บทที่6ภัยของการแย่งชิง
แม้ว่าในคำพูดนั้นจะมีช่องโหว่มากมายแต่ความจริงแล้ว เื่นี้กลับเป็ประสบการณ์จริงของลู่อวี่ในชาติก่อน ทว่าเขานำเื่ราวมาปรับเปลี่ยนสักเล็กน้อยลู่อวี่ในชาติก่อนจึงกลายเป็ชายชราที่เขากล่าวอ้างถึง และเด็กผู้ชายผู้โชคดีคนนั้นหรือลู่อวี่ตัวจริงในชาติที่แล้วก็คือทายาทของสหายที่ล่วงลับไปแล้วคนหนึ่ง
ใบหน้าของลู่เหว่ยจุนและผู้าุโทั้งสี่เต็มไปด้วยความเสียใจและปีติยินดีประการแรกเสียใจที่ลู่อวี่ไม่สามารถฝึกฝนกับอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นต่อไปได้ ประการที่สองคือรู้สึกปีติยินดีที่ลู่อวี่ยังมีโอกาสนี้
ลู่หงเซิ่งพูดด้วยความไม่แน่ใจว่า “สิ่งที่ชายชราผู้นั้นถ่ายทอดความรู้ให้เ้าน่าจะเป็ส่วนหนึ่งของประสบการณ์และความรู้ในการปรุงยาของเขาหรือว่าวิธีการนี้จะใช้ ‘แสงความรู้ศักดิ์สิทธิ์’ ในตำนานหรือไม่?”
ลู่เหว่ยจุนส่ายหน้าและพูดกลับไปว่า“ไม่ใช่ แม้ว่า ‘แสงความรู้ศักดิ์สิทธิ์’ จะสามารถถ่ายทอดความรู้ของตนให้กับผู้อื่นได้ แต่นั่นย่อมใช้เวลาไม่น้อย เื่นี้ยังไม่สอดคล้องกับสิ่งที่อวี่เอ๋อร์พูดมาแต่ที่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้มากมายใน่พริบตาเดียวเช่นนี้ อีกทั้งเคล็ดวิชานั้นยังไม่ทำร้ายผู้รับข้าเคยได้ยินบรรพบุรุษกล่าวไว้ว่า ดูเหมือนจะมีพลังวิเศษหนึ่งที่เรียกว่า ‘เมื่อคนสองคนมีจิตที่ตรงกันก็จะเข้าใจกันไปโดยปริยาย’ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งย่อมทำได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นได้เช่นเดียวกันอืม น่าจะเป็พลังวิเศษนี้!” เมื่อพูดมาถึงตอนท้ายลู่เหว่ยจุนก็พลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ลู่อวี่มองลู่เหว่ยจุนด้วยความประหลาดใจแม้ว่าตระกูลลู่จะเป็ที่รู้จักว่าเป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ในเทียนตู แต่ในสายตาของเขาแล้วกลับมองว่าตระกูลนี้เป็เพียงตระกูลเล็กๆเท่านั้น แต่สามารถรับรู้ถึงพลังวิเศษที่เขาเคยใช้ได้ ดูเหมือนว่าเขาจะดูแคลนผู้บำเพ็ญเพียรของตระกูลลู่มากไปเสียแล้ว
ใช่แล้วตระกูลลู่ยังมีบรรพบุรุษอีกผู้หนึ่งแต่เื่นี้กลับไม่อยู่ในความทรงจำของลู่อวี่ ดูเหมือนว่าเื่นี้ต้องระมัดระวังไม่น้อยเพราะหากคนผู้นั้นถูกยกให้เป็ถึงบรรพบุรุษของตระกูลลู่ได้ ย่อมต้องมีพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้าอีกอย่างผู้ที่มีพลังยุทธ์ในขั้นนี้ยังมีความสามารถในการควบคุมความลับของฟ้าดินอยู่อีกด้วยแม้ว่าจะมีพลังยุทธ์ไม่สูง แต่หากประมาทไม่ทันระวังเปิดเผยจุดอ่อนขึ้นมา เช่นนั้นก็อาจเป็อันตรายได้
ลู่เหว่ยจุนและผู้เฒ่าทั้งสี่กำลังคาดเดาเกี่ยวกับตัวตนของชายชราผู้นั้นจึงไม่มีใครสนใจลู่อวี่อีกต่อไป เพราะท้ายที่สุดแล้วขั้นหลอมร่างก็คือขั้นพลังยุทธ์เดิมของลู่อวี่ไม่ว่าจะเป็แววตาหรือความรู้ก็ช่างตื้นเขิน คงไม่มีทางสร้างพลังเวทที่แข็งแกร่งเช่นนี้ออกมาได้เอง
“อย่างน้อยผู้าุโผู้นี้ก็คงเป็ยอดฝีมือในขั้นเกิดเทพเ้า และอาจเป็ปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยก็เป็ได้!”ลู่หงเฟิงหันมากล่าว
ทว่าลู่หงชางกลับพูดด้วยความไม่พอใจ “สามารถส่งกระแสจิตต่อกันได้เช่นนี้เพียงสะบัดมือก็อาจทำให้คนหายวับไปได้ ย่อมต้องเป็ปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ตัวจริงเป็แน่จะเป็ไปไม่ได้ได้อย่างไร!” ในขณะที่พูดก็จ้องหน้าลู่อวี่ที่กำลังมึนงงด้วยสายตาอิจฉาริษยาและแอบถามตัวเองในใจเงียบๆ หรือว่าคนโง่ก็มีวาสนาของคนโง่? โชคขี้หมาเสียจริง!
ผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่งชำเลืองมองลู่หงชางครู่หนึ่งคล้ายกับมีอะไร แล้วเบนสายตากลับมามองลู่อวี่และอดถอนหายใจเงียบๆ ไม่ได้ จากนั้นถึงได้หันมาพูดกับลู่เหว่ยจุนว่า “แม้ว่าลู่อวี่น้อยจะไร้ซึ่งพร์ในการฝึกตน แต่เมื่อมีโอกาสเช่นนี้แล้วในภายภาคหน้าก็ไม่ต้องกังวลใจอะไรมากแล้ว แต่เหว่ยจุน ข้าก็ยังต้องต่อว่าเ้า หากรักและตามใจลูกมากเกินไปเื่นี้นับว่าไม่ใช่เื่ดีตอนนี้เขามีโอกาสเช่นนี้ ต่อไปเ้าจะตามใจเขามากไม่ได้อีกต่อไปแล้ว!”
ลู่เหว่ยจุนได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยเพื่อตนเอง เพื่อลูกชาย และเพื่อตระกูลลู่ ครั้งนี้จะไม่ตามใจลูกชายอีกต่อไปแล้ว แต่ก่อนเพราะคิดว่าเขาไม่มีความหวังถึงได้ตามใจมายามนี้เมื่อมีความหวังแล้วก็คงต้องปล่อยให้เขารับ่ต่อ ดังนั้นจึงหันไปพยักหน้าให้ลู่อวี่แรงๆ
ลู่อวี่ที่นั่งเหม่อลอยอยู่ข้างๆจู่ๆ ก็รู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาทันที แล้วพลันสะดุ้งใ เกิดอะไรขึ้น? มีเื่อะไร? ตัวเองเพิ่งกลับชาติมาเกิดใหม่ ไม่ได้ทำให้ใครขุ่นเคืองใจเสียหน่อย?
ทันใดนั้นลู่อวี่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าระหว่างทางที่ตนเองกลับมา ดูเหมือนจะไปชิงของของบุรุษผู้หนึ่งมาแต่ไม่น่าจะเป็ปัญหา ก็แค่มดตัวหนึ่งที่มีพลังยุทธ์อยู่ขั้นประสานพลังปราณเท่านั้นคิดไม่ถึงว่าจะกล้าหัวเราะเยาะเขายามนั้นไม่เอาชีวิตคนผู้นั้น ก็นับว่าเขานั้นปรานีมากแล้ว
หลายวันต่อมา!
