ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    เมืองหลวง 2

    “ไม่เป็นไร...เชิญท่านทำตามหน้าที่ของพวกท่านเถิด” เสียงที่ดังออกมาจากในรถม้าเสมือนเสียงสวรรค์ นายกองเถาตู่ถอนหายใจระบายความอึดอัดออกมาเฮือกใหญ่จือเหลียงเดินเข้าไปจับบังเหียนม้าเอาไว้ ใช้มือลูบแผงคอมันเบาๆเป็นเชิงปลอบไม่ให้พวกมันทำร้ายพวกทหาร ปลอบอยู่สักพักก็พยักหน้าเป็นสัญญาณให้กับนายกองเถาตู่แม้ว่าพวกม้าจะดูสงบลงแล้วแต่เถาตู่ก็ยังคงกลัวอยู่เล็กน้อย แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่เขากลั้นใจเดินเข้าตรงไปยังตัวรถม้า เขาทำหน้าที่ตรวจรถม้าคันนี้เพียงผู้เดียว เนื่องจากว่านายทหารทั่วไปนั้นหวาดกลัวเกินไปและอ่อนแอเกินไป หากม้าพยศขึ้นมากะทันหันคงได้ตายกันหมด เขานั้นยังพอเอาตัวรอดได้หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆตรวจค้นภายนอกเสร็จแล้วก็เหลือเพียงภายในตัวรถม้าเท่านั้น นายกองเถาตู่เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงประตูไม่รู้ว่าข้างในเป็นผู้มีสถานะเช่นไร แต่คงจะดีกว่าหากเขาไม่ไปล่วงเกินพวกเขาเข้า“นายท่าน ข้าขอดูภายในรถม้าของท่านด้วยขอรับ” น้ำเสียงของนายกองเถาตู่ยิ่งนอบน้อมมากกว่าตอนแรกนัก“...รอสักครู่” เป็นเสียงหญิงสาวที่ดูต่างจากตอนแรกดังออกมา ไม่นานนักประตูรถม้าก็เปิดออก พร้อมกับม่านที่ถูกแหวกออกโดยหญิงสาวหน้าตาสะสวยสองคน “เชิญท่านตรวจดูได้”นายกองเถาตู่จึงก้าวเข้าไปใกล้ยิ่งกว่าเดิม คนภายในรถม้าไม่ยอมลงมา เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะยื่นหัวของเขาเข้าไปตรวจดูภายในทั้งอย่างนั้นเถาตู่สอดส่องสายตาไปทั่วทั้งคันรถ ภายในดูกว้างกว่าที่เห็นภายนอก แต่ข้างในกลับเป็นพื้นที่โล่งที่ปูด้วยพรมอย่างดีไม่มีที่จะแอบซ่อนสิ่งใดได้เลย เพียงกวาดสายตามองก็ตรวจดูได้ทั่ว...มิน่าเล่าพวกนางจึงไม่ลงมาเขากวาดสายตาไปปะทะกับสตรีผู้หนึ่งเข้า บังเอิญสบสายตาที่นางมองจ้องมาจนผงะไปเล็กน้อย นางนอนเหยียดกายในท่วงท่าสบายโดยไม่อาทรต่อสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย แม้ว่านางจะมีผ้าสีทึบปกปิดใบหน้าส่วนล่างตั้งแต่จมูกลงไป แต่ก็มิอาจปกปิดความงามของนางได้เลย ดวงตาคมยาวรีสวยที่มองจ้องมาก็ราวกับจะมองทะลุตัวเขาได้“ขออภัยที่ข้าต้องปกปิดใบหน้าไว้ หวังว่าท่านจะเข้าใจ” เสียงของนางเอ่ยขึ้นปลุกนายกองเถาตู่จากภวังค์ เขากระแอมไอไล่ความเคอะเขิน“มิได้ๆ เป็นข้าที่เสียมารยาท ขอท่านอย่าถือสา”“ไม่เป็นไร...พวกข้าไปได้แล้วหรือยัง?”นายกองเถาตู่ถอยออกมาก่อนจะโค้งตัวให้ “เชิญท่านผ่านไปได้ขอรับ”“พวกท่านมีที่พักหรือยัง? หากยังไม่มีข้าขอแนะนำโรงเตี้ยมสร้างสุข” นายกองเถาตู่เอ่ยแนะนำ“โรงเตี้ยมสร้างสุข?”“ใช่แล้ว...