“สมเป็พี่เฉิงเยี่ย ลงมือทุ่มทุนจริง ๆ ”
“นั่นมันโอสถขัดเกลากายานะ คุณชายฉู่ยอมชดใช้ขนาดนี้เลยหรือ!”
เม็ดยาภายในขวดผลึกแก้วใสทอประกาย สายตาของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความอิจฉา เพราะสิ่งที่อยู่ในขวดนี้คือโอสถขัดเกลากายาของจริง!
เสียงประจบประแจงรอบข้างทำให้ฉู่เฉิงเยี่ยกระหยิ่มยิ้มหย่อง เขาแค่นเสียงใส่ฉู่ซิว “เ้าเป็คนตกลงทดสอบใหม่เอง ในเมื่อตกลงแล้ว คิดจะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว”
เปลี่ยนใจ? ฉู่ซิวหัวเราะเยาะในใจ นี่คือโอสถขัดเกลากายาที่เขาเฝ้ารอมานาน มีแต่จะยินดีจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ จะเปลี่ยนใจได้อย่างไร
“วางใจเถอะ ข้าไม่เปลี่ยนใจแน่นอน”
เมื่อเห็นฉู่ซิวท่าทางมั่นใจ ฉู่เฉิงเยี่ยก็เอ่ยเย้ยหยันหน้าตาย “อย่าบอกนะว่าเ้าคิดว่ากลอุบายเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตัวเอง จะหลอกตาอาจารย์ฝึกสอนทั้งสองคนได้อีกครั้ง?”
พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ ฉู่ซิวไม่คิดจะเปิดศึกน้ำลายกับอีกฝ่าย เขาเดินตรงไปที่ศิลาจักรพรรดิมนุษย์ทันที
“รบกวนอาจารย์เหลียวช่วยทดสอบให้อีกครั้งขอรับ”
เมื่อเห็นฉู่ซิวสุขุมเยือกเย็น ไม่แสดงอาการตื่นตระหนก อาจารย์เหลียวสิงก็อดที่จะชื่นชมในใจไม่ได้ เขาเปิดการทำงานของศิลาจักรพรรดิมนุษย์ต่อหน้าทุกคน พร้อมส่งสัญญาณให้ฉู่ซิววางฝ่ามือลงไป
“ฉู่ซิว รอเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาได้เลย!” ฉู่เฉิงเยี่ยจ้องมองด้วยความลำพองใจ ในหัวจินตนาการถึงภาพฉู่ซิวที่ต้องอับอายขายหน้าและหมดอนาคต ขอเพียงพลังปราณและโลหิตจากการทดสอบใหม่นี้คลาดเคลื่อนจากเดิมแม้เพียงนิดเดียว ฉู่ซิวก็ไม่มีทางสอบผ่านการสอบระดับอำเภออย่างแน่นอน แถมยังต้องโทษหนักอย่างคาดไม่ถึง และเมื่อถึงตอนนั้น ตำแหน่งผู้นำตระกูลฉู่จะหนีไปไหนเสีย?
“เป็ไปได้อย่างไร!”
“ปราณโลหิตของเขาถึงหนึ่งตำลึงหนึ่งสลึงหกเฉียนจริงด้วย!”
เสียงร้องะโด้วยความใทำลายจินตนาการของฉู่เฉิงเยี่ย เขารีบผลักผู้คนตรงหน้าเข้าไปดูที่ศิลาจักรพรรดิมนุษย์ทันที
หนึ่งตำลึงหนึ่งสลึงหกเฉียน!
ตัวอักษรขนาดใหญ่ปรากฏแก่สายตาจนฉู่เฉิงเยี่ยคิดว่าตัวเองตาฝ้าฟาง เขารีบขยี้ตาซ้ำ ๆ แต่ต่อให้ขยี้ตาจนบวมปูด ตัวเลขบนศิลาจักรพรรดิมนุษย์ก็ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
“พลังปราณและโลหิตจักรพรรดิมนุษย์ของฉู่ซิวถึงเกณฑ์จริง ๆ ด้วย เขาทำได้อย่างไรกัน?”
“เพิ่มขึ้นตั้งแปดสลึงภายในวันเดียว หรือว่าเขาจะเป็อัจฉริยะด้านยุทธ์?”
ทุกคนต่างจ้องมองตัวเลขบนศิลาด้วยความตื่นตะลึง สายตาที่มองไปยังฉู่ซิวแปรเปลี่ยนเป็ความยำเกรง
“ฉู่ซิว ทดสอบใหม่”
“หนึ่งตำลึงหนึ่งสลึงหกเฉียน สอบผ่าน!”
เหลียวสิงประกาศเสียงดังฟังชัด ราวกับเป็หมัดหนักที่ซัดใส่ฉู่เฉิงเยี่ยจนล้มทั้งยืน เขาไม่ได้เสียแค่โอสถขัดเกลากายาเม็ดเดียว แต่เขากำลังจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง!
