ตอนที่ 12 กระต่ายอสูร
หานซีหนิงกำเหรียญสองเงินขาวกลับบ้านด้วยความดีใจ
เงินที่ได้มาอย่างยากลำบากจากงานอันทรงเกียรติของเธอเด็กหญิงแบมืออวดพี่ชาย ดวงตาทอประกายน่ารักสดใส"เงินค่าจ้างของข้าเ้าค่ะ"
เด็กหนุ่มอมยิ้ม
"ท่านพี่ ข้าให้ท่าน"หานซีหนิงเอ่ยจากใจ พี่ชายคือชีวิตของเธอ คือพ่อ คือแม่ คือผู้ปกครองเพียงคนเดียวเป็ลมหายใจของหานซีหนิง
หานเซ่ออี้แตะมือน้องสาวให้นางเก็บเงินสองเหรียญขาวนั้นไว้ เอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า"มันเป็เงินที่เ้าหามาได้ เ้าเก็บมันไว้ซื้อสิ่งที่เ้าอยากได้เถอะเื่อื่นไม่ต้องห่วง พี่ชายเลี้ยงเ้าเอง"
หานซีหนิงซาบซึ้ง โผเข้ากอดพี่ชายนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยกับเขาอย่างจริงจังว่า "ท่านพี่หลังจากวันนี้ข้าจะหาเงินให้ได้มากๆ เ้าค่ะ"...ข้าจะทำให้ท่านสามารถฝึกพลังยุทธ์ได้อย่างเปิดเผย
เด็กหนุ่มลูบศีรษะน้องสาวเอ่ยเย้าหานซีหนิงเล็กน้อย "ไม่ยาก หากเ้าเพลาเื่ตะกละลงหน่อยเ้าจะต้องเป็เศรษฐินีตัวน้อย"
"เศรษฐินีตัวน้อย?"
"ใช่แล้ว เศรษฐินีผู้มั่งคั่ง"
"มั่งคั่งหรือ... ท่านพี่แต่ข้าไม่อยากอดตาย"
หานเซ่ออี้หัวเราะสองพี่น้องพูดคุยเื่สัพเพเหระกันต่อ กล่าวยกเื่นั้นเื่นี้ขึ้นมาพูดส่วนใหญ่แล้วหานซีหนิงเล่าว่าวันนี้เธอทำงานวันแรกนั้นสนุกเพียงใดความผูกพันของสองพี่น้องจึงยิ่งเหนียวแน่น
หานซีหนิงไม่มีเื่ใดต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว
เธอตั้งใจจะเก็บเงินให้ได้สักก้อนจากนั้นค่อยคิดว่าจะนำมาลงทุนสิ่งใด ในโลกใบนี้เธอไม่อาจไม่ระวังได้ไม่ว่าจะโลกใบไหนก็ล้วนแต่มีกฎเป็ของมันมิหนำซ้ำโลกใบนี้ยังเป็โลกที่การฆ่าคนสามารถทำได้ง่ายเพียงโบกมือไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้งการลักพาตัวไปเป็ทาสก็มีให้เห็นเกลื่อนกลาด
ยิ่งคิดหานซีหนิงก็ยิ่งใจหายพริบตาเดียวฤดูใบไม้ผลิก็ผ่านพ้น เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนหลายๆ สิ่งก็เริ่มลงตัวหานซีหนิงขยันขันแข็งทำงาน ไม่ว่าจะลำบากเพียงใดเด็กหญิงไม่เคยบ่นเธอยังหัวเราะได้ตลอดทั้งวัน
"ท่านป้าชุ่ยอรุณสวัสดิ์เ้าค่ะ" หานซีหนิงแบกตะกร้าผักกาดขาวเดินตามหลังเด็กหญิงคนอื่นๆไปทางป่าเขียวขจี
งานนี้แรกเริ่มได้เงินค่าแรงที่สองเงินขาวเมื่อทำจนชำนาญแล้วก็จะได้เพิ่มมาสามเงินขาว หากถูกใจป้าชุ่ยก็อาจจะได้ค่าเสน่หาจากนางเพิ่มมาอีกเป็สี่เงินขาวอย่างหลังนี้หานซีหนิงไม่เห็นว่าจะมีใครได้
"อรุณสวัสดิ์หนิงเอ๋อร์"
