เด่นดนัยชายหนุ่มวัยสามสิบสามปีพึ่งกลับมาจากทำงาน เมื่อลงจากรถได้เขาก็รีบเดินตรงไปที่ตึกใหญ่ซึ่งอยู่ทางด้านขวาของตัวบ้านหลังนั้นทันทีอย่างที่เคยปฏิบัติอยู่เกือบทุกวันหากว่ากลับไม่ดึกจนเกินไป
“คุณลุงหลับอยู่หรือเปล่า”
เขาถามคนรับใช้ถึงพี่ชายของมารดาซึ่งเป็เ้าของบ้านหลังนั้น
“เปล่าคะคุณเด่น นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ศาลาริมสระว่ายน้ำ”
ได้รับคำตอบแล้ว ชายหนุ่มก็เดินตรงไปยังจุดนั้นทันทีเขาคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้ดีอยู่แล้ว เพราะเคยอยู่ที่นี่มาั้แ่อายุสิบขวบ หลังจากที่มารดากับบิดาผู้ให้กำเนิดได้เสียชีวิตลงพร้อมกันด้วยอุบัติเหตุ จากนั้นพี่ชายของมารดาคนนี้ก็รับเอาเขามาเลี้ยงดูส่งเสียอย่างดีเท่าเทียมกับลูกแท้ๆของท่าน เมื่อเขาเรียนจบปริญญาโทแล้วก็ได้ให้เข้าทำงานในบริษัทของท่านในตำแหน่งที่สูงทีเดียว ก่อนที่เขาจะแต่งงานไปเมื่อสามปีก่อนแล้วแยกครอบครัวออกไปอยู่ต่างหาก แต่ก็ไม่ได้ไปอยู่ที่ไหนไกล เพราะคุณลุงก็ได้ปลูกบ้านให้เขาอย่างเป็สัดเป็ส่วนหลังหนึ่งซึ่งอยู่ภายในบริเวณรั้วเดียวกันนี่เอง
และตอนนี้คุณลุงซึ่งเขานับถือว่าเป็ผู้มีพระคุณสูงสุดที่เหลืออยู่ก็ได้ประสบกับเคราะห์ร้ายโดยมหันต์ภัยร้ายที่สามารถคร่าชีวิตของผู้คนได้ง่ายๆแบบไม่เว้นแต่ละวันอีกรายนั้นก็คืออุบัติเหตุเมื่อสองเดือนก่อนนี้เองที่คุณลุงเดชาของเขาได้ถูกรถกระบะพุ่งชนรถที่ท่านกำลังขับอยู่ขณะที่พึ่งกลับจากงานเลี้ยงในเวลาเกือบสี่ทุ่มแม้อุบัติเหตุครั้งนั้นจะไม่ทำให้ท่านถึงกับเสียชีวิตไปแต่ด้วยความรู้สึกแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับการตายทั้งเป็เพราะลุงของเขาต้องกลายเป็คนพิการ ขาทั้งสองข้างเดินไม่ได้ ต้องอาศัยนั่งอยู่บนรถเข็น ทำให้ต้องยุติชีวิตของผู้บริหารระดับสูงในบริษัทใหญ่ที่ตัวเองเป็เ้าของอยู่ลงโดยปริยาย เพราะยังทำใจรับกับสภาพร่างกายของตัวเองไม่ได้
“อ้าว เด่น กลับมาแล้วหรือลูก”
นายเดชาชายชราวัยหกสิบเศษที่เคยมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและดูดีกว่าวัยมากได้วางหนังสือที่อ่านอยู่ลงบนตักแล้วหันไปทักหลานชายซึ่งเป็บุตรชายของเด่นเดือนน้องสาวคนเดียวของเขาที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา
“วันนี้คุณลุงเป็ไงบ้างครับ”
ชายหนุ่มถามด้วยความห่วงใยเมื่อเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆกับรถเข็นและคำถามของเขาก็ทำให้คนที่ยังทำใจกับเคราะห์กรรมของตัวเองไม่ได้ถึงกับมีสีหน้าสลดลงก็ใครจะไปทำใจได้ง่ายๆเล่า ก่อนนั้นเขายังแข็งแรงดี ทำงานได้ เดินช๊อปปิ้งได้ ไปตีกอล์ฟกับเพื่อนๆได้และทำอะไรทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง แต่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น เขาก็ต้องกลายมาเป็คนพิการที่เดินไม่ได้ไปเสียแล้ว
“จะเป็ยังไงล่ะก็คงจะเป็คนพิการที่เดินไม่ได้ไปอีกตลอดชีวิตนั้นแหละ”
นายเดชาตอบเสียงขื่น ทำให้หลานชายได้รู้สึกตัวว่าไม่ควรที่จะพูดอย่างนั้นออกไป เพราะจิตใจของคนป่วยนั้นเปราะบางยิ่งนัก
“ขอโทษครับคุณลุง ผมไม่ควรจะถามอะไรอย่างนั้นออกไปเลย”