ภายในโถงกว้างขนาดใหญ่ของลู่เหว่ยจุนเขาและบรรดาผู้าุโกำลังปรึกษาหารือกันถึงเื่การจัดสรรยาอายุวัฒนะสำหรับการบำเพ็ญเพียรในภายภาคหน้าของตระกูล
เมื่อมีลู่อวี่คนปรุงยาขั้นหกคนนี้อยู่การฝึกฝนปรุงยาของลูกหลานในตระกูลก็จะยิ่งมั่นคงและรวดเร็วขึ้นอย่างแน่นอน แต่ทุกย่างก้าวจนถึงขั้นการแยกย่อยรายละเอียดขั้นตอนก็จะยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก
และไม่ว่าจะเป็ประมุขตระกูลลู่เหว่ยจุนหรือผู้เฒ่าทั้งสี่ต่างฝ่ายต่างก็มีผลประโยชน์ของตนเองเพียงแต่จะมากหรือน้อย และจะจัดสรรแบ่งปันกันอย่างไรก็ไม่อาจตัดสินใจได้จากคำพูดเพียงไม่กี่คำและแม้ว่าลู่อวี่จะเป็ลูกชายของประมุขตระกูลลู่เหว่ยจุน ก็อาจได้รับเม็ดยาอายุวัฒนะนั้นมากกว่าเพียงน้อยนิดเท่านั้น
ในขณะที่คนทั้งห้ากำลังพยายามหาข้ออ้างเพื่อแย่งชิงเม็ดยาอายุวัฒนะให้ตัวเองได้มากที่สุดอยู่นั้นทันใดนั้นเองก็มีเสียงคำรามเหมือนฟ้าร้องดังมาจากด้านนอกูเาเทียนฉยง “ลู่เหว่ยจุนเ้าออกมาหาข้าเดียวนี้!”
ทุกคนในห้องหนังสือต่างพากันตกตะลึงผู้ใดกัน?ใครที่กล้าดีถึงขั้นวิ่งมาหาเื่ถึงบนูเาเทียนฉยงของตระกูลลู่เช่นนี้?
ลู่เหว่ยจุนขมวดคิ้วเล็กน้อยเสียงนี้ฟังดูคุ้นหูนัก ดูเหมือนจะเป็ผู้เฒ่าสี่เมิ่งฉางชิงจากตระกูลเมิ่งแห่งชิงหยาง และเป็น้องชายของเมิ่งฉางเซิง ประมุขตระกูลเมิ่ง ผู้มีพลังยุทธ์อยู่ใน่ต้นของขั้นตงซวนเท่านั้นตัวเขาเองและคนผู้นั้นไม่เคยมีเื่ผิดใจกันมาก่อน พบกันก็เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นทั้งยังไม่เคยพูดคุยกันด้วยซ้ำ วันนี้ไม่รู้ว่าไปโดนผู้ใดเป่าหูมาหรือเกิดอะไรขึ้นถึงได้วิ่งโร่มาหาเื่กันถึงในตระกูลลู่เช่นนี้
ดังนั้นแล้วลู่เหว่ยจุนจึงยืนขึ้นและหันไปพูดกับผู้เฒ่าทั้งหลายว่า “ข้าขอตัวออกไปดูก่อน พวกท่านจงลองปรึกษาหารือกันอีกที แม้ว่าอวี่เอ๋อร์จะเป็คนปรุงโอสถขั้นหกแล้วทว่าระดับพลังยุทธ์ก็ยังต่ำชั้นอยู่ไม่น้อย แต่เราจะต้องไม่ทำให้การฝึกบำเพ็ญเพียรของเขาล่าช้าถึงจะปรุงยาอายุวัฒนะให้กับคนในตระกูลได้”
หลังจากพูดจบก็ลุกพรวดหายวับออกไปจากห้องหนังสือและทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหาะเหินเดินอากาศไปยังต้นตอของความวุ่นวาย
ผู้เฒ่าสามลู่หงจียืนขึ้นและเตรียมตัวจะไปดูเช่นกันเพราะหากมีการลงไม้ลงมือเกิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ประมุขของตระกูลถูกคนเลวฉวยโอกาสลอบทำร้ายเอาได้
แต่ผู้เฒ่าใหญ่กลับยื่นมือออกมาห้ามไว้แล้วพูดว่า “คนที่มาคือเมิ่งฉางชิง ต่อให้ก่อนที่ขั้นพลังยุทธ์ของประมุขจะบรรลุขั้นสูงขึ้นก็ไม่อาจนับว่าคนผู้นั้นเป็คู่ปรับได้ มาอยู่ในถิ่นตระกูลลู่ของเราเช่นนี้เขาคงไม่กล้าทำอะไรมากยิ่งไปกว่านั้นพลังยุทธ์ของประมุขเพิ่งจะบรรลุขั้นสูงขึ้นมากกว่าแต่เดิม เ้าไม่ต้องเป็กังวลไป”
ลู่หงจีคิดว่าใช่จึงนั่งลงแล้วพูดว่า “เช่นนั้นเรามาหาวิธีแบ่งสันปันส่วนยาอายุวัฒนะกันดีกว่าแม้ว่าเชื้อสายตระกูลทางข้าจะมีคนน้อย แต่จะจัดสรรให้กันเพียงน้อยนิดเห็นทีคงไม่ได้...”