"อรุณสวัสดิ์เ้าค่ะป้าจาง"หานซีหนิงเดินไปเอ่ยทักทายชาวบ้านระหว่างทางไป เหมือนกับเด็กหญิงคนอื่นๆที่สดใสร่าเริง แววตากระตือรือร้นอยู่ตลอด
ทุกวันเหล่าเด็กๆที่ผ่านเส้นทางนี้เข้าป่าเขียวขจี พวกนางจะร้องทักทายคนในหมู่บ้านจนเป็นิสัยหานซีหนิงก็ติดปากมาจากพวกเขาด้วย ส่งเสียงเอ่ยทักทายอย่างน่ารัก ประหนึ่งฝูงนกน้อยร้องเพลงยามเช้า
วิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงอยู่อย่างสุขสงบเหตุการณ์อันตรายเช่นวันนั้นที่อสูรเขมือบคนก็ไม่ได้เกิดขึ้นอีกได้ยินว่าที่ผ่านมาไม่ได้มีเื่เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยนักครั้งนั้นเป็เหตุบังเอิญจริงๆ ที่ซาลาแมนเดอร์ั์ตื่นขึ้นมาแล้วอาละวาดคนตระกูลเจียงยังจ่ายเงินชดเชยให้ครอบครัวแรงงานที่เสียชีวิตเป็การพิเศษถึงหนึ่งเหรียญทองเทียบค่ากันแล้วก็ราว...หนึ่งล้านเงินขาว
เงินตั้งหนึ่งล้านเงินขาวเป็จำนวนที่ไม่น้อยจริงๆแต่หากเป็โลกภายนอกก็อาจจะน้อยนิดจนสะบัดตูดหนีได้เลยเชียวละ
เฮ้อ...หานเซ่ออี้ก็ไม่ลองตายดูบ้างบางทีเธออาจจะกลายเป็เศรษฐีเงินล้าน ...หึๆ
"..."
ช่างเป็ความคิดที่เหลวไหลนัก!พี่ชายตายแล้ว แล้วเธอจะเหลืออะไร เธอยังต้องพึ่งเขาให้คอยเลี้ยงดูไปชั่วชีวิต
หานซีหนิงส่งผักกาดขาวให้แพะอสูรตัวอ้วนไม่ไกลจากเธอนัก เด็กหญิงคนอื่นๆ ก็ทำเช่นเดียวกับเธอพี่สาวทั้งหลายทำงานกันอย่างมีความสุข ฝีมือชำนาญจนไร้ข้อบกพร่องดังนั้นเงินรายวันของพวกเขาจึงอยู่ที่สามเงินขาวบวกเพิ่มพิเศษสิ้นเดือนอีกประมาณสิบเงินขาวรวมแล้วก็ตกเดือนละหนึ่งร้อนเงินขาวเศษๆนับเป็งานที่ทำเงินให้หานซีหนิงได้เป็กอบเป็กำเชียวละ ...มีแต่เหรียญ
ยามนั้นหานซีหนิงเลิกคิดแล้วหันกลับไปให้ความสนใจกับงานที่ทำเ้าแพะอสูรตัวอ้วนกินไปได้นิดเดียวก็ไม่ยอมกินต่ออีกหานซีหนิงจึงคิดจะหอบตะกร้าผักที่เหลือไปให้อสูรแพะขาวตัวอื่นมือที่เอื้อมไปด้านหลังจึงหมายจะควานหาตะกร้าโดยไม่หันมอง ไม่ทันที่เธอจะคว้าตะกร้าได้กลับััได้ถึงปลายนิ้วที่รู้สึกปวดเจ็บแปลบปลาบ
เด็กหญิงสะบัดมือแล้วดึงกลับมาดูทันทีเืสีแดงสดซึมออกมาจากปลายนิ้ว ครั้นเธอเช็ดเืแล้วาแที่ปลายนิ้วชี้ก็ปรากฏให้เห็นเส้นขีดสองขีดที่ค่อนข้างยาวและลึกเหมือนรอยฟันหน้าของสัตว์ ทว่าหานซีหนิงยังเข้าใจว่าเธอคงถูกหนามตำจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก ที่จริงก็แค่าแเล็กน้อย
ชั่วครู่ต่อมาหานซีหนิงรู้สึกร้อนวูบวาบที่หลังมือซ้ายปรากฏสัญลักษณ์บางอย่างแดงๆ ไม่ชัดเจน เธอใช้มือขวาถูเพื่อลบรอยนั้นออกกลับยิ่งทำให้มันแดงมากกว่าเดิม ดูแล้วก็คล้ายรอยกดทับจากอะไรสักอย่าง