“ไม่เป็ไรหรอกลูก ลุงรู้ว่าเด่นถามอย่างนั้นเพราะความเป็ห่วง ว่าแต่นี่มาหาลุงทั้งที่ยังไม่ได้เข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเลยงั้นเหรอ”
ชายชรากล่าวให้หลานชายสบายใจก่อนจะเปลี่ยนเื่ถามเมื่อสังเกตเห็นว่าเขายังอยู่ในชุดเดิมที่ใส่ไปทำงานตอนเช้า
“ก็ผมเป็ห่วงคุณลุงมากนี่ครับ คุณลุงเป็เหมือนร่มโพธิ์ร่มไทรเดียวที่ผมเหลืออยู่”
“อืม ขอบใจนะ แล้วงานล่ะ เป็ยังไงบ้าง”
นายเดชาถามถึงงานที่ได้ให้หลานชายมารับผิดชอบดูแลแทนอยู่
“ก็เรื่อยๆครับ ยังไม่มีปัญหาอะไร”
“ไม่รู้เมื่อไหร่นะ ลุงถึงจะมีกำลังใจมากพอที่จะกลับเข้าไปดูแลงานได้อีก”
นายเดชากล่าวเหมือนรำพึงกับตัวเอง
“คุณลุงอย่าคิดอะไรมากเลยครับ ยิ่งคิดมาก จิตใจก็ยิ่งหดหู่พาลมีผลทำให้ร่างกายของเรายิ่งอ่อนแอ”
เด่นดนัยให้กำลังใจผู้สูงวัย
“คนเรามันอดคิดไม่ได้หรอกลูก เคยแข็งแรงทำอะไรทุกอย่างได้ด้วยตัวเองจู่ๆจะต้องมากลายเป็คนพิการคอยอาศัยคนอื่นทุกอย่างอย่างนี้ เออ นี่เด่น ลุงมีอะไรที่อยากจะขอร้องเด่นสักเื่ ไม่รู้ว่าพอจะทำให้ลุงได้ไหม”
“โธ่ ทำไมคุณลุงพูดอย่างนั้นละครับ ไม่ว่าอะไรก็ตามหากเป็ความ้าของคุณลุงและคุณลุงเห็นว่ามันอยู่ในวิสัยที่ผมพอจะทำได้ ผมก็พร้อมที่จะทำเพื่อคุณลุงทุกอย่าง”
ชายหนุ่มรีบรับคำด้วยความเต็มใจ ก่อนมองสบตาญาติผู้ใหญ่ผู้มีพระคุณเลี้ยงดูส่งเสียเขามาั้แ่เด็กอย่างรอฟังสิ่งที่ท่านจะพูด
นายเดชาทอดสายตาเหม่อมองออกไปไกลก่อนจะถอนใจออกมาเมื่อนึกถึงบุตรชายคนเดียวของตนที่หนีหายจากบ้านไปนานร่วมสามปีแล้วโดยที่ไม่เคยติดต่อหรือส่งข่าวคราวกลับมาให้รู้เลย
“ลุงอยากให้เด่นช่วยตามหาเดชบดินทร์ให้ลุงหน่อย บอกเขาว่าลุงขอให้กลับบ้าน”
เห็นท่าทางและฟังคำพูดของผู้ที่สูงวัยกว่าแล้วเด่นดนัยก็รู้สึกะเืใจอย่างมากพลอยรู้สึกสงสารท่านไปด้วย แล้วก็ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้คนที่เคยรักใคร่สนิทสนมกันต้องถึงกับมองหน้ากันไม่ติดขึ้นมา ก่อนนั้นเมื่อเวลาย้อนกลับไปราวเจ็ดปี นายเดชาได้รับอุปการะหญิงสาวผู้หนึ่งวัยยี่สิบปีซึ่งเป็ลูกสาวของเพื่อนสนิทที่พึ่งเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง เธอชื่อ พิมพิกา พึ่งเรียนจบมาหมาดๆรูปร่างหน้าตาทั้งสวยทั้งน่ารัก และแม้เธอจะถูกจัดให้อยู่ร่วมบ้านในฐานะน้องสาว แต่ทั้งเขาและเดชบดินทร์ที่ตอนนั้นสนิทสนมรักใคร่กันไม่ต่างจากคู่แฝดก็แอบหลงรักพิมพิกาแบบชู้สาวจนได้
ทั้งเขาและเดชบดินทร์ต่างก็แอบทำคะแนนเพื่อเรียกร้องขอความรักจากเธออยู่เงียบๆนานหลายปีก่อนที่เื่จะแดงขึ้นมาให้ผู้ใหญ่จับได้และนายเดชาที่กลัวว่าจะมีเื่เสื่อมเสียชื่อเสียงเกิดขึ้นในบ้านจึงจัดการให้เขาได้แต่งงานกับพิมพิกา
ซึ่งการกระทำครั้งนั้นมันทำให้เดชบดินทร์ในวัยยี่สิบแปดปีโกรธเขากับผู้เป็บิดาของตนมากจนถึงกับหนีหายออกไปจากบ้านั้แ่บัดนั้น
ถึงบัดนี้ก็นับได้สามปีแล้วก่อนหน้านั้นนายเดชาไม่เคยคิดที่จะตามหาบุตรชายเลยเพราะมั่นใจว่าตัวเองได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วและอยากจะดูแรงทิฐิของบุตรชายว่าจะมีไปได้สักกี่น้ำแต่ตอนนี้...จิตใจของเขาเริ่มอ่อนแอ จึงเริ่มถวิลหาการเอาใจใส่ดูแลจากเืเนื้อเชื้อไขแท้ๆของตน