“อาจาร์ครับ ขอให้ไปสู่คตินะครับ...”
เซี่ยปู๋เอ้อร์ชะงักขณะที่เพิ่งจะเดินไปตรงเยื้องประตู พวกต้ายุ้ยโถวห่อร่างไร้ิญญาของอาจารย์ชายด้วยผ้าห่มเรียบร้อย คนอื่น ๆ ถือเทียนหรือไฟแช็คล้อมลอบศพไว้ ส่งอาจารย์ครั้งสุดท้ายด้วยเสียงสะเอื้อน ทุกคนซึ่งรวมไปถึงครูใหญ่สื่อล้วนร้องไห้จนไม่เป็ท่า
“เห้อออ”
เซี่ยปู๋เอ้อร์ถอนหายใจยาว ๆ พิงตัวไว้บนกำแพงแล้วจุดบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งมวน ความภาคภูมิใจในตัวเองก่อนหน้านั้นหายไปจนไม่เหลือซาก อาจารย์และเพื่อน ๆ ที่เคยอยู่ใช้ชีวิตด้วยกันมา กำลังตายจากไปเรื่อย ๆ ชัยชนะที่ว่านี้แลดูไร้ความหมายใด ๆ ทั้งสิ้น
“โฮกกก”
จู่ ๆ เสียงคำรามครึ้มต่ำดังก้องกังวาล อาจารย์ที่เสียชีวิตไปตั้งนานลุกนั่งขึ้นมา ใช้ความไวอย่างไม่ทันตั้งตัวตะครุบตัวนักเรียนชายคนหนึ่งล้มลงกับพื้น กัดเข้าที่หน้าอย่างดุดัน นักเรียนชายกรีดร้องด้วยเสียงที่ทรมานสาหัส คนอื่น ๆ แตกกระจายวิ่งหนีราวกับม้าแตกตื่น
“รีบหลบไป...”
เซี่ยปู๋เอ้อร์รีบกระชากมืด18 นิ้ววิ่งเข้าไป แต่โก่วเหม่ยกลับนำหน้าเขาไปหนึ่งจังหวะ ใช้ท่อแป๊ปแทงทะลุสมองของฝ่ายตรงข้าม อาจารย์ชายถึงชักล้มลงพื้น ในปากเขายังมีเนื้อสดเยิ้ม ๆ คาอยู่ในปาก โก่วเหม่ยถามด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ “เกิดอะไรขึ้นวะ เมื่อกี้แกตายไปแล้วนี่หน่า”
“แกโดนยิงเข้าที่อก ส่วนสมองไม่ได้กระทบอะไร”
หลี่เสว่จู๋ค่อย ๆ เดินจากด้านหลังขึ้นมาอย่างระมัดระวัง กำมีดครัวที่แหลมคมไว้ในมือไว้แน่น มองร่างของอาจารย์ชายอย่างละเอียด พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “จุดอ่อนของซอมบี้อยู่ที่หัว แต่ถ้าสมองไม่ตาย เกรงว่าถึงแม้ผู้ติดเชื้อหัวใจหยุดเต้นก็คงจะกลายร่างเหมือนกัน อีกอย่างฉันสงสัยว่าอาจารย์หวงถูกกัดมาตั้งนานแล้ว”
“ถึงแม้แกจะถูกกัด แต่ก็น่าจะเป็เื่เมื่อสี่ห้าชั่วโมงที่แล้วนะ แกทนได้นานขนาดนั้นเชียวหรอ”
เซี่ยปู๋เอ้อร์มองเธอด้วยสายตาสงสัย แต่หลี่เสว่จู๋ดูเหมือนว่าอยากสำรวจสภาพศพ ยื่นมือไปแต่ก็ชะงักลง เซี่ยปู๋เอ้อร์นั่งยองลงไปทันที ปลดเสื้อศพอย่างไม่แยแส แต่หลี่เสว่จู๋พูดขึ้นมาว่า “ไม่ต้องถอด ฉันเห็นแผลแล้ว”
พูดเสร็จเธอนั่งยองลงดึงแขนเสื้อของศพขึ้นมา เซี่ยปู๋เอ้อร์เพิ่งจะเห็นว่าแขนของเขาพันผ้าเช็ดมือไว้หนึ่งผืน หลังจากหลี่เสว่จู๋แกะผ้าเช็ดมือออก พบว่าแขนของแกมีแผลที่ถูกกัดจริง ๆ ถึงแม้อาการจะไม่ค่อยหนักเท่าไหร่ แต่แผลนั้นกลับเต็มไปด้วยสีดำเขียวอย่างแปลก ๆ
เซี่ยปู๋เอ้อร์ขมวดคิ้วขึ้น “แปลกแฮะ ทำไมอาจารย์หวงถึงทนได้นานขนาดนี้ เพื่อนพวกแกอย่างเก่งก็ทนได้แค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง หรือว่าเื่แบบนี้ก็เป็ไปตามคนวะ”
“น่าจะใช้นะ….”
