ตอนที่ 30 ความรู้สึกดีๆ
หานชีเยวี่ยเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดีนอกจากของบางส่วนที่ย่าเฒ่าหานจัดเตรียมให้เธอยังแอบหยิบเนื้อชิ้นหนึ่งน้ำหนักประมาณสองจิน แป้งสาลีถุงเล็กๆหนึ่งถุงน้ำหนักประมาณสามจินกว่า ข้าวกล้องและข้าวฟ่างอีกเล็กน้อยออกมาจากมิติ
นอกจากนั้นยังมีไข่ไก่อีกสิบกว่าฟองน้ำตาลทรายแดงสามเหลียง[1] และหมั่นโถวแป้งผสมอีกสี่ลูก
ที่บอกว่าแป้งผสมอันที่จริงเป็นแป้งสาลีเสียเป็นส่วนใหญ่นี่ไม่ใช่ของที่บ้านชีเยวี่ยทำแต่เป็นของที่เอามาจากบ้านตระกูลจวงในวันนี้ต่างหาก
ตู้ฉาคนนั้นเป็นคนที่ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองต้องลำบากด้วยเหตุนี้เอง เรื่องอาหารการกินความเป็นอยู่จึงต้องอยู่ในระดับที่สูงเสมอมา
หมั่นโถวถูกใส่มาในชามใบใหญ่สองใบหานชีเยวี่ยยกทั้งสองชามนั้นให้กับปู่กับย่าลู่
สุดท้ายก็คือผ้าห่มสองผืนผ้าห่มสองผืนนี้ไม่ได้อยู่ในกระบุงหลังแต่หานชีเยวี่ยแอบไปหยิบมาจากมิติของตัวเองตอนที่เพิ่งเคาะประตูบ้านเมื่อสักครู่นี้แน่นอนว่าผ้าห่มนี้ก็เป็นของบ้านจวงเป็นผ้าห่มที่ดูเก่าที่สุดในบรรดาผ้าห่มทั้งหมด
ไม่ใช่ว่าหานชีเยวี่ยไม่อยากให้ผืนดีๆแต่ด้วยฐานะเช่นนี้ หากให้ของดีๆ ไป กลับจะนำหายนะมาให้
สาเหตุที่หานชีเยวี่ยนำของมาให้มากมายเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะรู้สึกว่าลู่จิ่งหมิงไม่ใช่คนเนรคุณอีกส่วนหนึ่งก็เพราะคิดว่าทั้งสองคนอาจจะเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติหากพอช่วยได้ก็จะขอช่วยอย่างเต็มที่ ความเจริญรุ่งเรืองของชาติในอีกหลายสิบปีข้างหน้าต้องอาศัยคนที่มีความรู้ความสามารถเช่นนี้
เมื่อหานชีเยวี่ยนำของทั้งหมดออกมาลู่จิ่งหมิงก็อดประหลาดใจไม่ได้
“สหายหานชีเยวี่ยนี่มันมากเกินไปแล้วครับ” ลู่จิ่งหมิงพลันตื่นตกใจ
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่สภาพความเป็นอยู่ในชนบทดีเช่นนี้?ถึงแม้ว่าวันนี้เขาจะให้คูปองกับหานชีเยวี่ยไปแต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนคูปองเป็นสิ่งของได้ภายในเวลาสั้นๆ แบบนี้
“วันนี้ฉันเห็นว่าร่างกายของท่านทั้งสองไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่บังเอิญวันนี้เข้าเมืองแล้วได้ของพวกนี้ติดไม้ติดมือกลับมาเลยนำมาให้คุณปู่กับคุณย่าบำรุงร่างกายค่ะ”หานชีเยวี่ยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
ยิ่งเธอพูดราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดายิ่งทำให้คุณปู่คุณย่าลู่รู้สึกพอใจในตัวเด็กสาวมากขึ้น
เธอต้องเป็นเด็กที่อนาคตไกลแน่ท่าทีนิ่งสงบเช่นนี้ อนาคตคงประสบความสำเร้จแน่ แม้จะเป็นเด็กสาวจากชนบทแต่กลับไม่มีท่าทางแบบเด็กบ้านนอกที่มักจะเห็นกันแบบนั้นเลย
ไม่รู้ว่าเติบโตมาจากครอบครัวแบบไหนกันถึงอบรมสั่งสอนออกมาได้ดีเช่นนี้
