไป๋กำลังเรียนชั้นไหนแล้วล่ะแม่สุ” นายหัวเอ่ยถาม
สุธาสินีนิ่งตรองไปพักหนึ่ง “ปีนี้เรียนอยู่ชั้นมอสี่แล้วค่ะ...แต่ว่ามีปัญหานิดหน่อย”
“ปัญหาอะไรยะ” คนที่ถามต่อ กลายเป็นคุณนายใหญ่
ผู้เป็นแม่เผลอทอดถอนใจอย่างลืมตัว “เมื่อเทอมที่แล้วอาจารย์ฝ่ายปกครองแจ้งมาทางสุว่าตาไป๋ไปมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนในโรงเรียนแล้วที่สำคัญ ตาไป๋ยังโดดเรียนเกินกว่าครึ่งของเวลาเรียน”
คุณนายใหญ่ยกมือทาบอก “นี่เธอเลี้ยงลูกยังไงกันปล่อยให้โดดเรียน แถมยังไปมีเรื่องมีราวเหมือนพวกนักเลง คอยดูเถอะถ้าเลี้ยงแบบตามใจ โตขึ้นไป...เด็กมันจะเสียคน”
เสียงคุณนายของบ้านดังเสียจนสามีต้องเอ็ด“คุณสาก็พูดให้มันเบาๆหน่อย เดี๋ยวตาไป๋มันได้ยินเอา”
“จะกลัวอะไรมันล่ะคะคุณพี่...ยิ่งช่วงนี้เด็กมันกำลังย่างเข้าวัยรุ่นหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าไม่บังคับทิศทางให้มันเดินไปในทางที่ถูกที่ควรเดี๋ยวมันก็ได้ดิ่งลงเหวกันพอดี”
ความคิดของคุณนายใหญ่นั้นถือว่าถูก...ถึงท่านจะดูเหมือนคนใจไม้ไส้ระกำไม่ดูดำดูดีต่อครอบครัวน้องสะใภ้ แต่ความคิดบางขณะก็ยังมีความเห็นอกเห็นใจแฝงอยู่ในนั้น
“นี่แสดงว่าตอนนี้ตาไป๋มันไม่ได้เรียนหนังสือหรือเปล่า”นายหัวเหลียวไปมองหลานชายด้วยสายตาเอ็นดูแกมเป็นห่วง
“สุก็กะว่าจะย้ายมาเข้าเรียนต่อในตัวเมืองภูเก็ตนี่ล่ะค่ะแต่คงต้องรอปีหน้า เพราะตอนนี้ก็ออกมากลางคัน ยังไงปีนี้ก็คงต้องเสียเวลาไปหนึ่งปี”
มือที่ทาบอกคุณนายใหญ่เปลี่ยนเป็นมาพัดขึ้นลงแถวจมูก “ฉันจะเป็นลม...นี่เกเรถึงขนาดต้องพักการเรียนแบบนี้มาอยู่ที่นี่ แล้วจะควบคุมไหวไหม”
“คุณสาก็อย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปก่อนเลยน่าตาไป๋มันก็ยังเป็นเด็กอยู่...ยังไงซะมันก็ยังเป็นไม้อ่อนน่าจะดัดง่ายกว่าไม้แก่อยู่ดี ถ้าต่อจากนี้ไป ไม่ปล่อยปละละเลย ดูแลใกล้ชิดเดี๋ยวก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กได้หรอกน่ะ”
ความคิดของนายหัวไม่ได้วิตกกังวลเกินกว่าเหตุ...แต่กระนั้นผู้เป็นแม่กลับไม่อาจเก็บความวิตกเกี่ยวกับตัวบุตรชายเอาไว้ได้จึงพูดขึ้นว่า
“ถ้ายังไงเกิดตาไป๋มันทำอะไรไม่เข้าท่า คุณพี่ก็อย่าไปดุไปด่ามันเลยนะคะสุกลัวว่ามันจะเตลิด เดี๋ยวจะกู่ไม่กลับ”
เมื่อพูดถึงบุตรชาย ดวงตาที่แฝงความแพรวพราวยามมองนายหัวก็เปลี่ยนเป็นกังวลครุ่นคิด ด้วยภายในใจของสุธาสินียังมีอีกหลายสิ่งที่เธอนั้นเป็นห่วงบุตรชาย
เป็นอันว่าบทสนทนาเรื่องการมาพักพิงที่นี่ของสุธาสินีกับสาริศจบลงแค่นั้น เมื่อทุกคนต่างครุ่นคิดใคร่ครวญถึงอนาคตเด็กหนุ่ม
ได้แต่มองเขายืนนิ่งสายตาจับไปยังทิวสนสูงด้านนอก โดยไม่มีใครรู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ
.....................................................................