โรงเตี้ยมสร้างสุขเป็นโรงเตี้ยมอันดับหนึ่งของเมืองหลวง แม้ว่าเมืองของพวกข้าจะแห้งแล้งแต่ก็ขึ้นชื่อเรื่องอาหารแปลกตามากมาย โรงเตี้ยมแห่งนั้นอาหารก็อร่อยมากเลยนะขอรับ” นายกองเถาตู่ยังคงแนะนำต่อ ขณะที่เขาก็เดินตามพวกเขาเข้าประตูเมืองไป“ข้าอยากไป!” เสียงสตรีดังลอดออกมาทันทีที่เขาพูดจบ ทั้งนายกองเถาตู่ ทั้งจือเหลียงต่างหันหลังกลับไปมองยังรถม้าจือเหลียงยิ้มแห้งๆให้อีกฝ่าย “ถ้าเช่นนั้นพวกข้าคงต้องไปที่นั่นแล้วล่ะขอรับ”นายกองยิ้มกว้างให้ “ข้าอาสาพาพวกท่านไปเองขอรับ” ว่าแล้วก็ตบอกเสียงดัง“รบกวนท่านแล้ว” จือเหลียงยังจูงม้าอสูรสองตัวไว้ จึงทำเพียงก้มหัวน้อยๆเป็นการขอบคุณ “ว่าแต่ท่านไม่ต้องสุภาพกับข้ามากก็ได้นะขอรับ ข้าเป็นเพียงบ่าวเท่านั้น”นายกองหยุดชะงักเล็กน้อยก่อนจะเดินตามไปดังเดิม “ดูไม่เหมือนอย่างนั้นเลยนะ ฮ่าๆๆ”ดูเหมือนเขาจะพูดคุยกับจือเหลียงอย่างผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากรู้สถานะของจือเหลียงแน่ชัด แต่งตัวอย่างกับคุณชายมองแวบแรกผู้ใดจะคิดว่าเป็นบ่าวเล่า!“ข้าทำงานดีนายหญิงก็ตบรางวัล ท่านไม่เห็นสองสาวใช้นั่นหรือ?” จือเหลียงตอบกลบเกลื่อนไป ดูท่าว่าเขาจะแต่งตัวเกินฐานะตนเองไปหน่อย ก็คนในหมู่บ้านพวกเขาล้วนสวมใส่เสื้อผ้ากันอย่างนี้เป็นปกติ เขาจึงเคยชินคิดว่าเป็นเรื่องปกติไปเสียได้เถาตู่พยักหน้าเห็นด้วย สองสาวใช้ในรถม้าล้วนแต่งตัวดูดี ผ้าผ่อนก็เป็นของชั้นดีราวกับเสื้อผ้าของคุณหนูผู้หนึ่ง “เจ้านายของเจ้าใจกว้างมากจริงๆ”“เลี้ยวขวาข้างหน้า” เถาตู่นำทางไปเรื่อยๆ ปากก็หาเรื่องคุยไม่หยุด เพราะโรงเตี้ยมอยู่เข้าไปไกลพอสมควรและในเมืองก็ห้ามม้าวิ่ง ดังนั้นจึงใช้เวลาเดินนานหน่อย “ว่าแต่พวกเจ้ามาจากไหนหรือ? นายหญิงของเจ้าเป็นหมอใช่หรือไม่? อ่อ...ข้าถามได้หรือไม่ว่านายหญิงของเจ้าเป็นผู้ปรุงโอสถหรือผู้ใช้เวทรักษา?”“พวกข้ามาจากแคว้นเหลียง นายหญิงของข้าเป็นผู้ใช้เวทรักษา” จือเหลียงตอบตามที่ได้เตรียมไว้กับนายหญิง“อ่อ...แคว้นเหลียงหรือ?”นายกองเถาตู่พยักหน้าเบาๆ คุยไปคุยมาก็มาถึงโรงเตี้ยมสร้างสุข “ถึงแล้ว”โรงเตี้ยมสร้างสุขใหญ่โตสมกับเป็นโรงเตี้ยมอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ป้ายชื่อด้านหน้าสลักเอาไว้อย่างสวยงาม ภายนอกก็ตกแต่งเอาไว้อย่างหรูหรา“รอข้าสักครู่”นายกองเถาตู่บอกก่อนจะเข้าไปข้างในโรงเตี้ยม พักใหญ่ถึงได้กลับมาพร้อมผู้ชายอีกคนแต่งตัวดูดี ใบหน้าก็ยิ้มแย้มรับแขกเต็มที่ “หลายวันมานี้มีคนมาเมืองหลวงมากมายนัก แต่ละคนล้วนแต่ไม่กลัวต้องใช้จ่ายเงิน โรงเตี้ยมแห่งนี้เป็นโรงเตี้ยมที่ท่านอ๋องสนับสนุนคนจึงเยอะมาก แต่ไม่ต้องห่วงข้าจัดการเรื่องห้องพักให้พวกเจ้าแล้ว เขาจะพาเข้าไปข้างใน”จือเหลียงมองอีกคนที่คาดว่าจะเป็นพนักงานในโรงเตี้ยม “ขอบใจท่านมากจริงๆ”“ไม่เป็นไรๆ วันนี้เจ้ากับนายของเจ้าก็พักผ่อนกันเถอะ ทางวังหลวงเปิดให้หมอเข้าไปถวายการรักษาตั้งแต่ยามเฉินถึงปลายยามเว่ยเท่านั้น พวกเจ้ามาถึงก็เข้ายามเว่ยแล้วคงไปไม่ทันแล้วละ ไว้พรุ่งนี้ค่อยพาเจ้านายเจ้าเข้าวังก็แล้วกัน”“เหตุใดจึงเปิดให้เข้าไปรักษาสั้นนักล่ะท่านนายกอง”“ฝ่าบาททนการรักษาไม่ไหวน่ะสิ” นายกองกระซิบบอก “เอาล่ะ...ข้าต้องกลับไปทำหน้าที่แล้ว ข้าไปก่อนนะ”เขาว่าจบก็หมุนตัวเดินไปทันที จือเหลียงกล่าวขอบคุณเขาไม่ทันด้วยซ้ำ แต่พอเดินไปถึงตัวรถม้าเขาก็หยุดเอ่ยกับคนข้างใน “นายท่านข้าขอตัวก่อน”“ขอบใจท่านมากเจ้าค่ะ” สิ้นเสียงนั้นนายกองเถาตู่ก็จากไปอย่างรวดเร็ว