บทที่ 35
การกลับมาของแม่ทัพเจียง
อันที่จริงแล้วเกี่ยวกับเื่การเกิดใหม่ไม่ใช่ความลับ
คนที่สามารถทำแบบนั้นได้ส่วนใหญ่จะเป็พวกเทพเซียน ที่มีขอบเขตั้แ่ขอบเขตสิบเอ็ดขึ้นไป
เงื่อนไขในการเกิดใหม่ก็คือคนพวกนั้นต้องไม่โดนทำลายิญญา
ต้องรู้ก่อนว่าการต่อสู้ของพวกขอบเขตบน พวกเขาสังหารร่างกายแล้วนั่นไม่ใช่เพียงแค่ว่าการต่อสู้จะจบลง
เพื่อที่จะกำจัดคู่ต่อสู้ของตนเอง เมื่อพวกเขาสามารถทำร้ายร่างกายของอีกฝ่ายได้ สิ่งที่เขาจะทำต่อไปก็คือการทำลายิญญา
ทำให้อีกฝ่ายนั้นตายไปจริงๆ
เพราะแบบนั้นการรักษาิญญาของตนเองได้ นั่นคือเงื่อนไขแรกในการเกิดใหม่
ส่วนเงื่อนไขที่สองแน่นอนว่าย่อมเป็การรื้อฟื้นความทรงจำ
แม้ว่าดวงิญญาของคนผู้นั้นจะเข้าสู่วัฏสงสาร เข้าสู่การเกิดใหม่สามารถรักษาความทรงจำของตนเองเอาไว้ได้
แต่ว่าความทรงจำพวกนั้นก็โดนผนึกเอาไว้ เพราะแบบนั้นไม่มีอะไรที่ยืนยันได้เลยว่า เมื่อคนผู้นั้นเกิดใหม่แล้วเขาจะสามารถรื้อฟื้นความทรงจำของตนเองขึ้นมาได้
ถ้าเกิดว่าสามารถรื้อฟื้นขึ้นมาได้ พวกเขาเองก็จะแต่เปลี่ยนจากหน้ามือกลายเป็หลังมือ เรียกได้ว่าเป็สัตว์ประหลาดเฒ่าที่กลับมาเกิดใหม่ในร่างของเด็กหนุ่มและเด็กสาว
สามารถพัฒนาขอบเขตของตนเองได้ราวกับดื่มน้ำ ไปยืนอยู่ในจุดสูงสุดของตนเองได้อย่างรวดเร็ว
แต่ถ้าเกิดว่าไม่สามารถรื้อฟื้นความทรงจำของตนเองได้ แน่นอนว่าพวกเขาเองก็เหมือนผู้ฝึกตนทั่วไป
ผู้ฝึกฝนและบำเพ็ญเพียร ถ้าเกิดว่าในชาตินี้ไม่สามารถรื้อฟื้นความทรงจำได้ เมื่อถึงเวลาที่หมดสิ้นอายุขัยหรือว่าโดนสังหารตาย คนผู้นั้นที่ความทรงจำยังไม่ถูกเปิดผนึกและยังไม่สามารถรื้อฟื้นได้ ความทรงจำเ่าั้จะหายไปในทันที
เรียกได้ว่าตัวตนของพวกเขาในอดีตจะถูกลบหายไป
เพราะแบบนั้นขั้นตอนในการเกิดใหม่จึงเป็เื่ที่ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิดเอาไว้
แม้ว่าจะมีคนที่ทำสำเร็จแต่ก็มีคนที่ล้มเหลวไม่น้อย แถมยังมีจำนวนคนที่ล้มเหลวที่มากกว่าอีกด้วย
ส่วนใหญ่แล้วแม้ว่าเขาจะรักษาดวงิญญาของตัวเองได้แล้ว
เมื่อกลับไปเกิดใหม่ความทรงจำเ่าั้กลับถูกปิดผนึกแล้วไม่สามารถเปิดได้
อันที่จริงแล้วเงื่อนไขพวกนี้ถือว่าเป็เงื่อนไขที่พิเศษ คนทั่วไปหรือว่าผู้ฝึกตนธรรมดาไม่รู้เกี่ยวกับเื่นี้อย่างแน่นอน
บอกว่าเื่ของการเกิดใหม่ไม่ใช่ความลับ ก็คือพวกเขานั้นรู้เกี่ยวกับเื่ว่าเมื่อผู้ฝึกตนขอบเขตบนตายไปจะมีโอกาสเกิดใหม่ได้
แต่ว่าพวกเขาไม่รู้เกี่ยวกับเพื่อนขายพวกนี้
ที่เจียงเฟิงรู้เกี่ยวกับเื่พวกนี้ ย่อมเป็เพราะว่าท่านอาจารย์ของเขาสั่งสอน