ในเมื่อฉู่ซิวผ่านการสอบระดับอำเภอได้อย่างผ่าเผย เมื่อกลับไปเขาย่อมสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลฉู่ได้อย่างชอบธรรม แล้วคนที่เคยทำร้ายฉู่ซิวไว้อย่างเขา หากอีกฝ่ายขึ้นเป็ผู้นำตระกูลแล้ว ชะตากรรมของเขาจะเป็อย่างไร? เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉู่เฉิงเยี่ยก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว ใบหน้าค่อย ๆ บิดเบี้ยวด้วยความคลั่งแค้น
เขาชี้หน้าศิลาจักรพรรดิมนุษย์แล้วแผดเสียง “นี่ไม่จริง! ฉู่ซิวต้องโกงอีกแน่ ๆ !”
สิ้นเสียงของฉู่เฉิงเยี่ย กลิ่นอายกดดันอันทรงพลังก็ถาโถมลงมาราวกับูเา เหลียวสิงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความโกรธเกรี้ยวก่อนเอ่ยถาม “เ้าลบหลู่บารมีจักรพรรดิมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รนหาที่ตายหรืออย่างไร!”
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวทำเอาฉู่เฉิงเยี่ยตัวสั่นเทา เขารู้ตัวทันทีว่ากำลังหาเื่ใส่ตัว จึงรีบโค้งกายขอโทษเหลียวสิง “ขออภัยอาจารย์เหลียว ผู้น้อยผิดไปแล้วขอรับ”
นับเป็ครั้งแรกที่ฉู่ซิวได้เห็นฉู่เฉิงเยี่ยหมดสภาพเช่นนี้หลังจากโดนก่อกวนมาหลายครั้ง ในใจรู้สึกสะใจเป็อย่างยิ่ง เขายื่นมือไปชิงขวดแก้วจากมืออีกฝ่ายมาทันทีพร้อมยิ้มร่า
“น้องรัก ขอบใจสำหรับโอสถขัดเกลากายาที่กตัญญูนอบน้อมมอบให้พี่ชายนะ เช่นนั้นพี่ก็ไม่เกรงใจละ”
โอสถขัดเกลากายาล้ำค่ายิ่งนัก ต่อให้ฉู่เฉิงเยี่ยจะมีทรัพยากรของตระกูลฉู่คอยหนุนหลัง แต่ในเวลานี้ก็ยังรู้สึกปวดใจแสนสาหัส ยิ่งโอสถเม็ดนี้ตกไปอยู่ในมือของฉู่ซิว ก็ยิ่งทำให้เขาทรมานใจหนักกว่าเดิม
“เื่วุ่นวายพอแค่นี้!”
“ผู้ที่ผ่านการสอบระดับอำเภอ สามารถตามศิษย์พี่ไปเยี่ยมชมสนามสอบถงซื่อได้ ส่วนผู้ที่ไม่ผ่าน ตอนนี้แยกย้ายกลับไปได้แล้ว”
สิ้นคำสั่งของเหลียวสิง ฝูงชนที่มาดูความสนุกก็ทยอยแยกย้ายไป ส่วนฉู่เฉิงเยี่ยก็รีบหลบหนีออกจากลานฝึกซ้อมด้วยความอับอาย
เมื่อผ่านการสอบระดับอำเภอแล้ว ยังต้องฝึกฝนต่อที่สนามสอบถงซื่อ ก่อนจะไปเข้าร่วมการสอบระดับเ้าเมือง ฉู่ซิวไม่รีบร้อนกลับบ้านเพราะอยากไปสำรวจสนามสอบถงซื่อดูก่อน จึงเข้าไปทักทายศิษย์พี่คนหนึ่งนามว่า เฉินเฟย และขอติดตามเขาไปยังสนามสอบถงซื่อ
เมื่อเทียบกับสำนักยุทธ์เดิม สนามสอบถงซื่อกว้างใหญ่กว่ามาก แค่ลานฝึกซ้อมก็มีถึงหลายแห่ง ทั้งอาคารเรียนและหอคัมภีร์ยุทธ์ก็ตั้งอยู่อย่างน่าเกรงขาม ซึ่งสำนักยุทธ์อื่นไม่อาจเทียบได้เลย
ระหว่างทาง ฉู่ซิวพบเจอเหล่านักเรียนของสนามสอบถงซื่อจำนวนมาก ทุกคนล้วนมีกลิ่นอายแข็งแกร่ง เก่งกาจกว่าเพื่อนร่วมสำนักเดิมของฉู่ซิวอย่างเทียบไม่ติด
“สนามสอบถงซื่อเป็ด่านสุดท้ายก่อนเข้าร่วมการสอบระดับเ้าเมือง และเป็สถานที่ที่ราชสำนักจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเหล่านักเรียนยากไร้ให้สามารถสอบผ่านการสอบระดับเ้าเมืองได้”
“สถาบันของเราไม่เพียงแต่รวบรวมคัมภีร์วิชายุทธ์ไว้นับร้อยเล่มเท่านั้น แต่ยังมีนักหลอมโอสถประจำการ ทุก ๆ เดือนทุกคนจะได้รับโอสถที่ช่วยส่งเสริมการฝึกฝนจนกว่าจะสอบผ่านระดับเ้าเมือง”
“สนามสอบถงซื่อแห่งอำเภออันอู่ ั้แ่ก่อตั้งมาผลิตบัณฑิตระดับซิ่วไฉไปแล้วถึงสองร้อยยี่สิบหกคน ในจำนวนนี้สอบผ่านการสอบระดับมณฑลหกสิบสองคน ได้อันดับหนึ่งเจ็ดคน อันดับสองสิบสี่คน และอันดับสามยี่สิบเอ็ดคน...”
