บทที่ 12
เริ่มตั้งตัว
ยามกลางเดือนสี่อากาศอบอุ่นกำลังดีสองพ่อลูกเดินทางมาถึงเมืองตี้ี้หนานได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว
ลู่หยางหลังจากที่เดินทางมาถึงเมืองแห่งนี้ประมาณ3-4 วันเขารีบทำการตรวจดูที่ดินบริเวณนอกเมืองเพื่อเสาะหาที่ดินที่พอจะใช้งานได้
เขาไม่ใช่พวกนักอสังหาริมทรัพย์หรือพวกนักดูที่ดินว่าที่ดินผืนไหนมันจะมีราคาดีหรือว่ามีราคาสูงขึ้น
ในสายตาของเขาเขายึดหลักตามการทหารมองดูทำเลและก็ตำแหน่งที่ตั้งว่ามีทุกอย่างครบครันหรือไม่เวลาการตามหาอยู่ประมาณเจ็ดวัน เขาใช้เวลา 7 วันในการตามหาที่ดินที่ตนเอง้าสุดท้ายแล้วก็พบเจอ
เข้าพบเธอที่ดินผืนนึงที่ตั้งอยู่บริเวณริมน้ำด้านนอกเมืองห่างไกลออกจากผู้คนประมาณนึงสถานที่แห่งนี้ก็ไม่เลวในความคิดของเขาเพราะว่ามันไม่ได้ตั้งอยู่ภายในตัวเมืองที่วุ่นวายและเมื่ออยู่บริเวณนอกเมืองมันก็ไม่ได้อยู่ใกล้ๆพวกบ้านเรือนที่ตั้งก่อกลุ่มกัน
เขาติดต่อซื้อขายที่ดินผืนนี้เ้าของที่ดินที่เป็ท่านลุงผู้นึงโดยพื้นที่ที่ดินมีที่ดินอยู่ประมาณสามหมู่ เสียเงินไปถึงสามสิบตำลึงไปอย่างไรที่ดินประมาณนี้และด้วยราคามันก็ถือว่าถูกมากแล้ว
ที่ดินที่ดินสามหมู่ตั้งอยู่บริเวณริมน้ำเหตุผลหนึ่งอย่างที่เขาเลือกที่ดินผืนนี้ก็เป็เพราะว่าภายในที่ดินมีเรือนเก่าๆที่ท่านลุงผู้นั้นสร้างเอาไว้และไม่ได้ใช้ติดมาด้วย
นี่เป็เหตุผลที่2 เลยที่เขาเลือกที่ดินผืนนี้ถ้าเขาเลือกซื้อขายที่ดินแต่ว่าไม่มีบ้านเรือนก็จำเป็จะต้องปลูกที่อยู่อาศัยต้องเสียเวลามากขึ้นอีก
แต่สำหรับที่ดินผืนนี้บ้านที่ท่านลุงผู้นี้สร้างขึ้นมาเขาสร้างเอาไว้แต่ว่าไม่ได้ใช้มันเป็เรือนหลังเล็กๆหลังนึงที่มีประมาณสองห้องนอนหนึ่งห้องโถง
แต่ว่ามันจะเป็เรือนหลังเล็กๆแต่ว่ามันก็ใหญ่โตมากพอสำหรับพวกเขาสองพ่อลูกบริเวณรอบๆเรือนก็มีที่ดินที่พอจะใช้ในการเพาะปลูกหรือว่าใช้การทำบางอย่างอยู่บ้าง
ไม่เพียงเท่านั้นบริเวณริมน้ำที่อยู่ห่างจากที่ดินเพียงเล็กน้อยสามารถตกปลาหรือว่าจับปลาขึ้นมานำเป็อาหารได้แถมปากก็อยู่ห่างไกลไม่มากนักสามารถเข้าไปหาอาหารหรือว่าหาพืชป่าภายในนั้นได้
นี่ก็เป็เหตุผลที่เขาเลือกเอาไว้ถ้าเลือกซื้อที่ดินอยู่บริเวณนี้มันจะได้ทั้งความสงบสุขจะได้ทั้งเสบียงอาหารมากมายที่อยู่บริเวณรอบๆสามารถหยิบขึ้นมาใช้ได้ตลอดเวลา