หลี่เสว่จู๋พยักหน้าเบา ๆ “อาจารย์หวงฝึกร่างกายบ่อย สภาพร่างกายก็ดีมาก แรงต้านทานเชื้อก็อาจจะนานกว่าคนอื่นหน่อย ส่วนสภาพร่างกายเพื่อน ๆ นายก็รู้ ร้อยละเก้าสิบไม่มีการฝึกร่ายกาย แค่เป็หวัดคนเดียวก็แพร่กระจายไปทั่วแล้ว”
“เห้อ โรงเรียนผลิตแค่เครื่องจักรข้อสอบ ไม่ใช่ยอดคนอะไรทั้งนั้นหรอก”
เซี่ยปู๋เอ้อร์ลุกขึ้นยืนมองไปทางผู้ชายที่ถูกกัด หนุ่มน้อยกำลังคุกเข่าลงกับพื้นร้องไห้ใจแทบขาด หยุงหน้าที่เต็มไปด้วยเือ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่คนรอบข้างไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้เขา ขนาดเฉินจิงฮัวยังถูกโก่วเหม่ยดึงตัวไว้แน่น
“รุ่นพี่ครับ พี่ช่วยผมนะครับ ผมไม่อยากกลายร่างเป็ซอมบี้ครับ”
ชายหนุ่มวิ่งเข้าหาเซี่ยปู๋เอ้อร์อย่างโซซัดโซเซ กอดขาของเขาไว้อ้อนวอนสุดชีวิต ไม่ว่าเซี่ยปู๋เอ้อร์จะพูดอะไรไปเขาก็ไม่ยอมปล่อยมือ ความรุนแรงของอารมณ์ยิ่งทวีขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขนาดก้มลงแนบตัวกราบที่พื้น
“กัวอวี่….กัวอวี่ก็โดนเหมือนกัน!”
หวังหลิงฟงะโขึ้นด้วยความใ ผู้ชายที่ถูกกล่าวหารีบหลบไปด้านข้าง เอามือบังเอวไว้พูดขึ้นด้วยความรน “ผม...ผมไม่ได้โดนซอมบี้กัด ผมโดนของกรีดตอนกำลังวิ่งหนี พวกคุณอย่ามองผมแบบนั้นสิ ผมไม่เป็ไรหรอก!”
“เป็หรือไม่เป็ไม่ใช่แกตัดสินใจได้ แกดึงเสื้อขึ้นมาให้พวกเราดูก่อน”
หวังหลิงฟงจ้องเขาด้วยสีหน้าจริงจัง แต่เขาให้ตายยังไงก็ไม่ยอมดึงเสื้อขึ้น แถมยังชี้หน้าทุกคนพูดขึ้นว่า “มันไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวมีแผล ทำไมพวกแกต้องเจาะจงมาที่ฉัน ถ้าจะเปิดก็เปิดให้หมดทุกคนเลยถึงจะยุติธรรม!”
“……”
ทุกคนมองต่างหน้ากันด้วยความระแวง หลายคนดึงระยะห่างจากผู้อื่นด้วยสัญชาตณาญ ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจแพร่กระจายในหมู่ผู้คนทันที บรรยากาศเยือกเย็นจนถึงขีดสุด คนทั้งยี่สิบกว่าคนนี้ก็เท่ากับะเิที่พร้อมปล่อยพลังตลอดเวลายี่สิบกว่าลูก
“กัวอวี่ แกเปิดเสื้อขึ้นมาให้พวกเราดูก่อน เดี๋ยวฉันจะไปตรวจดูทีละคน”
เซี่ยปู๋เอ้อร์ผลักชายหนุ่มตรงขาออกเบา ๆ ชายหนุ่มเหมือนรู้สึกว่าเริ่มมีพวก เอามือปาดน้ำตาหยุดร้องไห้ เขาลังเลอยู่นานถึงจะค่อย ๆ เปิดเสื้อขึ้น แต่เมื่อทุกคนเห็นแผลตรงเอวของเขากลับแตกตื่นกันเป็แถว
“เห้อออ”
เซี่ยปู๋เอ้อร์ถอนหายใจเบา ๆ ถึงแม้บนเอวกัวอวี่จะมีรอยข่วนแค่สามแถวแต่มันมีสีเขียวดำอย่างประหลาด ดูรุนแรงยิ่งกว่าอาจารย์หวงที่เพิ่งจะกลายร่าง กัวอวี่เห็นปุ๊บใอย่างมาก อ้อนวอนสุดใจ “ปู๋เอ้อ ฉันไม่เป็อะไรใช่มั้ย ฉันไม่เป็อะไรหรอก”
“ไม่ต้องกลัว พวกแกจะไม่เป็อะไรหรอก….”