หานซีหนิงไม่ใส่ใจอีกหันไปหยิบตะกร้าใบเดิม ที่หางตาเหลือบเห็นกระต่ายฝูงหนึ่งวิ่งเต้นเข้าไปในป่าลึกกระต่ายในป่าแห่งนี้ทุกตัวล้วนตื่นคนสมแล้วที่สำนวนไทยในนิยายกล่าวว่า...กระต่ายตื่นตูม คงเป็เช่นนี้กระมัง
"หนิงหนิง พวกเราต้องขึ้นเขาไปตัดหญ้ากันแล้ว"
วันนี้ตรงกับเทศกาลตวนอู่หรือเทศกาลไหว้บะจ่างหัวหน้าหมู่บ้านเชียงหยุนจึงจัดงานแข่งเรือักินบะจ่างขึ้นเด็กหญิงในหมู่บ้านจึงรีบทำงาน่เช้าให้เสร็จและกลับบ้านก่อนตะวันตกดินเพื่อกลับไปร่วมชมงานเทศกาลกับครอบครัว
หมู่บ้านเชียงหยุนจัดงานแข่งเรือักินบะจ่างทุกปีหานซีหนิงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับงานเทศกาลนี้จึงไม่ได้รีบร้อนเหมือนเด็กหญิงคนอื่นเธอบอกแค่ว่าตนเองยังเหลือผักอีกครึ่งตะกร้าและจะเดินเข้าป่าไปให้ลึกอีกหน่อยถึงจะขึ้นเขาไปตัดหญ้า
เด็กหญิงคนอื่นได้ยินดังนั้นจึงละความสนใจจากหานซีหนิงขึ้นเขาไปตัดหญ้าให้เสร็จในภาคเช้าภาคบ่ายถึงจะสามารถกลับบ้านไปร่วมงานเทศกาลได้เร็วขึ้น
ส่วนหานซีหนิงก็หิ้วตะกร้าเดินเข้าไปในป่าลึกคนเดียวเห็นกวางทองอีกกลุ่มหนึ่งกำลังกินหญ้าอยู่บริเวณแอ่งน้ำหานซีหนิงป้อนผักกาดขาวให้พวกมันจนหมด เงยหน้ามองดวงอาทิตย์ ตะวันคล้อยไปทางทิศตะวันตกมากแล้วดังนั้นเธอจึงรีบขึ้นเขาเพื่อตัดหญ้าระหว่างทางเดินสวนกับเด็กหญิงคนอื่นที่หอบหญ้าเต็มตะกร้ากลับลงมา
"พวกเรากลับแล้วนะซีหนิง"เด็กหญิงคนอื่นๆ เอ่ยทักทายพลางโบกมือ
หานซีหนิงโบกมือให้พวกเขาตอบแล้วตัวเองก็รีบขึ้นเขาไปตัดหญ้าให้เต็มตะกร้าหากไม่เช่นนั้นแล้ววันนี้ก็คงจะได้ค่าจ้างไม่เต็มจำนวน
หานซีหนิงตัดหญ้าไปพลางร้องเพลงไปพลางอย่างอารมณ์ดี
เงยหน้าขึ้นก็เห็นกระต่ายกลุ่มหนึ่งกินหญ้าอยู่ไกลๆเธอจึงทึกทักเอาฝูงกระต่ายเป็เพื่อนเมื่อสบายใจแล้วหานซีหนิงก็ก้มตัดหญ้าอย่างขยันขันแข็งต่อ
ครั้นดวงตะวันอัสดงทอแสงสีส้มทองเปล่งประกายงดงาม ยามนั้นหานซีหนิงตัดหญ้าได้หนึ่งตะกร้าพอดีจากนั้นก็สะพายตะกร้าแบกไว้บนหลัง หยิบไม้เท้าแล้วเดินลงจากเขา
สายลมยามเย็นพัดเอื่อยเฉื่อยเรียกกำลังใจและช่วยคลายร้อนได้เป็อย่างดี ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมมาทั้งวันของหานซีหนิงก็พลันหายเป็ปลิดทิ้งนึกถึงเงินสามเหรียญเงินขาวที่จะได้วันนี้ ภายในใจเธอก็รู้สึกพองโต
กระต่ายกลุ่มนั้นยังคงตามหานซีหนิงลงมาจากเนินเขาไม่ต่างจากเื่บังเอิญที่พบเห็นทั่วไปของสัตว์
เด็กหญิงหันกลับไปมองด้านหลังก็ไม่ได้คิดอะไรยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ
ทุกวันหลังจากนั้นก็เป็อยู่เช่นนี้รอบตัวหานซีหนิงจะมีกระต่ายขาวขนฟูกลุ่มใหญ่คอยวนเวียนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเมื่อไรที่คนเข้าใกล้พวกมัน มันก็จะรีบวิ่งหนีสรุปแล้วก็ยังเป็สัตว์ป่าตื่นคนอยู่ดี
พวกมันออกมาจากป่าลึกเพื่อกินเศษผักกาดขาวที่เหลือจากแพะอสูรและกวางทอง
วันนี้หานซีหนิงเดินขึ้นเขาค่อนข้างไกลเนื่องจากหญ้าบริเวณตีนเขาถูกตัดไปหมดแล้วเธอและเด็กหญิงอีกสองสามคนจึงต้องเดินขึ้นเขาไปไกลอีกหน่อย เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหานซีหนิงก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กหญิงคนอื่นคงตัดหญ้าได้เต็มตะกร้าหมดแล้วพวกเขาลุกขึ้นแบกตะกร้าแล้วเอ่ยกับหานซีหนิง จากนั้นจึงกลับลงเขาไปก่อน
หานซีหนิงยังคงตัดหญ้าต่อไปอย่างอารมณ์ดีเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นกระต่ายขาวตัวหนึ่งคอยวนเวียนใกล้ๆ ตัวเธอหลายวันมานี้มันเริ่มเข้าใกล้เธอมากขึ้นทุกทีจนน่าประหลาดใจ
สัตว์ก็เป็เช่นนี้เมื่อคุ้นชินก็จะเริ่มเข้าใกล้มนุษย์หลายวันผ่านก็จะไม่รู้สึกหวาดกลัว...อืมคุ้นชิน...แล้ว กระมัง
หานซีหนิงเหล่มองกระต่ายขาวในตะกร้าหญ้าบนหลังที่เธอสะพายอยู่ก่อนหน้านั้นเธอเตะตะกร้าไล่ไปก็แล้ว มิหนำซ้ำมันยังหลับตาเย้ยเธออีก ...บัดซบจะขึ้นมาเพิ่มน้ำหนักให้ตะกร้าหญ้าของเธอหนักทำไม
หานซีหนิงคร้านจะใส่ใจจึงแบกกระต่ายกลับไปด้วยทั้งอย่างนั้น พูดว่า "พี่เถา ท่านดูเอาเถอะเย็นนี้หนิงจะกินเนื้อกระต่าย"
เถาเสียวหัวเราะ"เ้าเอามันออกจากเขตอาคมให้ได้ก่อนเถอะ"
เมื่อนึกถึงเขตอาคมของป่าเขียวขจีหานซีหนิงก็หัวเราะตามรอบตัวกระต่ายในตะกร้านั้นมีละอองหมอกลอยล้อมรอบไม่ต่างจากสัตว์อสูรตัวอื่นจึงทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่ากระต่ายตัวนี้ก็เป็สัตว์อสูรเหมือนกัน
หลังจากนั้นหานซีหนิงก็เหมือนจะลืมเื่กระต่ายไปเสียสนิท
ป้าชุ่ยตรวจเช็กงาน จากนั้นก็จ่ายเงินตามจำนวนมอบเงินสามเหรียญเงินขาวให้เด็กทั้งหมดจนครบ
เมื่อเดินมาถึงตะกร้าของหานซีหนิงป้าชุ่ยก็เห็นว่าหญ้าวันนี้ของแม่นางน้อยหานน้ำหนักมากกว่าทุกวันแต่กลับไม่เต็มตะกร้าจึงเอ่ยถาม "หญ้าที่เหลือหายไปที่ใด เหตุใดจึงไม่เต็มตะกร้าเล่า"
หานซีหนิงเอ่ยตอบอย่างฉะฉานเสียงเล็กๆ ดังทั่วลานกว้างของเรือนป้าชุ่ย "ป้าชุ่ยเ้าคะบ่ายวันนี้หนิงเอ๋อร์ตั้งใจตัดหญ้าจริงๆ เ้าค่ะ แต่ระหว่างทางลงจากเนินเขาข้าแบกกระต่ายสีขาวลงมาด้วย กระต่ายตัวนั้นหนักราวสิบเอ็ดจินทุกครั้งที่ข้าะโลงจากก้อนหิน หญ้าในตะกร้าก็จะยุบลงไปครึ่งชุ่นยังไม่นับหญ้าในท้องกระต่ายที่มันแอบกินอีกนะเ้าคะ"
"..."