ตาเฒ่านั่นมักจะพูดคุยเกี่ยวกับเื่ต่างๆเวลากินข้าว เรียกได้ว่าเป็เหมือนการเล่าที่ไม่ได้มีแก่นสารอะไร
แต่ในขณะเดียวกันตาเฒ่าที่เขานั้นเรียกว่าอาจารย์ กับเต็มไปด้วยความรู้และประสบการณ์มากมาย
แถมยังมีเกี่ยวกับข้อมูลแล้วก็สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้อีกด้วย
ถึงแม้ว่าเจียงเฟิงจะเรียกอาจารย์ของตนเองบางครั้งว่าตาเฒ่า แต่นั่นก็เป็เพราะว่าความเคยชินใน่แรกๆที่ทั้งสองยังพบกัน
แล้วอีกอย่างนึงอาจารย์ของเขาก็มีนิสัยแปลกประหลาด เมื่อเขาเรียกแบบนี้อีกฝ่ายก็เหมือนว่าจะชื่นชอบ
ในตอนแรกเจียงเฟิงไม่กล้าเรียกอาจารย์ของตนเองอย่างนี้แน่นอน
ในตอนนั้นเพราะความโกรธเขาจึงสบถด่าอีกฝ่ายออกไป จากนั้นอีกฝ่ายก็หัวเราะอย่างชอบใจ
ั้แ่นั้นมาบางครั้งเจียงเฟิงก็จะเรียกอีกฝ่ายว่าตาเฒ่า หรือเฒ่าชราบ้าง
แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกรธแถมยังชื่นชอบเกี่ยวกับเื่นี้ด้วย
แต่บางครั้งตัวของเขาเองก็จะเรียกอีกฝ่ายว่าอาจารย์อย่างเต็มใจ
เพราะว่าถึงอย่างไร เจียงเฟิงก็นับถืออาจารย์ของตนเองผู้นี้เป็อย่างมาก
เกี่ยวกับเื่ความสามารถของอาจารย์ของเขา เจียงเฟิงมีหรือว่าจะไม่รู้
ในฐานะผู้ฝึกตน แม้กระทั่งพวกบรรพจารย์ของลัทธิต่างๆ ต่อให้เป็พวกเ้าลัทธิเองก็ไม่สามารถเปิดประตูมิติไปสู่แดนอื่นได้
อาจารย์ของเขาใช้ความสามารถของตนเองในการถ่ายแยกมิติ แล้วก็พาดวงิญญาของเขาไปที่โลกใบนั้น
ความสามารถเพียงแค่นี้ก็สามารถบ่งบอกได้แล้วว่า อาจารย์ของเขานั้นเป็คนที่มีความสามารถมากขนาดไหน
เจียงเฟิงเลยทั้งนับถืออาจารย์ของตนเอง ในขณะเดียวกันก็รู้สึกสนิทสนมกับอีกฝ่ายใน่หลายปีที่ผ่านมาเหมือนกัน
แม้ว่าอาจารย์ของเขามักจะฝึกเขาด้วยความโเี้ไม่น้อย แต่ผลลัพธ์ต่างๆจากการฝึกมันก็ทำให้เขานั้นประสบความสำเร็จ
โดยเฉพาะใน่หลังๆที่เขาไล่สังหารพวกิญญาทมิฬที่โลกแห่งนั้น
พวกิญญาทมิฬพวกนั้นหวาดกลัวเสียจนพวกมันนั้นไม่สามารถอยู่ที่สถานที่แห่งนั้นได้และหนีกลับมาที่มหาดินแดนเทียนหยางแห่งนี้
เจียงเฟิงใน่เวลานี้ไม่ได้ฝึก
ตัวของเขาพักฟื้นร่างกายเพราะว่าร่างกายนั้นาเ็หนักพอควร
แต่ด้วยความเร็วของร่างกายที่ฟื้นฟู เจียงเฟิงมั่นใจว่าเพียงแค่ครึ่งเดือนเขาก็น่าจะสามารถฟื้นตัวได้แล้วและสามารถกลับมาฝึกฝนร่างกายได้เหมือนเดิม
ผ่านมาอีกสี่วัน
ในตอนนี้เจียงเฟิงพักฟื้นร่างกายของตนเองได้เจ็ดวันแล้ว
ร่างกายของเขาฟื้นตัวกว่าครึ่งแล้ว เรียกได้ว่าในตอนนี้สามารถเดินอาดๆอยู่ภายในศาลาด้วยตนเองได้แล้ว