ตระกูลลู่เป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ในเทียนตูมีผู้สืบสายเืมากกว่าห้าแสนคน ทั้งตระกูลใหญ่ตระกูลเล็กที่สืบสายเืกันมาเกือบสองพันปีไม่เคยขาดผู้สืบทอดแม้แต่รุ่นเดียว จำนวนสมาชิกตระกูลลู่ทั้งหมดที่มีคาดว่าน่าจะเกินล้านกว่าคนได้นี่จึงเป็สาเหตุที่ตระกูลลู่ลงหลักปักฐานอยู่ทีู่เาเทียนฉยง แต่ในความเป็จริงแล้วมีผู้สืบสายเืเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนและใช้ชีวิตบนูเาเทียนฉยงได้คนส่วนใหญ่ล้วนอาศัยอยู่ในเมืองที่เชิงเขาเทียนฉยง เนื่องจากเมืองนี้สร้างขึ้นริมทะเลสาบเทียนอวิ๋นดังนั้นเมืองนี้จึงถูกเรียกว่า “เมืองเทียนอวิ๋น” มีแผ่นจารึกหยกฝังอยู่ที่ประตูเมืองซึ่งมีข้อความระบุไว้ว่า “ตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น” ดังนั้นแม้ว่าตระกูลลู่จะอาศัยอยู่บนูเาเทียนฉยงก็ตามแต่เมื่อมีผู้ใดกล่าวถึงตระกูลลู่ ก็มักจะพูดว่าตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น แต่ไม่มีทางกล่าวว่าตระกูลลู่แห่งเทียนฉยง!
แตู่เาเทียนฉยงเป็สถานที่สำหรับฝึกบำเพ็ญเพียรและดำเนินชีวิตของตระกูลลู่เช่นนั้นแล้วย่อมเป็ปกติหากคนภายนอกไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปได้ หรืออย่างน้อยต้องเป็ผู้มีพลังยุทธ์ขั้นพลังจิตเท่านั้นถึงจะล่วงล้ำเข้าไปตั้งพื้นที่อาศัยอยู่ที่ตีนเขาเทียนฉยงได้และจะถูกจัดสรรยาอายุวัฒนะมากน้อยไปตามการฝึกฝนและสถานะที่แตกต่างกันไป
ศาลบรรพชนของตระกูลลู่ก็ถูกสร้างขึ้นใกล้กับยอดเขาด้านหลังของูเาเทียนฉยง
ูเาเทียนฉยงทอดตัวยาวหลายร้อยลี้นับเพียงยอดเขาก็มีไม่น้อยไปกว่าหลายสิบลูก ทั้งใหญ่และเล็กสูงต่ำสลับกันไป นอกจากทายาทสายตรงของตระกูลแล้วผู้าุโคนอื่นๆ และนักพรตที่ฝึกฝนจนมีขั้นพลังยุทธ์เพียงพอของตระกูล ล้วนมียอดเขาไว้ในเพื่อใช้ลงหลักปักฐาน
เดิมทีลู่อวี่อาศัยอยู่บนยอดเขาของูเาเทียนฉยงแต่ตอนนี้สถานะของเขาแตกต่างไปจากเดิมไม่น้อยด้วยเหตุนี้จึงเลือกอาศัยอยู่ในถ้ำบนยอดเขาและตั้งชื่อยอดเขานั้นว่า “ยอดเขาเทียนอวี่”!