เซี่ยปู๋เอ้อร์ตบบ่าเขาเบา ๆ กัวอวี่รีบพยักหน้าด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน แต่ขาทั้งสองข้างกลับอ่อนแรง เซี่ยปู๋เอ้อร์พูดขึ้นว่า “ครูสื่อ หาเชือกมัดพวกเขาไว้ก่อน ถ้าพรุ่งนี้เช้าพวกเขายังไม่กลายร่างค่อยปล่อยตัวได้”
“เห้ออ พวกแกอดทนหน่อยนะ”
ครูใหญ่สื่อหาเชือกมาด้วยความลำบากใจ สองหนุ่มที่ตกอยู่ในชะตากรรมลำบากมองหน้ากันแล้วต่างยื่นออกมาด้วยความยินยอม ให้ครูใหญ่สื่อผูกตัวเองไว้บนแผ่นฮีตเตอร์ เซี่ยปู๋เอ้อร์บอกหลี่เสว่จู๋ว่า “หลี่เสว่จู๋ ผู้หญิงให้เธอจัดการนะ ส่วนผู้ชายเดี๋ยวฉันจัดการเอง พวกเราจะตายกันอีกไม่ได้แล้ว”
“โอเค”
หลี่เสว่จู๋เข้าใจความหมายที่เขาจะสื่อ จริง ๆ แล้วเื่นี้ควรให้อาจารย์อย่างเฉินจิงฮัวจัดการ แต่ด้วยความจิตใจดีของเธอ เป็ไปได้ที่จะปิดบังความจริงแทนคนอื่น หลี่เสว่จู๋นำกลุ่มผู้หญิงออกไป แอบแนบมีดทำครัวไว้ด้านหลัง
“เอ้า ไว ๆ ถอดมันให้หมดเลย จะได้ไม่เสียเวลาเราและคนอื่น”
หลี่โหยงเข้าห้องปุ๊บรีบถอดเสื้อหมดเกลี้ยง หมุนตัวสองรอบอย่างเปิดเผย จากนั้นเขาจุดบุหรี่แล้วทิ้งตัวพิงบนกำแพง หญิงสาวคนอื่นก็ถอดเสื้อตาม ๆ กันไป หลังจากเฉินจิงฮัวเพิ่งจะถอดเสื้อออก หลี่โหยงผิวปากขึ้นดังด้วยท่าทางนักเลง
“ไม่น่าเซี่ยปู๋เอ้อร์มองเธอเป็เหมือนเพชรพลอย เป็เพราะเธอมีของนี่เอง ไม่ถอดเสื้อนี่ดูไม่ออกเลยนะว่าเธอใหญ่ขนาดนี้ ไอ้หนุ่มนั่นตาถึงจริง ๆ ”
หลี่โหยงยืนพิงกำแพงอย่างไม่แยแส สายตาสำรวจเฉินจิงฮัวั้แ่หัวจรดเท้า เฉินจิงฮัวรีบเอาเสื้อผ้าบังร่างตัวเองไว้ หลี่โหยงถามด้วยความสงสัย “ได้ข่าวว่าเซี่ยปู๋เอ้อร์ถูกโรงเรียนเธอไล่ออก สรุปว่าตอนนั้นเขาทำเื่เลวอะไรหรอ”
“เห้อ เขาหนะเอารูปที่คนอื่นเป็ชู้กันไปแบล็คเมลชาวบ้าน สรุปเื่บานปลายทำให้ใคร ๆ ก็รู้ ฝ่ายชายทนไม่ได้เลยไปหาหัวหน้ากระทรวงศึกษา บีบบังคับโรงเรียนให้ไล่เขาออก แต่จริง ๆ เขาก็มีเหตุผลของเขานะ”
เฉินจิงฮัวถอนหายใจยาว ๆ เล่าไปถึงเื่ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดของโต่วโต่วให้ฟัง แต่หลี่เสว่จู๋พูดขึ้นหลังจากครุ่นคิดมาพักหนึ่ง “แต่ฉันว่าเื่ของเขาไม่ได้จบง่าย ๆ แค่นี้นะ เมื่อก่อนเขาเคยเป็ถึงหัวกะทิในชั้นเรียนเชียว ทำอะไรก็ไม่ได้เกินหน้าเกินตา แต่เมื่อสองปีที่แล้วเหมือนนิสัยพลิกจากหน้ามือเป็หลังมือ เหมือนถูกนักเลงเข้าสิงอย่างงั้น”