แต่่ระยะเวลา1 เดือนที่ผ่านมาเพียงแค่จัดการกับเื่ที่อยู่อาศัยของตนเองมันก็สูญเสียเวลาไปแทบจะทั้งหมดแล้ว
เมืองตี้หนานเขายังใช้เวลาสำรวจมันได้ไม่หมดเลยแถมผู้คนภายในเมืองแห่งนี้เขาแทบจะไม่รู้จักเลย
ณเรือนของลู่หยาง
เรือนไม้เลขที่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางที่ดินข้างริมน้ำลู่หยางเดินออกมาจากภายในเรือนของตนเองั้แ่ในยามเช้าร่างกายของเขาบิดไปบิดปลาเพื่อขับไล่ความเกียจคร้านของตนเอง
ในขณะที่กำลังบิดร่างกายไปมาอยู่นั้นดวงตามองตรงไปสังเกตเห็นร่างของบุตรสาวกำลังก้มๆเงยๆอยู่บริเวณริมรั้ว
ลู่หยางเอียงคอสงสัยเล็กน้อยก่อนที่จะเดินตรงเข้าไปอย่างรวดเร็วเข้าหาบุตรสาวของตนเองด้านหลังแล้วถาม “ทำอันใดอยู่นะหนิงหนิง? ”
หนิงหนิงหันมามองอย่างรวดเร็วพลางแสดงรอยยิ้มอันน่าเอ็นดูนางยกสิ่งที่อยู่ภายในมือของตนเองขึ้นมาแล้วก็ยื่นตรงให้ท่านพ่อของตนเอง
ลู่หยางมองเห็นว่าสิ่งที่มันอยู่ภายในมือของบุตรสาวของตนมันคือถุงผ้าเล็กๆที่บรรจุอันใดสักอย่างเอาไว้ด้านในจนเต็ม
เขายื่นมือของตนเองไปคว้าจับมันยังสงสัยก่อนจะเปิดปากถุงผ้านั้นแล้วก็ลองดูสิ่งที่มันอยู่บริเวณด้านใน
เมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านในลู่หยางแสดงท่าทางตื่นตระหนกดวงตาของเขาเบิกกว้างจ้องมองไปยังพวกเมล็ดเล็กๆที่อยู่ภายในถุง “เ้าพวกนี้มันเมล็ดชา์ ”
ที่อยู่ภายในมือของเขามันคือเมล็ดพันธุ์ของชาชนิดหนึ่งที่เป็ชาชนิดพิเศษอาจารย์ทั้งสองของเขาภายในูเาซ่อนเร้นแห่งนั้นมีชาชนิดหนึ่งเติบโตโดยท่านอาจารย์ทั้งสองเป็คนค้นพบมันและให้ชื่อมันว่าชา์
โดยหาด์มีคุณสมบัติที่แตกต่างจากชาธรรมดาทั่วไปมันเป็ชาที่มีกลิ่นหอมเป็อย่างมาก เมื่อตั้งมันเอาไว้บนโต๊ะคนที่อยู่ไกลประมาณห้าสิบก้าวยังได้กลิ่นหอมของมัน
แต่ว่าชนิดนี้ไม่ได้มีเพียงแค่กลิ่นเท่านั้นรสชาติของชา์เป็ชาที่มีรสชาติแตกต่างจากชายธรรมดาทั่วไปมีรสชาติหอมหวานเมื่อทำการกินเข้าไปจะรู้สึกสดชื่นเรากลับมาเป็ยาชูกำลัง
ตอนที่อาศัยอยู่ภายในหุบเขาแห่งนั้นใน่แรกแรกที่ได้ลิ้มลองชานั้นเขายังรู้สึกติดใจมันเลย
ภายในหุบเขาแห่งนั้นไม่ได้มีเพียงแค่พวกชา์เท่านั้นมีพืชพันธุ์หายากอีกมากมาย
ก่อนจะจากกันท่านอาจารย์หญิงของเขามอบเมล็ดสมุนไพรให้เขามาจำนวนนึงท่านอาจารย์หญิงของเขาเมล็ดสมุนไพรจำนวนนั้นมาเพื่อที่จะให้เขาใช้ในการเตรียมเอาไว้เผื่อจะต้องใช้รักษาอาการาเ็