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้จึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสิ่งก่อสร้างหรือกำแพงใดขวางกั้น ูเาเทียนฉยงมีประมุขรุ่นแรกของตระกูลลู่เป็ผู้เริ่มบุกเบิกจนถึงตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาจนเกือบสามพันปีแล้ว ได้มีการสร้างกลไกป้องกันอันทรงพลังไว้หลายชั้นเมื่อนานมาแล้วเพียงมีคนเข้ามาแตะต้องกลไกนั้น ต่อให้เป็ปรมาจารย์ยอดฝีมือก็ไม่สามารถต้านทานได้
อีกทั้งนอกค่ายกลกระบี่ในเวลานี้ยังมีผู้คนหลายร้อยคนที่มารวมตัวกันทั้งบนพื้นดินและบนท้องนภากลางอากาศ ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลต่างกำลังพูดคุยกันเซ็งแซ่คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นักพรตที่มีพลังยุทธ์แตกต่างกันไปที่เพียงผ่านไปมาหรืออาศัยอยู่ใกล้ๆ บริเวณนี้ แต่กล้ามารวมตัวดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตระกูลลู่ เพราะจำต้องมีพลังยุทธ์ขั้นต่ำสุดของขั้นฟันฝ่าถึงจะมาสอดส่องสถานการณ์ภายในของตระกูลลู่ได้มิฉะนั้น หากเกิดเหตุการณ์ขัดแย้งภายในกันขึ้นมา แค่ผลพวงของพลังยุทธ์ที่ตามมาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้บรรดานักพรตที่มีพลังยุทธ์ต่ำกว่าขั้นฟันฝ่าตายอย่างไร้ดินฝังกลบหน้าถึงเวลานั้นต่อให้หนีก็คงหนีไม่พ้น
เวลานี้มีบุรุษผู้หนึ่งมาพร้อมกับแสงเงากระบี่สีส้มเรืองรองพุ่งมาอย่างรวดเร็วจากระยะไกลบุรุษผู้นี้มีรูปร่างอ้วนเตี้ยอายุอานามน่าจะเป็เพียงบุรุษวัยกลางคน เขากะพริบตาน้อยๆแล้วเพ่งมองไปทางกลุ่มนักพรตที่กำลังรวมตัวกันยืนอยู่บนท้องนภาที่อยู่ห่างไกลออกไป
“พี่หลี่ทางนี้!” นักพรตวัยกลางคนภายใต้ชุดป่านมอซอเขาถือกระบี่อยู่กลางอากาศเช่นกัน กำลังโบกมือทักทายผู้มาใหม่
“เกิดเื่อะไรขึ้น? นี่ตระกูลเมิ่งกับตระกูลลู่จะเปิดศึกกันหรือ?แล้วเหตุใดถึงมีคนเพียงเท่านี้เล่า?” บุรุษรูปร่างอ้วนเตี้ยเอ่ยถามอย่างกระวนกระวายใจ
“ไม่ใช่ ข้าได้ยินมาว่าเป็นายน้อยของตระกูลลู่กำลังต่อสู้กับนายน้อยคนที่เจ็ดของตระกูลเมิ่งได้ข่าวว่านายน้อยตระกูลเมิ่งถูกทุบตีอย่างน่าสงสารยิ่งนัก อีกทั้งยังถูกแย่งข้าวของส่วนตัวไปด้วยผู้าุโของตระกูลเมิ่งจึงมาทวงถามความยุติธรรมให้ อีกอย่างคนที่ถูกตียังเป็ลูกชายคนรองของเมิ่งฉางชิงผู้นั้นเสียด้วย!”
“ฮะ? เ้าไม่ได้เข้าใจผิดแน่หรือ? นายน้อยตระกูลลู่กล้าทุบตีนายน้อยคนที่เจ็ดของตระกูลเมิ่งอย่างนั้นหรือ?แล้วนายน้อยตระกูลลู่ ไม่ใช่ลู่อวี่หรืออย่างไร? เด็กชายผู้มีพลังยุทธ์ขั้นหลอมร่างผู้หนึ่ง มีความสามารถนี้ด้วยหรือ?นายน้อยคนที่เจ็ดของตระกูลเมิ่งนั้นตัวข้าเคยพบเขามาก่อน ถึงแม้พลังยุทธ์จะยังไม่สูงมากนักแต่ก็อยู่ใน่กลางของขั้นประสานพลังปราณแล้ว หากลู่อวี่สู้กับคนที่มีพลังยุทธ์สูงกว่าขั้นหนึ่งและชนะการต่อสู้ได้ก็ไม่นับเป็เื่แปลกอะไร เพราะลูกศิษย์จากทุกสำนักล้วนมีความสามารถกันทั้งสิ้นแต่หากสู้ข้ามขั้นไปถึงสองขั้นพลังยุทธ์ เช่นนั้นย่อมไม่มีทางเป็ไปได้!”