“พวกเธอไม่รู้สึกว่านิสัยมันย้อนแย้งหรอ”
หลี่โหยงมองไปทางเฉินจิงฮัว “ตอนเขาอยู่ข้างล่างดูนิ่งเป็ผู้ใหญ่มาก ไม่เหมือนจะเป็เด็กกุ๊ยอายุ 19 เลย แต่พอมาที่นี่ จู่ ๆ มันก็เปลี่ยนไปเลย เงอะ ๆ งะ ๆ เหมือนไม่มีสมอง ฉันยังสงสัยเลยว่าเขาเป็โรคไบโพล่าหรือเปล่า ”
“วัยรุ่นไง ทำตัวไร้สาระเป็เื่ปกติ”
เฉินจิงฮัวรีบเปลี่ยนเื่คุย เธอรู้อยู่แก่ใจว่าทำไมเซี่ยปู๋เอ้อร์ต้องปกปิดตัวเอง อยู่ ๆ หลี่เสว่จู๋ชี้ไปทางผู้หญิงคนหนึ่ง ะโขึ้นว่า “ถอดประโปรงเธอซะ จะซ่อนไว้ทำไม หลังเอวเธอมีแผลหรือเปล่า”
“นี่เธอ….”
หลี่โหยงใตาถลึง ไม่คิดว่าผู้หญิงที่กำลังหลบๆซ่อนๆจะเป็เลขาของเธอ สวี่เยว่ เธอรีบเข้าไปผลักหลี่เสว่จู๋ออกไป ะโขึ้นว่า “นี่แกหมายความว่าไง จะหาเื่เธอหรอ กระโปรงเธอยังไม่ทันขาดเลยจะเกิดอะไรขึ้นหละ สมองกรวงหรือไง”
“ถ้าไม่เป็อะไรก็ถอดกระโปรงออกสิ พวกเรานี่ถอดเสื้อหมดเลยนะ”
หลี่เสว่จู๋จ้องกลับไปด้วยท่าทางดุดัน สวี่เยว่ทำท่าจะถอดกระโปรงออก แต่หลี่โหยงตะคอกว่า “แกให้ถอดก็ถอดหรอ แกเป็ใครวะ ตอนนี้ฉันชักจะสงสัยแล้วว่าตูดแกหนะถูกกัด แกเปิดตูดให้ฉันดูเดี๋ยวนี้เลยนะ ถ้าแกไม่กล้าก็ไม่ต้องมาจู้จี้แถวนี้”
“คุณอย่างมาขวางโลกแบบนี้นะ ถ้าเธอกลายเป็ซอมบี้ คุณจะรับผิดชอบหรอ”
หลี่เสว่จู๋จ้องเขม็งไปทางเธอ กัดฟันดังครอกแครก แต่ในขณะนั้นเองมีอาจารย์หญิงคนหนึ่งชักขึ้นมา เสิ่นลี่ชิงะโจนเสียงหลง “อาจารย์โหว เป็อะไรหรือเปล่าคะ”
“รีบหลบไป เขาจะกลายร่างแล้ว!”
หลี่เสว่จู๋กระชากมีดครัวตรงเอวออกมา แต่เธอยังไม่ทันพูดจบ อยู่ ๆ อาจารย์โหวคำรามขึ้นมา กระโจนเข้าไปผลักสาวน้อยข้าง ๆ ลงพื้น สาว ๆ วงแตกทันที ต่างกรีดร้องวิ่งหนีไปทางประตู เฉินจิงฮัวะโเรียก “เสื้อผ้า ๆ ไม่ได้ใส่เสื้อ”
“ปิดหน้าพอ ข้างล่างหน้าตาเหมือนกันหมด!”
หลี่โหยงกระชากประตูออก ปิดหน้าวิ่งออกไปทันที เซี่ยปู๋เอ้อร์ที่ได้ยินเสียงรีบวิ่งมาดูกลับตะลึงกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เรือนร่างขาวเนียนเป็กลุ่มวิ่งผ่านหน้าเขาไป เขายังไม่ทันได้ตั้งตัวก็โดนชนล้มลงกับพื้น ยังมีกางเกงในที่หอมฟุ้งปิดอยู่บนหัวเขา