“สหายหานชีเยวี่ยหลังจากนี้ผมจะส่งคูปองเงินให้ทุกเดือนนะครับ” หานชีเยวี่ยไม่ได้ปฏิเสธการที่มีคนส่งคูปองเงินมาให้ ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆไม่ว่าลู่จิ่งหมิงจะส่งมาเท่าไหร่เธอก็สามารถบอกพ่อแม่และย่าเฒ่าหานได้อย่างไม่ต้องปิดบังตอนนี้เธอคิดจะแอบทยอยเอาเงินส่วนหนึ่งออกมาเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนในครอบครัว
เดิมทีลู่จิ่งหมิงกังวลว่าหานชีเยวี่ยจะปฏิเสธแต่ไม่นึกเลยว่าหานชีเยวี่ยจะตอบตกลงอย่างง่ายดาย ทำให้เขาเบาใจขึ้นมากสองปู่ย่าเห็นชามที่หานชีเยวี่ยใส่หมั่นโถวมาก็อยากจะหากะละมังหรือภาชนะใบอื่นมาใส่หมั่นโถว แล้วเอาชามคืนให้กับหานชีเยวี่ย
แต่ตอนนี้พวกเขากลับไม่มีแม้แต่ชามมีเพียงโอ่งแตกๆ ใบหนึ่งเท่านั้น
“หนูจ๊ะ ชามสองใบนี้…”คุณย่าลู่รู้สึกอายเกินกว่าจะพูดต่อว่าชามสองใบนี้คืนให้หานชีเยวี่ยในวันนี้ไม่ได้
“ชามสองใบนี้หนูก็ให้คุณปู่กับคุณย่าค่ะจะให้คุณปู่คุณย่าไม่มีอะไรไว้ใช้กินข้าวเลยไม่ได้หรอกนะคะ”
“สหายชีเยวี่ย คุณช่างรอบคอบเสียจริงผมมัวแต่คิดว่าจะไปซื้อชามใหม่ แต่ลืมคิดไปว่าจะทำอย่างไรกับคืนนี้”ลู่จิ่งหมิงเกาหัวอย่างเขินอาย
ตอนเย็นพวกเขากินหมั่นโถวที่ลู่จิ่งหมิงซื้อมาตั้งแต่ตอนเช้าจึงไม่ต้องใช้ชาม แต่ที่บ้านไม่มีหม้อหรือชามเลย แม้แต่จะดื่มน้ำก็ยังทำไม่ได้
“บังเอิญว่าที่บ้านมีชามเหลืออยู่สองใบคิดว่าหากเป็นชามและตะเกียบใหม่ๆ พวกท่านทั้งสองคงไม่กล้านำออกมาใช้แน่ ”
“ชีเยวี่ยพูดถูกแล้วเด็กสาวคนนี้พิจารณาเรื่องราวได้ถ้วนถี่ รอบคอบกว่าเจ้าเด็กบ้านนี้เสียอีก”คุณย่าลู่เอ่ยชมไม่หยุดปาก
หลังจากที่ได้พูดคุยกันเพียงครู่เดียวคุณย่าลู่ก็รู้สึกเอ็นดูหานชีเยวี่ยเป็นอย่างมาก รักและเอ็นดูเธอเหมือนหลานสาวแท้ๆ
ทั้งสามกล่าวขอบคุณพร้อมกับเดินมาส่งหานชีเยวี่ยที่หน้าประตูลู่จิ่งหมิงตั้งใจจะไปส่งหานชีเยวี่ยแต่หานชีเยวี่ยบอกว่าพี่หกของเธอรออยู่ข้างนอกแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เดินไปส่ง
หลังจากที่หานชีเยวี่ยจากไปลู่จิ่งหมิงก็ปิดประตูบ้าน คุณย่าลู่หยิบผ้าห่มที่หานชีเยวี่ยนำมาให้ขึ้นมาดูถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ผ้าห่มผืนใหม่ แต่ก็นุ่มน่าสัมผัสไม่แข็งกระด้างเหมือนผ้าห่มที่พวกเขาใช้กันมานานหลายปีที่ไร่
“ผมยังคิดอยู่เลยว่าพรุ่งนี้จะไปหาซื้อผ้าห่มสองผืนที่ตลาดมืดในเมือง”ลู่จิ่งหมิงพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะคิดว่าคุณปู่กับคุณย่าคงจะลำบากอยู่บ้างตอนอยู่ที่ไร่แต่พอได้ไปรับพวกท่านมาอยู่ด้วยจริงๆ เขาถึงเพิ่งรู้ว่าไม่ใช่แค่ลำบากอยู่บ้างแต่ลำบากอย่างยิ่งเลยล่ะ
ชามสักใบเขาก็ไม่ได้หยิบติดมาให้ผ้าห่มที่แข็งยิ่งกว่าไม้กระดานเขาก็ไม่ได้หยิบติดมาสุดท้ายเขากลับหยิบติดมาแค่เสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุด
ไม่คิดเลยว่าคืนแรกที่มาถึงที่นี่ของใช้จะขาดขนาดนี้
เมื่อกี้ทั้งสามคนยังนั่งคิดกันอยู่เลยว่าคืนนี้จะนอนกันอย่างไร ตอนนี้ก็เข้าเดือนเก้าแล้วถึงแม้ว่าอากาศจะไม่หนาวมาก แต่ก็ไม่ได้ร้อน หากนอนโดยไม่มีผ้าห่มคงไม่สบายแน่ๆ
แต่ตอนนี้หานชีเยวี่ยกลับแก้ปัญหาทุกอย่างให้หมดแล้ว
ยิ่งคิดลู่จิ่งหมิงก็ยิ่งรู้สึกปวดใจเขาช่างเป็นหลานที่ไม่เอาไหนเสียจริง!