“ก็จริงอยู่ แต่คราวนี้เห็นทีจะเป็เื่จริงแล้ว ไม่เช่นนั้น เมิ่งฉางชิงก็คงไม่ถ่อมาหาถึงที่นี่เพราะหากไม่เสียเปรียบจริงๆ เขาจะกล้ามาอาละวาดที่ตระกูลลู่หรือ? บรรพบุรุษของตระกูลลู่เป็ถึงปรมาจารย์ยอดฝีมือ่กลางของขั้นเกิดเทพเ้าแค่จามก็อาจทำให้เขาตายได้!”
“ชื่อเสียงของนายน้อยไร้ค่าแห่งตระกูลลู่ดังกระฉ่อนไปทั่วใต้หล้า จะมีความแข็งแกร่งเช่นนี้ได้อย่างไรเกรงว่าเื่นี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว!” นักพรตอีกคนที่อยู่ข้างกันพูดสมทบด้วยสีหน้าแน่วแน่
“เื่ราวไม่ได้รุนแรงถึงเพียงนั้น? ข้าเห็นกับตาตัวเองแม้ว่าจะอยู่ไกลออกไปสักหน่อยในเวลานั้น แต่มองเห็นไม่ผิดแน่ นายน้อยทั้งสองดูเหมือนจะลงมือทุบตีกันเพื่อแย่งชิงของบางอย่างข้าว่าคราวนี้เห็นทีจะเชื่อเพียงข่าวลือไม่ได้แล้ว ต่างก็ว่านายน้อยตระกูลลู่ไร้ค่าแต่พลังยุทธ์ของเขาบรรลุถึงขั้นพลังจิตแล้วอย่างแน่นอน ส่วนนายน้อยคนที่เจ็ดของตระกูลเมิ่งผู้นั้นก็มีเพียงพลังยุทธ์ในขั้นประสานพลังปราณเท่านั้นแทบจะไร้ซึ่งพลังต่อสู้กลับ ฝ่ายนายน้อยตระกูลลู่ทุบตีแรงจนสะใจ ลงมืออย่างไร้ปรานีจนผู้ชมเช่นข้ามองตามจนเืเดือดพล่าน!” นักพรตอีกคนใบหน้าซีดเผือดพูดสอดขึ้นมาอย่างตื่นเต้นแทบอดรนทนรอไม่ไหวเพราะอยากเป็คนที่ได้ลงไม้ลงมือเช่นนั้นบ้าง
“โเี้ยิ่งนัก? แล้วรู้หรือไม่ว่าพวกเขาแย่งชิงสิ่งใดกัน?ถ้าให้ข้าเดา น่าจะเป็สมบัติล้ำค่าสักชิ้นหรือไม่ก็เป็หญิงงามสักคนเห็นทีจะมีแต่สองสิ่งนี้ที่เป็ชนวนเหตุชั้นดี อีกอย่างเื่ราวบาดหมางยังมาเกิดบนยอดเขาเช่นนี้สิบส่วนคงเป็การแย่งชิงสมบัติล้ำค่าสักชิ้นเป็แน่!”
เมิ่งฉางชิงยืนนิ่งอยู่กลางอากาศใบหน้าบึ้งตึงอย่างน่ากลัว และยังมียอดฝีมือประจำตระกูลอีกหลายคนที่มาพร้อมกับเขา ทุกคนล้วนแสดงใบหน้าบึ้งตึงเช่นกันแลดูกระเหี้ยนกระหือรือจนออกนอกหน้า
ลูกชายถูกทุบตีไม่ว่าแม้แต่ข้าวของยังถูกแย่งชิงไป แต่ตระกูลเมิ่งไม่ได้สนใจของน้อยนิดเพียงเท่านั้นแน่แต่ทนขายหน้าผู้อื่นไม่ได้จริงๆ ครั้งนี้จึงไม่ได้มาเพื่อทวงถามความยุติธรรมและสิ่งของคืนแต่ต้องกู้ศักดิ์ศรีคืนให้ได้ และสิ่งที่ทำให้คนตระกูลเมิ่งทนไม่ได้เป็อย่างยิ่ง คือการที่นายน้อยจอมเสเพลของตระกูลลู่เป็ฝ่ายหาเื่เสียก่อนนายน้อยผู้นี้เป็ที่ยอมรับในวงกว้างว่าเป็คนไร้ค่าจากตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดอย่างแท้จริงแล้วจะให้เขาผู้เฒ่าสี่เมิ่งฉางชิงจากตระกูลเมิ่งแห่งชิงหยางผู้นี้ทนขายหน้าต่อเด็กไร้ค่าได้อย่างไร?