เด็กหญิงคนอื่นฟังเื่ที่หานซีหนิงเล่าพวกนางต่างก็พากันหัวเราะเพราะเห็นกระต่ายตัวนั้นแอบกินหญ้าในตะกร้าของหานซีหนิงจริงๆ"ใช่แล้วเ้าค่ะป้าชุ่ย พวกข้าเห็นกระต่ายตัวนั้นแอบกินหญ้ากับตา"
ป้าชุ่ยหลุบตามองใบหน้ามอมแมมของหานซีหนิงเด็กหญิงพลันยิ้มเศร้า ใจหญิงแก่อย่างนางก็อ่อนยวบครั้นหางตาเหลือบเห็นกระต่ายข้างเท้าหานซีหนิง ความแปลกใจก็เข้ามาแทนที่
"สัตว์อสูรในป่าเขียวขจีจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนผ่านเขตอาคมออกมาไม่ได้" ป้าชุ่ยย่อตัวลงลูบขนกระต่ายนุ่มมือ ครุ่นคิดชั่วครู่สีหน้าที่เคยเคร่งเครียดก็ผ่อนคลายได้ข้อสรุปว่า "มันคงเป็กระต่ายทั่วไป สัตว์กินพืชทั่วไปเข้าออกเขตอาคมได้เ้าเอามันกลับไปย่างกินเนื้อเถอะ"
"เ้าค่ะๆ"หานซีหนิงรีบตอบเร็วไว เธออยากกินเนื้อกระต่ายย่าง
เด็กหญิงรับกระต่ายในมือป้าชุ่ยมาอุ้มทันทีกะน้ำหนักกระต่ายก็พอจะรู้ว่ามันตัวอ้วนมาก น่าจะเนื้อเยอะ
เมื่อนึกถึงของกินหานซีหนิงก็ลืมสิ้นทุกอย่างไม่ได้เอะใจว่าเหตุใดป้าชุ่ยถึงคิดว่ากระต่ายตัวนี้เป็กระต่ายทั่วไปทั้งที่หานซีหนิงมองเห็นละอองหมอกสัตว์อสูรทุกตัวมีละอองหมอกเจ็ดสีแตกต่างกันตามระดับพลัง เริ่มจากระดับต่ำคือสีแดงส้ม เหลือง เขียว ฟ้า น้ำเงิน และม่วง หากเป็สัตว์ทั่วไปจะไม่มีละอองหมอกเหล่านี้
"เอาละ ไม่มีอะไรแล้วก็แยกย้ายกันไปพรุ่งนี้เข้ามาเอาตะกร้าผักกาดเร็วกว่าทุกวันหน่อยจะได้เข้าเขตอาคมก่อนแดดแรง"
"เ้าค่ะ"เด็กหญิงทั้งหลายรับคำ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับ ส่วนหานซีหนิงก็ตรงกลับบ้านทันที
"กระต่ายนี้ตัวหนักเกินไปแล้ว!"