แต่ว่าเขาได้มาด้วยสมุนไพรจำนวนนั้นมาก็ลืมเ้าเมล็ดชา์ไปเสียสนิทไม่คิดเลยว่าบุตรสาวของตนเองจะนำมันติดมาด้วย
ลู่หยางมองหนิงหนิงอย่างประหลาดใจในขณะนั้นเองนางแสดงรอยยิ้มพลางพยักหน้าขึ้นลง
ลู่หยางย่อกายต่ำลงให้อยู่ในระดับเดียวกับบุตรสาวของตนเอง“ เ้านำมันมาได้อย่างไร? ”
หนิงหนิงยิ้มอย่างเอ็นดูกล่าวด้วยน้ำเสียงน่ารักว่า“ ข้าขโมยมาเ้าค่ะ!!! ”
ลู่หยางหมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันยื่นนิ้วมือไปโขกศีรษะของบุตรสาวเล็กน้อย
“ โอ๊ย!! ”หนิงหนิงยกมือขึ้นมาจับบริเวณศีรษะของตนเองที่โดนมือของบิดาโขกเข้า
ลู่หยางส่ายใบหน้าไปมากล่าวอย่างหนักใจ“ เป็เด็กตัวแค่นี้ลิขิตขโมยของ ตอนนี้พ่อรู้สึกว่าเ้าช่างฉลาดเกินเด็กไปแล้ว ”
บางทีความฉลาดเฉลียวของบุตรสาวของตนเองมันก็มีทั้งข้อดีและบางทีเขาก็มองว่าจะกลายเป็ปัญหาบางครั้งบุตรสาวของตนเองก็มาตัดสินก็ทำอันใดไปโดยที่ไม่ได้บอกให้เขารู้
หนิงหนิงทำสายตาสั่นคลอนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่น“ ไม่เป็อะไรหรอกเ้าค่ะอย่างไรท่านย่าก็ไม่ว่าอันใดอยู่แล้ว ”
ั้แ่เขาคำนับอาจารย์ทั้งสองเป็อาจารย์โดยพิธียกน้ำชาในครั้งนั้นเอาที่เป็ลูกศิษย์มีสิทธิ์และฐานะเหมือนกับบุตรชายของอาจารย์ทั้งสอง เพราะแบบนั้นหนิงหนิงเลยเรียกท่านอาจารย์ทั้งสองว่าท่านปู่และท่านย่าแม้ว่าทั้งสองจะมี่อายุเราราวๆสักประมาณห้าสิบถึงหกปีเท่านั้นแต่ว่าทั้งสองก็ไม่ได้ปฏิเสธในคำเรียกนี้อีกหนึ่งทางพวกเขานั้นยินดีด้วยซ้ำ
หนิงหนิงมันเป็เด็กฉลาดแถมยังเป็คนที่อ้อนเก่งเป็อย่างมากมันเลยทำให้ท่านอาจารย์ทั้งสองของเขาเอ็นดูนางเป็อย่างมาก
ยิ่งท่านอาจารย์ติงหยวนอยากได้ว่าตามใจนางทุกอย่างใน่1 ปีที่อยู่ภายในหุบเขาถ้าสมมุติขอเพียงแค่นางบอกว่านางอยากได้หัวเสืออาจารย์ติงหยวนพอใช้กระบี่ของตนเองตัดหัวเสือมาให้นางอย่างรวดเร็ว
ส่วนท่านอาจารย์หญิงแม้ว่าจะเป็คนที่เข้มงวดแต่ว่านางเองก็แพ้ท่าทีการออดอ้อนของหนิงหนิงเป็อย่างมาก
ตอนที่หนิงหนิงอันใดผิดแล้วกำลังจะโดนลงโทษหนิงหนิงพ่อทำเพียงแค่วิ่งเข้าไปแกว่งมือแขวงไม้แล้วแสดงสายตาเศร้าสร้อยออกมามันก็ทำให้อาจารย์หญิงของเขาใจอ่อนได้แล้ว
จึงอยู่ที่ว่าการหยิบมันมาโดยที่ไม่บอกกล่าวอย่างไรเสียท่านอาจารย์หญิงก็คงจะไม่ว่าแต่ว่าถ้าเป็เช่นนี้ไปสักพักแล้วไม่อบรมมันจะทำให้บุตรสาวของเขาเสียนิสัย
“ แล้วเ้าขโมยมันมาด้วยเหตุอันใด?” ลู่หยางสายตามองไปยังบุตรสาวของตนเองที่อยู่ด้านหน้า