เพราะว่าร่างกายที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เลยทำให้ตัวของเขาค่อนข้างจะพึงพอใจกับขอบเขตของตนเองที่แข็งแกร่งเป็อย่างมาก
ถ้าเกิดว่าเป็ผู้ฝึกยุทธธรรมดาทั่วไป โดนหมัดของผู้ฝึกตนขอบเขตสามหนักหนาขนาดนี้ หวังว่าได้นอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงถึงปีครึ่งปีอย่างแน่นอน
แบบนั้นเมื่อเห็นการฟื้นฟูของร่างกาย เจียงเฟิงได้แต่พึงพอใจและพยักหน้าอย่างชื่นชม
ในวันนี้ เจียงเฟิงเดินเล่นอยู่ที่ประจำของเขา
ในขณะนั้นเองเฉินอวี้ก็เดินเข้ามา เจียงเฟิงเห็นว่านางรีบเดินเข้ามาหาเขาเขาจึงหยุดเท้าของตนเอง
มองไปที่นางด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามและความสงสัย “มีอันใด? เหตุใดเ้าถึงรีบแบบนั้น”
เฉินอวี้เมื่อเดินมาถึงด้านหน้าก็หยุดลง นางยิ้มอย่างอ่อนหวานเอ่ยด้วยน้ำเสียงไพเราะ “ท่านแม่ทัพใหญ่กลับมาแล้วเ้าค่ะ”
เจียงเฟิงดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้น
ในตอนนี้ท่านพ่อของเขาเดินทางกลับมาแล้ว
ในเวลานี้เองบริเวณด้านหน้าเมือง
มีขบวนต้อนรับอย่างใหญ่โตผู้คนมากมายทั้งชาวเมือง แล้วก็คนที่ยังคงอยู่ในเมืองหลังจากที่เที่ยวงานเฉลิมฉลองจนเสร็จต่างพากันเดินทางมาถึง
พวกเขาเดินทางมาที่หน้าเมืองย่อมเพราะว่าอยากจะพบเห็น กองทัพของท่านแม่ทัพใหญ่กับตาของตนเอง
ในวันนี้เมื่อพวกเขาได้ข่าวว่าเป็วันที่กองทัพใหญ่ที่อยู่ชายแดนมาเป็เวลานานจะเดินทางกลับมา
ทำให้ผู้คนหลายคนนั้นรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง ด้วยชื่อเสียงของแม่ทัพเจียงมีผู้ใดบ้างไม่เคยได้ยิน
ตัวของเขาเป็หนึ่งในแม่ทัพที่มีความสามารถมาก แถมยังขึ้นชื่อว่าเป็แม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในราชวงศ์ต้าเฉินอีกด้วย
การทำาก่อนหน้านี้ สมรภูมิที่แม่ทัพใหญ่เจียงควบคุมล้วนแล้วได้รับชัยชนะทั้งหมด นี่ทำให้ชื่อเสียงของเขาถูกพูดถึงแล้วก็ถูกขนานนามว่าเป็แม่ทัพไร้พ่าย
ในตอนนี้เองห่างไกลสุดสายตามีกองทัพขนาดใหญ่แห่งหนึ่งกำลังเคลื่อนทัพมา
บริเวณด้านหน้าสุดของกองทัพมีอาชาตัวสีดำขนาดใหญ่ตัวหนึ่งวิ่งอยู่ด้านหน้าสุด
บริเวณด้านหลังของอาชาสีดำที่ดูน่าเกรงขามตัวนี้ มีชายวัยกลางคนที่ร่างกายดูสมบุกสมบัน มีมัดกล้ามที่ซ่อนอยู่ภายใต้เกราะใบหน้าที่ดูเคร่งขรึม เขามีคิ้วที่คมราวกับกระบี่มีดวงตาที่เหมือนกับพยัคฆ์ แถมบริเวณข้างเอวยังมีดาบเล่มนึงพกอยู่ คนผู้นี้คือแม่ทัพไร้พ่ายเจียงเฉิน
ตอนเย็นมีอีกหนึ่งตอนนะครับ