อุ้มมาได้ครึ่งทางหานซีหนิงก็เริ่มบ่น แขนของเธอเริ่มชาและหมดแรงหากยังอุ้มต่อไปเธอคงกลับไม่ถึงเรือน
เมื่อเป็เช่นนั้นหานซีหนิงก็ไม่คิดจะอุ้มอีกปล่อยมันให้วิ่งเอง
ผ่านเขตอาคมเข้ามาหานซีหนิงมองเห็นแสงไฟเล็กๆ บนลานกว้างได้แทบทันทีเป็หานเซ่ออี้ที่ก่อกองไฟย่างเนื้อไก่ป่า
กลิ่นไก่ย่างหอมเตะจมูกหานซีหนิงเร่งฝีเท้าเดินไปหาพี่ชายให้เร็ว หย่อนตัวลงนั่งบนก้อนหินขนาดเล็กพอดีก้นดวงตากลมโตจับจ้องขาไก่ที่กำลังย่างบนถ่านไฟร้อน
เด็กหนุ่มเห็นน้องสาวกลับมาก็เอ่ยถาม "เหนื่อยหรือไม่"
หานซีหนิงส่ายหน้าพลางรับไก่ย่างที่สุกได้ที่พอดีมาจากพี่ชาย "ไม่เหนื่อยเ้าค่ะเป็เช่นทุกวัน ข้าสนุกดี"
หานเซ่ออี้รู้ว่างานที่หานซีหนิงทำเป็อย่างไรเมื่อก่อนเขาก็เคยทำงานนี้มาก่อน ซึ่งจะเหนื่อยแค่่แรกๆแต่พอร่างกายเริ่มปรับตัวก็จะไม่รู้สึกเหนื่อยวันหนึ่งแค่ให้อาหารกวางทองและแพะขาว จากนั้นก็ตัดหญ้าบนเขาลงมาให้เต็มตะกร้าเส้นทางในป่าเขียวขจีก็ไม่ได้ซับซ้อนหรือเดินยากส่วนใหญ่แล้วเป็เนินเขาที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจีตลอดทั้งปี
สัตว์อสูรนั้นมีอายุยาวนานหลายแสนปีดังนั้นระดับสติปัญญาของมันจะมากขึ้นตามอายุกล่าวว่าสัตว์อสูรแสนปีมีสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ในวัยสามขวบมิหนำซ้ำอสูรบางสายเืยังสามารถกลายร่างเป็มนุษย์ได้ทว่าเื่นี้ก็ยังถูกเล่าให้ได้ยินแค่ในตำนาน
"รีบกินเถอะ ระวังร้อน"
หานซีหนิงกินอย่างเอร็ดอร่อยส่วนเท้าก็เตะกระต่ายอ้วนขนปุยเล่น มันถูกเตะจนกลิ้งไปกลิ้งมาเหมือนลูกบอลกลมๆนอกจากอาหารตรงหน้า หานซีหนิงก็ไม่ได้ให้ความสนใจสิ่งใด
หานเซ่ออี้หยิบถุงน้ำขึ้นมาเขาเปิดจุกก่อนจะยกขึ้นดื่มสองอึกขณะเดียวกันหางตาก็เหลือบเห็นกระต่ายป่าขนขาวนั้นไปด้วยเมื่อเห็นว่าหานซีหนิงสนใจแต่ของกิน เขาจึงเป็ฝ่ายเอ่ยถาม"เหตุใดเมื่อก่อนข้าไม่เคยเห็นกระต่ายตัวนี้อยู่กับเ้า"
ได้ยินเช่นนั้นหานซีหนิงก็ดึงความสนใจมาที่กระต่ายจากนั้นก็เริ่มเล่าเื่ทั้งหมดด้วยสีหน้ากระตือรือร้นให้พี่ชายฟังโดยละเอียด
หานเซ่ออี้เดินมาหยุดอยู่ข้างกระต่ายขาวจากนั้นก็ลูบขนมัน เพียงชั่วครู่เขาก็สามารถแยกออกว่ากระต่ายตัวนี้เป็สัตว์อสูรกระต่ายอสูรผ่านเขตอาคมของตระกูลเจียงออกมาไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ผ่านเขตอาคมของท่านแม่เข้ามาไม่ได้เช่นกันเขาเงยหน้าขึ้นมองน้องสาว ภายในใจกลับคิด หรือว่านางจะ...
"ท่านพี่ เหตุใดจึงนิ่งไปเ้าคะท่านไม่ชอบเนื้อกระต่ายหรือ"
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนเปลี่ยนมาลูบศีรษะน้องสาว "มันเชื่องถึงเพียงนี้เ้าเก็บไว้เลี้ยงเป็เพื่อนเล่นเถอะ"
หานซีหนิงคิดตามจากนั้นก็รู้สึกว่าสิ่งที่พี่ชายพูดฟังดูดีไม่น้อย หานซีหนิงลูบขนเ้ากระต่ายเอ่ยตอบ "เ้าค่ะ"
เธอตอบตกลงแต่นั่นก็เพราะไม่รู้ว่ารุ่งเช้าแล้วจะเกิดหายนะเช่นนี้
"อ๊า! ท่านพี่!ข้าจะฆ่ากระต่ายตัวนี้ย่างกินซะ!"
"..."