“เจ้าเด็กคนนี้นี่ ทำเป็นคิดมากไปได้ แต่ก่อนยังผ่านมาได้ทำไมตอนนี้จะผ่านไปไม่ได้เล่า? ” คุณปู่ลู่เอ่ยตำหนิขึ้นมา
คุณย่าลู่ตบเบาๆ บนมือของลู่จิ่งหมิงพร้อมกับพูดว่า “จิ่งหมิง หลานกับเด็กสาวที่ชื่อชีเยวี่ยคนนั้น สนิทกันมากหรือ?”
“คุณย่าครับอย่าคิดอะไรไปไกลกว่าที่มันเป็นสิครับก่อนหน้านี้ตอนที่ผมบังเอิญต้องการความช่วยเหลือ เธอผ่านมาพอดีจึงช่วยผมไว้ต่อมาตอนที่เธอเกิดปัญหา ผมเลยแอบส่งข่าวให้เธอ”ลู่จิ่งหมิงไม่กล้าเล่าเรื่องที่เขาเคยได้รับบาดเจ็บให้กับคุณปู่และคุณย่าฟังถึงแม้ว่าตอนนี้เขายังคงรู้สึกเจ็บแผลมาก แต่ต้องแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ก็ถือว่าเป็นโชคชะตาย่าว่าเด็กคนนี้เป็นคนดี ถึงแม้จะเป็นเด็กบ้านนอกแต่ตอนนี้ครอบครัวเรากลายเป็นแบบนี้แล้วความต้องการบางอย่าง ก็ต้องลดลงบ้างล่ะนะย่ารู้ว่าตอนนี้มีเด็กสาวหลายคนที่ชอบหลานแต่คนเหล่านั้นจะสามารถรับสภาพครอบครัวเราได้หรือ? ”
คุณย่าลู่รู้ดีว่าหลานชายของเธอนั้นเป็นคนดีเลิศแต่ไม่ว่าหลานชายของเธอจะดีเลิศแค่ไหนก็ไม่อาจยอมรับสถานการณ์ครอบครัวพวกเขาในตอนนี้ได้หรอก!
พวกเขาคงไม่อยากให้หลานชายของพวกเขาแต่งงานแล้วต้องใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวายวันๆ มีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง
ถึงแม้ว่าเด็กสาวคนนี้จะเติบโตมาจากชนบทแต่กิริยามารยาทก็เรียบร้อยดี ดูเชื่อถือได้มาก!
ลู่จิ่งหมิงรีบพูดขึ้นด้วยความลนลาน“คุณย่าครับ อย่าพูดแบบนั้นสิครับ จะทำให้ชื่อเสียงของเธอเสื่อมเสียเอาได้นะครับ!”
“ในบ้านย่าก็แค่พูดไปอย่างนั้นเท่านั้นเองข้างนอกย่าไม่กล้าพูดอะไรมั่วๆ หรอก”คุณย่าลู่เห็นท่าทางลนลานของหลานชายก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
เจ้าเด็กคนนี้ จะประหม่าอะไรขนาดนั้น?
ลู่จิ่งหมิงกลับรู้สึกแปลกๆ ในใจขึ้นมาทันที
ราวกับว่ามีคนพูดสิ่งที่อยู่ในใจเขาทำให้รู้สึกสบายผสมปนกับความอบอุ่น แถมยังรู้สึกจั๊กจี้อย่างบอกไม่ถูก
คุณย่าลู่เป็นคนช่างสังเกตจะดูไม่ออกได้อย่างไรว่าหลานชายคิดอะไรอยู่
เจ้าเด็กคนนี้ชอบเด็กสาวบ้านหานคนนั้นเข้าแล้วล่ะสิ!
ในใจเธอแอบคิดถ้าเด็กสาวคนนั้นได้ลงเอยกับหลานชายของเธอจริงๆ ก็คงเป็นการดีไม่น้อย
แต่อย่างไรเสีย ในเมื่อหลานชายไม่ให้พูดคุณย่าลู่ก็จะไม่พูด
หลานชายโตเป็นหนุ่มแล้วรู้จักเขินอายกับเขาเป็นแล้วสินะ!
การเป็นผู้ใหญ่ ก็ต้องรู้จักให้เกียรติเด็กๆบ้าง
เชิงอรรถ
[1]เหลี่ยง 两:1 จิน 斤 เท่ากับ10เหลียง