ลู่หนิงหนิงยืดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วที่ท่านพ่อของนางใช้มือโขกเข้ามาที่ศีรษะของนางเป็เพียงแค่การกระทำเบาๆเท่านั้นแค่คู่เดียวมันก็หายเจ็บแล้วลุกขึ้นมาพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างเท้าเอวแล้วพูดอย่างยืดอก “ก็ปลูกอย่างไรล่ะเ้าคะ ท่านพ่อกำลังมองหาสิ่งที่จะกระทำอยู่ไม่ใช่หรือเ้าคะภายในเมืองแห่งนี้โรงหมออยู่แล้วเพราะแบบนั้นมันเลยทำให้ถ้าท่านพ่อคิดจะทำการเปิดโรงหมอขึ้นมาก็คงจะสู้ลงหมอที่อยู่ก่อนไม่ได้”
“ ตอนนี้ท่านพ่อก็เลยกำลังมองหาสิ่งที่จะทำอยู่ใช่ไหมล่ะเ้าคะก็เลยคิดว่าชานี่น่าจะดี เขามีรสชาติแปลกใหม่อร่อยเป็อย่างมากถ้านำมาขายคงจะได้กำไรดีอย่างแน่นอน”
ลู่หนิงหนิงนำธุรกิจให้กับบิดาของตนเอง
นางไม่ได้คิดว่าฝีมือวิชาการแพทย์ของบิดาตนเองด้อยกว่าแพทย์ภายในเมืองแห่งนี้แม้ว่าพูดถึงทางด้านระยะเวลาที่เปิดมาต่างหาก
โรงหมอประจำเมืองเปิดมาเป็เวลานานเพราะแบบนั้นผู้คนเวลาเจ็บป่วยอันใดก็มักจะมุ่งตรงไปที่สถานที่แห่งนั้นท่านพ่อของนางแม้ว่าจะมีวิชาการแพทย์อันเก่งแต่ถ้าไม่ได้แสดงฝีมือผู้คนก็ย่อมไม่รู้จัก
เพราะแบบนั้นเด็กน้อยผู้แสนจะฉลาดเฉลียวผู้นี้เลยมองเห็นลู่ทางว่าชาว์ที่นั่งแอบหยิบติดมาด้วยน่าจะนำมาปลูกและก็ทำกำไรได้
ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นหยุดคิดเล็กน้อยดวงตาก้มต่ำลงมองสิ่งที่อยู่ภายในมือเมล็ดชา์เหล่านี้น่าจะเป็สิ่งที่ทำกำไรได้จริงๆด้วย
ลู่หยางได้รับคำแนะนำจากตูดสาวพยักหน้า1 ครั้งรับฟังคำแนะนำนั้นเอาไว้ “เข้าใจแล้วลองดูก็ได้พวกเรามีที่อยู่สามหมู่ นอกจากปลูกพวกต้นชาเหล่านี้ก็น่าจะทำการปลูกพวกพืชพันธุ์ต่างๆได้ลองไปซื้อเมล็ดภายในเมืองมาดูสักหน่อยขยับขยายแปลง”
ในขณะที่คิดเช่นนั้นภายในหัวของเขามันก็ปรากฏความสงสัยหนึ่งอย่างขึ้น“ ว่าแต่ไงมันปลูกอย่างไร? ”
ลู่หยางสาหร่ายพวกวิธีการปลูกพืชสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาลืมถามเกี่ยวกับเื่การปลูกต้นชา์ไปเลย
ถ้าไม่รู้วิธีการปลูกสุดท้ายแล้วถ้าปลูกมันพ่อคงจะไม่พ้นทำให้พวกต้นชาเขานี้ยืนต้นตายอย่างแน่นอน
หนิงหนิงที่ยืนอยู่ด้านหน้ายิ้มเล็กน้อยยืดออกอย่างภาคภูมิใจกล่าวอย่างห้าวหาญว่า“ เื่นั้นข้ารู้เ้าค่ะ!!! ”
ลู่หยางกระพริบตามองบุตรสาวที่แสนฉลาดเฉลียวของตนเอง
จบบท