ได้ยินที่เฉินเฟยเล่า ฉู่ซิวก็ฉายแววประหลาดใจ นึกไม่ถึงเลยว่าอำเภออันอู่เล็ก ๆ แห่งนี้จะเคยสร้างยอดฝีมือได้มากมายขนาดนี้!
“ศิษย์พี่เฉินเฟย หลังจากเข้ามาในสนามสอบถงซื่อแล้ว มีเื่อะไรที่ต้องระวังเป็พิเศษไหมขอรับ?” ฉู่ซิวถามด้วยความอยากรู้
เมื่อเห็นว่าฉู่ซิวถูกชะตา เฉินเฟยจึงแนะนำโดยไม่คิดปกปิด “นักเรียนใหม่ที่เข้ามาในสนามสอบถงซื่อ สามารถไปเลือกคัมภีร์ยุทธ์ได้หนึ่งเล่มที่หอคัมภีร์ ขอเพียงเลือกคัมภีร์ที่ดีได้ การฝึกฝนในวันข้างหน้าจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และทำให้สอบผ่านระดับเ้าเมืองได้ง่ายขึ้นมาก”
“เพราะฉะนั้น ศิษย์น้องฉู่ซิว ถึงเวลานั้นต้องตาไวและเลือกให้ดีล่ะ”
ระดับของคัมภีร์ยุทธ์แบ่งออกเป็ เทียนจี๋ ตี้จี๋ เสวียนจี๋ และหวงจี๋ โดยแต่ละระดับยังแบ่งย่อยเป็เก้าขั้น โดยขั้นหนึ่งสูงที่สุด และขั้นเก้าต่ำที่สุด
คัมภีร์ที่ดีจะช่วยให้ผู้ฝึกยุทธ์ก้าวหน้าได้เร็วขึ้น แต่คัมภีร์ชั้นเลิศนั้นหาได้ยากยิ่ง หากไม่ได้เกิดในตระกูลใหญ่ ก็มีแต่ต้องอาศัยการสอบแข่งขันเพื่อเลื่อนขั้นและรอรับการประทานรางวัลเท่านั้น
สนามสอบถงซื่อแห่งอำเภออันอู่เคยสร้างบุคลากรสำคัญมามากมาย คัมภีร์ยุทธ์ที่เก็บรวบรวมไว้ย่อมไม่ธรรมดา หากเขาสามารถคัมภีร์ชั้นยอดสักเล่ม ผสานกับระบบเร่งความเร็วของตัวเอง การสอบผ่านระดับเ้าเมืองในวันข้างหน้าก็คงง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
ฉู่ซิววางแผนในใจไว้เรียบร้อยแล้ว ทว่าก่อนที่จะไปเลือกคัมภีร์ยุทธ์ เขายังมีเื่สำคัญยิ่งกว่าที่ต้องจัดการ
ตามกฎของตระกูล ตอนนี้เขาคือผู้นำตระกูลฉู่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และหลังจากที่ต้องอดทนอดกลั้นยอมถูกกดขี่ในตระกูลฉู่มานานหลายปี ก็ถึงเวลาแล้วที่เขาจะเอาสิ่งที่เป็ของตัวเองคืนมา!
หลังจากกล่าวลาเฉินเฟยแล้ว ฉู่ซิวก็เดินทางกลับตระกูลฉู่ทันที ยามจ้องมองประตูใหญ่ของตระกูลฉู่ที่ตั้งอยู่อย่างตระหง่าน ในหัวของฉู่ซิวก็ปรากฏใบหน้าของชายวัยกลางคนคนหนึ่งขึ้นมา
“เสียเวลาที่สนามสอบถงซื่อไปพักใหญ่ ป่านนี้ฉู่เทียนเหอคงรู้ข่าวเื่ที่ข้าสอบผ่านระดับอำเภอแล้วสิ อยากรู้นักว่าตอนนี้เขาทำหน้าอย่างไรอยู่”
ั์ตาของฉู่ซิวทอประกายลึกล้ำ เขาผลักประตูใหญ่ตระกูลฉู่ที่ขวางหน้าออก แล้วก้าวเท้าเข้าไปข้างในเพียงลำพัง...